ชีวิตที่พอเพียง ๒๖๘๖. ไปสวิส ๒๕๕๙ : ๑. เตรียมตัวและเดินทาง


ปีนี้ผมมีกำหนดไปสวิตเซอร์แลนด์ ๑๑ วัน เดินทางไปวันที่ ๑๕ กลับวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙ งานหลักคือการประชุมเตรียมการของ PMAC 2017 : Addressing the Health of Vulnerable Populationa for an Inclusive Sociey ต่อจากการประชุมที่โตเกียว ที่ผมเล่าไว้ ที่นี่ และสองวันหลังไปร่วมประชุม WHA ที่ผมเคยไปประชุมเมื่อ ๖ ปีที่แล้ว และเล่าไว้ ที่นี่

การประชุม PMAC 2017 Secretariat และ IOC นี้ จัดที่เมือง Montreux ที่ผมเคยไปเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว และเล่าไว้ ที่นี่

ผมได้ประสบการณ์เที่ยวเมืองเก่าในยุโรปมาแล้ว คราวนี้จึงทดลองเตรียมตัวไปเที่ยวเมืองเก่า มงเทรอซ์ และเมืองใกล้เคียง เริ่มจากการค้น กูเกิ้ล ด้วยชื่อเมือง Montreux ได้มา ๑๖.๘ ล้านรายการ ข้อมูลใน วิกิพีเดีย บอกว่า เป็นเทศบาล ในอำเภอ ชื่อยาวๆ ขึ้นต้นด้วยริเวียร่า จังหวัด Vaud เข้าใจว่าอ่านว่า โวด์ มงเทรอซ์ มีประชากรไม่ถึงสามหมื่นคน พื้นที่เพียง ๓๓ ตารางกิโลเมตร มีข้อมูลรายละเอียดเพียบ

จุดเด่นอยู่ที่อยู่ริมทะเลสาบเจนีวา อากาศดี วิวสวย ดังมีคนนำเที่ยว ที่นี่ สำหรับผมคราวนี้เตรียมไปเที่ยวชม พิพิธภัณฑ์และเมืองเก่า ค้นพบ Vevey Historical Museum, Musee de Montreux,

ค้นไปค้นมา พบเรื่อง Switzerland and the Roman Empireที่บอกว่า ดินแดนแถบนี้สมัยก่อนคริสตกาล อยู่ใต้อาณาจักรโรมัน คนที่อยู่แถวนี้เป็นชนเผ่า Celt (อ่านว่า เค้ลท์) ที่ในสมัยโบราณกระจายอยู่ในยุโรปตอนกลาง อย่างกว้างขวางมาก ไปจนถึงเกาะอังกฤษ โรมันสร้างถนนจากตอนเหนือของอิตาลีมาจนถึงบริเวณนี้และขึ้นเหนือไปอีก โดยมีบริเวณนี้เป็นชุมทางบริเวณนี้จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ของโรมัน

ผมค้นพบ เว็บไซต์ Old Town of Montreuxเตรียมไว้ไปสำรวจด้วยตนเอง


ตกเครื่องบินและหลงกลุ่ม

ดึกวันเสาร์ที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๙ เราเดินทางกัน ๑๐ คนด้วยสายการบิน ออสเตรียน เที่ยวบิน OS 26 กำหนดออกจากสุวรรณภูมิ ๒๓.๔๕ น. ไปเวียนนา ถึงเวลา ๕.๓๕ น. วันที่ ๑๕ แล้วต่อด้วย OS 571 ออกเวลา ๗.๑๐ น. ถึงเจนีวา ๘.๔๕ น.

พอขึ้นเครื่องบินก็มีลางร้าย เพราะยิ่งนั่งรออากาศก็ยิ่งร้อนขึ้นๆ ถามได้ความว่ากำลังซ่อมสวิตช์แอร์กันอยู่ ในที่สุดเครื่องบินออก ๒.๓๐ น. ช้าไปสองชั่วโมงครึ่ง เพราะเขาต้องไปยืมสวิตช์แอร์จากสายการบินอื่นมาเปลี่ยน เราไปถึงสนามบินเวียนนาเวลา ๘.๒๐ น. เจ้าหน้าที่บนเครื่องบินมาบอกหมอวิโรจน์ซึ่งนั่งติดกับผมว่าเขาจัดให้ไป กับสายการบินลุฟท์ฮันซ่า ออกเวลา ๙.๑๐ น. และบอกประตูออกด้วย หมอวิโรจน์จดไว้ ผมไม่จด บอกว่าผมตามวิโรจน์ ไม่ต้องรู้ นั่นคือข้อผิดพลาดมหันต์


๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙

ออกจากเครื่องบินเป็นคนแรกๆ เราตามป้ายเครื่องหมายเครื่องบินสองลำมีเส้นต่อกัน แทนคำว่า connecting flight จนไปที่คิวตรวจคนเข้าเมือง ผมเข้าไปก่อน ไปยืนรอไม่เห็นมีใครมาผมจึงเดินไปหาเคาน์เตอร์ Austrian Air Service Center ไม่พบ ถามเขาได้ความว่าต้องไปที่ Gate G เดินวนหาอยู่นานและถามทางจึงรู้ว่าต้องผ่านออก Immigration ก่อน แล้วไปถามทางว่าอยู่ที่ G01 เดินหาอีกพักก็ได้เรื่อง เขาให้ boarding pass และบอกว่าไปเที่ยว ๙.๑๐ น. ทันหากผมเดินเร็ว และเขาจะโทรศัพท์ไปบอกที่ Gate ให้รอ ให้ไป Gate F 12 ข่างล่าง down there ผมตีความผิดคิดว่าต้องเดินไปตามทางจนสุดจึงจะมีทางลงไปข้างล่าง วิ่งไปจนสุดระยะทางราวๆ ๓๐๐ เมตรไม่พบทางลง ถามทางจึงรู้ว่าอยู่ข้ามเคาน์เตอร์ ตรง G01 นั่นเอง แต่ไม่ทันเสียแล้วประตูสำหรับลง escalator ปิดแล้ว

ต้องกลับไปที่เคาน์เตอร์ของออสเตรียนใหม่ ได้เที่ยวบิน OS 129 ไปแฟรงค์เฟิร์ต ออกเวลา ๑๐.๑๐ น. แล้วต่อ LH 1218 เวลา ๑๓.๐๕ ไปเจนีวา ถึง ๑๔ น.

ระหว่างนั้นผมเข้า wifi ของสนามบินติดต่อกับหมอวิโรจน์ ได้ความว่าคณะ ๙ คนเกินทางโดย เที่ยวบินลุฟท์ฮันซ่า ๙.๑๐ น. ไปแฟรงค์เฟิร์ตได้ทั้งหมด ซึ่งถ้าผมไม่ฟังผิดและเดินหลงทาง ผมก็จะไปทันเหมือนกัน

OS 129 ออกจากประตู F2 ต้องลงบันไดเลื่อนตรงหน้าเคาน์เตอร์ออสเตรียน ไปที่ Gate F ผ่าน immigration และตรวจความปลอดภัย แล้วจึงไปที่ F2 พอได้เวลา ๙.๔๐ น. ตามกำหนดขึ้นเครื่องเขาก็เรียก ไปขึ้นรถลิมูซีนไปที่เครื่องบินอีกที ตอนออกจากลิมูซีนเข้าแถวขึ้นเครื่อง ผมได้สูดอากาศเย็น ๑๐ องศาอย่างสดชื่น หลังจากเหงื่อแตกแล้วแตกอีกด้วยความตื่นเต้น

เครื่องบิน Airbus A320 ชั้นธุรกิจนั่งสบาย อาหารอร่อย ผมนั่งริมหน้าต่างได้ชมเมฆสีขาวสว่างจ้าให้ความสดชื่น

ตกเครื่องบินและหลงกลุ่มครั้งนี้ผมถือว่าดี เพราะผมได้มีโอกาสแก้ปัญหาด้วยตัวเองและได้วิ่งออกกำลัง ในอาคารสนามบินเวียนนาหลายรอบ รวมระยะทาง ๒.๖ ก.ม. และในที่สุดก็ได้ไปเยือนสนามบินฟรังก์เฟิร์ต ทำให้รำลึกถึงวันไปเที่ยวกับสาวน้อยตามบันทึกนี้

OS 129 เข้าจอดที่ Gate A แต่ LH 1218 ออกที่ Gate B5 ต้องเดินตามป้ายไปไกลและซับซ้อน ขึ้นลงลิฟท์ ทำให้ผมจำได้ว่าเคยมาเดินกับสาวน้อยแล้ว แต่คราวนั้นมีเวลาเหลือเฟือ คราวนี้ก็พอมีเวลาแต่ผมก็เดินแบบสปีดเต็มที่ จนไปถึง Gate B5 ก่อนเวลาเครื่องบินออกกว่า ๑ ชั่วโมง ไปถามเจ้าหน้าที่ที่ B6 ว่าเช็คกระเป๋าที่เช็คอินได้ไหมว่ามากับผม เพราะเส้นทางมันเปลี่ยนแปลงและซับซ้อน หลังจากเธอเช็คในคอมพิวเตอร์ ได้คำตอบว่ามา แต่ผมต้องไปยืนยันกับ Gate B5 เมื่อมีเจ้าหน้าที่มาเปิดบริการ

ซึ่งพอ ๑๒.๐๕ น. ก็มีเจ้าหน้าที่มาให้บริการที่ B5 จริงๆ และเธอช่วยตรวจสอบยืนยันว่ากระเป๋าของผมไปกับเที่ยวบินนี้ แน่ การเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่องของ LH 1218 ตรงเวลา ต้องนั่งลิมูซีนไปเช่นเคย และตอนออกจากลิมูซีนขึ้นเครื่องบินก็เย็น สดชื่นอย่างเคย ผมนั่งริมหน้าต่างพอเครื่องขึ้นสักครู่ก็บินอยู่ชิดกับเมฆเป็นปุยขาวโพลน หากเปิดหน้าต่างเครื่องบินออกไปได้ ก็จะหยิบเมฆได้ สักครู่เขาเสิร์พสลัดซึ่งอร่อยมาก ตอนใกล้ลงสนามบินเจนีวา เครื่องบินบินเลยไปแล้วตีวงกลับมา ทำให้ได้เห็นและถ่ายรูปวิวลาดเขาสวยมาก

ถึงเจนีวาเดินไปรับกระเป๋า พบคณะที่พลัดกันรออยู่ เพราะมาถึงก่อนไม่นาน คือคณะ ๙ คนก็เดินทางอ้อมไปแฟรงค์เฟิร์ตก่อนเหมือนกัน โดยเที่ยวบินที่ห่างกันชั่วโมงเดียว

แล้วก็ได้เผชิญอีกหนึ่งปัญหา คือกระเป๋าของผมที่ผมไปย้ำแล้วย้ำอีกกับเจ้าหน้าที่และเขายืนยันว่า กระเป๋าขึ้นเครื่องบินลำเดียวกันกับผม ไม่มา ต้องไปติดต่อแผนกกระเป๋าหาย เสียเวลาไปอีกสองชั่วโมง เพราะเจ้าหน้าที่ทำงานช้ามาก ลงท้ายกระเป๋าจะมากับเครื่องบินที่จะมาถึงเจนีวา ๑๖.๔๕ น. และเขามีบริการส่งให้ถึงโรงแรมที่มงเทรอซ์

เราขึ้นรถไฟ IR ออก ๑๕.๕๑ น. ตั๋วชั้นสองคนละ ๓๕ สวิสฟรังก์ ชั่วโมงเศษๆ ก็ถึงสถานีมงเทรอซ์ ลากกระเป๋า ลงเขาไปโรงแรม Royal Plaza ประมาณ ๑๕ นาทีก็ถึง พักห้อง ๓๓๒ เห็นวิวทะเลสาบและภูเขา แต่เป็นแนวทะแยง ไม่เหมือนห้อง ๗๑๔ ที่ พักคราวที่แล้ว ที่เห็นทะเลสาบเต็มที่ ดังบันทึกนี้

อาบน้ำแล้วออกไปนั่งที่ระเบียงห้อง ตากอากาศเย็น ๑๓ องศาเซลเซียส และฟังเสียงนกไนติงเกลร้องเพราะจับใจ ตอนทุ่มเศษๆ หมอวิโรจน์โทรศัพท์มาตามไปกินอาหารเย็นของวิโรจน์โภชนาที่ห้อง มีทั้งข้าวสวยและข้าวต้ม สำหรับข้าวต้มมีลักษณะพิเศษ คือใส่ข้าวโอ๊ตและลูกเดือยด้วย



วิจารณ์ พานิช

๒๒ เมษายน ๒๕๕๙ เพิ่มเติม ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๙


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)