737. "อำนาจ (Power)"

เรียนรู้ศาสตร์ OD จากสามก๊ก (ตอนที่ 58)

พลังอำนาจคือสิ่งที่ถ้าเรามีจะทำให้เราทำการอะไรก็สำเร็จได้ แต่เดิมนักคิด. คิดว่าคนเรายิ่งทำสิ่งเดียวกันใช้เวลาน้อยลงเท่าไหร่ ก็จะถือว่ามีพลังอำนาจมากขึ้น เขียนมาเป็นสมการที่อธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ว่า Power = Work / Time หรือ อำนาจ = งาน /เวลา

จากสมการดั้งเดิมนี้บ่งบอกว่า ถ้าคนเราทำอะไรนานไป ประสิทธิภาพอาจด้อยลง เหตุเพราะไม่มีการปรับปรุงวิธีการทำงานให้ดีขขึ้น ก็จะทำอำนาจหรือความสามารถในการทำงาน หรือสร้างสรรค์ของคนนั้นๆน้อยลง เพราะจะทำอะไรแต่ะอย่างเสียเวลา จินตนาการสิครับไปร้านอาหาร สั่งข้าวผัดร้านหนึ่งใช้เวลาทำ 15 นาทีร้านหนึ่งใช้เวลา 30 นาที ถ้าอร่อยเหมือนกัน ต่อไปคุณจะไปร้านแรก ไม่ไปร้านสอง นั่นไงครับแสดงว่าตามนิยามนี้ร้านแรกมีอำนาจมากกว่า

ผมว่าสมการดั้งเดิมนี้ก็ดูมีข้อสรุปที่ดี ...เพราะสมัยใหม่ เราทำอะไรก็ต้องคำนึงสิ่งที่เรียกกันว่า Productivity หรือผลิตภาพนั่นเอง ตลอดมามนุษย์พยามลดเวลาการทำงานให้น้อยลง เพื่อให้เกิดผลผลิตมากขึ้น นั่นหมายถึงเราก็มีอำนาจเงินตรา หรืออำนาจอะไรบางอย่างขึ้นมา จะไปต่อยอดทำอะไรก็ง่าย แต่หากไม่ปรับปรุงการทำงาน วิธีคิด ขาดความรู้ ที่สุดอำนาจก็จะหมดไปเรื่อยๆ เพราะจะอะไรก็ทำนานขึ้น ในขณะที่คู่แข่งอาจไวกว่า เรียกว่าตกโลกไปในที่สุด


ว๊าวผมดูสมการนี้คิดถึงสามก๊กเลย ชัดมากๆ คนตั้งตัวเป็นใหญ่ได้ ทำอะไรสำเร็จไวทุกคน ไม่รอให้พร้อม เล่าปี่ที่ดังมากๆ นี่ก็เริ่มจากมีกำลังรวมกันเพียงสามคน ชาวบ้านมีเป็นหลายๆหมื่น แต่ก็หาญกว้าไปร่วมรบกับอ้วนเสี้ยวอย่างไม่หวั่นไหว อาศัยจังหวัดการถูกท้าประลองจากฝั่งตั๋งโต๊ะ ให้กวนอูออกตัดหัวศัตรู ที่ก็ทำได้ทั้งๆที่สุราที่โจโฉมอบให้ยังคงอุ่นอยู่ ที่นับเป็นฉากคลาสสิกฉากหนึ่ง เรียกว่าก๊กเล่าปี่ดังสะท้านฟ้าในเวลาไม่กี่นาที โจโฉกับซุนเซ็ก ก็มาทำนองเดียวกัน ใช้ความรู้ ความกล้า อาศัยจังหวะไม่เกรงประเพณีอะไรที่มีอยู่เดิมฝ่าฝันเอาชนะในเวลาอันสั้นๆ ...


แต่นานไปจะเห็นว่าทั้งสามต่างกลัวว่าอำนาจจะลด เพราะคุณก็ต้องใช้เวลาทำงานให้สั้นลง ดีขึ้น ได้ผลขึ้นซึ่งต้องใช้ความรู้ ทั้งหมด ซึ่งก็คือเรื่องราวของสามก๊กทั้งหมด ต่างใช้เวลาควานหานักปราชญ์ กุนซือเพื่อดึงเอาภูมิปัญญามารักษาอำนาจ จะได้ไม่เสียเวลาทำอะไรให้มันเนิ่นนานไป ... เพราะทำอะไนนานๆ ไปรบก็ยืดเยื้อที่สุด ก็จะเสียศูนย์ แพ้ตัวเองครับ ..เอาง่ายๆเรื่องนี้อธิบายชัยชนะของสุมาอี้ที่มีต่อขงเบ้งในตอนท้ายๆได้ดี สุมาอี้แพ้กลลวงขงเบ้งบ่อยครั้ง ที่สุดเอาง่ายๆครับ ยื้อเวลา ไม่ออกมารบ ยั่วยังไงก็ไม่ออก ...ที่สุดเห็นไหมครับขงเบ้งเริ่มต้องใช้เวลามากขึ้น ที่สุดก็ต้องมีอะไรมารบกวน คือตายเสียก่อน ... สุมาอี้นี่เก๋ามากๆๆๆ

จะว่าไปทุกก๊กใช้เวลาสั้นๆ สร้างอาณาจักรขนาดยักษ์จากทุนอันน้อยนิด ก็ด้วยสมการนี้ครับ แต่อย่างเพิ่มดีใจไปสามก็กที่รบกันทั้งเล่มระหว่างสามตระกูลคือฮั่น ซุน โจ ...ถูกตระกูลสุมาอี้กินรวบในตอนท้าย คนที่ได้ครองแผ่นดินสุดท้ายคืนคนที่อยู่นานกว่า...นั่นคือตระกูลสุมา...อ้าว มันดูขัดกัน

ไหนว่านานไปไม่ดีหล่ะ อะไรจะอธิบายปรากฏการณ์ที่ย้อนแย้งนี้ได้ดีไปกว่าสมการอำนาจตัวใหม่ของอาจารย์ด้าน Positive Psychology จากเยอรมันท่านว่าไว้ นั่นคือจริงๆ อำนาจ ต้องเพิ่มคำว่า Wellbeing (ความผาสุข)เข้าไปด้วย หรือ Power = (Work x Wellbeing) / Time อำนาจ = (งาน X ความผาสุข)/เวลา

น่าจะอธิบายได้ ความผาสุขหรือ Wellbeing เป็นสิ่งที่คนเรา ถ้าไม่ศึกษา พัฒนาเมื่อเวลาผ่านไปก็อาจทำให้เราขาดความสุขได้เหมือนกัน ที่สุดเมื่อกลายเป็นลบ ก็จะไปบั่นทอนอำนาจของตัวเองได้ เช่นเดียวกับงาน มีผลอย่างไร

ความผาสุขในทาง Positive Psychology ที่อธิบายได้ดีในขณะนี้ผมว่าไม่มีอะไรเกินกว่าทฤษฎี PERMA Model จากหนังสือ Flourishing ของ ท่าน Martin Saligman ประกอบด้วยเงื่อนไข 5 ข้อคือ

ความผาสุข = อารมณ์บวก (Positive Emotion) + ความมุ่งมั่น (Engagement) + ความสัมพันธ์ที่ดี (Positive Relationships) + การที่ตัวเองรู้สึกมีคุณค่า (Meaning) + การประสบความสำเร็จ (Accomplishment)

เอาง่ายๆครับ ที่สามก๊กผงาดขึ้นมาแต่ต้น ผมมองว่าทั้งเหล่าผู้นำสามตระกูลและอาณาประชาราษฎร์ค่อนข้างจะมีความผาสุขมากกว่า

ผู้นำมาจากคนระดับเดียวกันสู้มาด้วยกัน ชนะมาด้วยกัน แพ้มาด้วยกัน ผมว่าอาจจะไม่ลั๊นลา (Positive Emotion) ตลอด แต่อย่างน้อยก็ดูไม่ฟุ้งซ่าน มี Engagement มีความสัมพันธ์ดีๆ จะบ้าบอคอแตกอย่างไรก็พยายามรักษาน้ำใจคน ส่วนก๊กเล็กๆอย่างเล่าปี่คนดูเหมือนจะรู้สึกว่าชีวิตตัวเองมีคุณค่ามีความหาย (Meaning) ที่สำคัญรบชนะบ่อย (Accomplishment) ชัดมากๆครับ ทั้งสามก๊กล้วนเก่งงาน (Work) แถมมีความผาสุขระดับหนึ่ง (Wellbeing) และเนื่องจากมียุทธศาสตร์ดี ดึงคนดีมาช่วยได้ ก็ทำฝห้ทำงานได้ผลมากใช้เวลาน้อย เจอตัวคูณตัวหารแบบนี้ อำนาจทะลุฟ้า เรียกว่าเนรมิตความสำเร็จได้เลย

แต่พอเวลานานไปพอถึงรุ่นลูก ได้เรื่องครับ ถึงแม้จะรบเก่ง Productivity เพียง แต่ความผาสุขในกองทัพลดลง สุมาอี้เองก็ถูกระแวง ถูกยึดอำนาจ ...ความผาสุขของแม่ทัพและทหารเริ่มหาย ...จ๊กก๊กนี่อาการหนักกว่าเพราะได้ฮ่องเต้ที่ไม่รู้เรื่อง ขุนนางก็ไม่หนุนเกียงอุย เพราะรบนานแล้วไม่ชนะสักที ... ง่อก๊กภายในก็วุ่นวาย ..ความผาสุขไม่มี เรียกว่าลบเลยทีเดียว..เมื่อความผาสุขไม่มีคนในแนวหน้าก็ไม่มีกะจิตกะใจกับงาน เกิดความระส่ำระสายแล้ว

ที่สุดสุมาอี้ที่ถูกสะกัดดาวรุ่ง ก็ต้องแสดงความบ้าบิ่นออกมาแล้วครับ ค่อยๆหาโอกาส แล้ววางกลยุทธ์ยึดอำนาจ เนื่องจาากคลุกคลีกับกองทัพมาก่อนสมัยลำบาก พอยึดอำนาจได้ มีกุนซือดีก็ ความผาสุข (PERMA) ในกองทัพและบ้านเมืองดี อำนาจเด่นขึ้นมาทันที และสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่อีกสองก๊กก็รวนลง ด้วยเพราะไม่สามารถยกระดับความผาสุขในบ้านเมือง และกองทัพได้ PERMA เลวร้ายลงเรื่อยๆ พาลให้การทำงานการรบรวนไปด้วย ที่สุดพัง พังจากข้างใน.. ผมเลยพอสรุปได้ดังนี้ครับ

  1. สามก๊กที่ชนะนี่ชนะมาจากข้างใน แพ้ก็จากข้างใน
  2. การจะชนะภายในได้ ต้องอาศัยความรู้ ไม่เพียงแต่การยุทธ์เท่านั้น แต่เรื่องความผาสุขด้วย
  3. ต้องพัฒนาทั้งยุทธศาสตร์การรบและยุทธศาสตร์การบริหารบ้านเมือง ภาวะผู้นำไปเรื่อยๆ
  4. หยุดเรียนรู้ หยุดพัฒนาเมื่อไหร่ ตกโลกทันที

5. Power = Work / Time อำนาจ หรือ (งาน X ความผาสุข)/เวลา

6. ชีวิตควรมีเป้าหมายจะสูงเท่าไรก็ได้ แต่ต้องพัฒนางาน พัฒนาความสุขไปด้วย

7. ถ้าเจออุปสรรค อาจถอยหรือนิ่งได้ แต่ต้องพัฒนางาน พัฒนาตนเองอย่างหยุดยั้ง ถ้าอดทน รอเวลา ชนะเอง

8. พัฒนาองค์กรดู KPI อย่างเดียวไม่ได้ ต้องพัฒนาความรู้ และความผาสุขของคนในองค์กรอย่างจริงจัง สร้างสรรค์ไปด้วย

นี่ครับมุมมองสามก๊กของผมอีกมุมหนึ่ง

ตอนนี้อำนาจของคุณคืออะไร คุณอยู่จุดไหน ถ้ามีมาก สมดุลย์หรือไม่ ถ้าไม่มีจะสร้างสมอย่างไร

คุณเท่านั้นที่ตอบได้

ด้วยรักและปราถนาดีครับ

ดร.ภิญโญ รัตนาพันธุ์

www.aithailand.org


Ref:

https://mappalicious.com/2016/05/21/power-work-x-w...

http://usa.chinadaily.com.cn/world/2013-11/10/content_17094081.htm

http://www.gostrengths.com/whatisperma/

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Appreciative Inquiry



ความเห็น (1)

ได้คิด ขอบคุณค่