วันที่ 2 วิธีทำโทษเด็กทะเลาะกัน (17 พฤษภาคม 2559)

"คุณครูสวัสดีค่ะ"

วันนี้เดินทางมาถึงโรงเรียนประมาณ 07.10 น. และมาลองชิมข้าวต้ม กับนม ที่โรงเรียน อาการเช้าวันนี้ถูกมากค่ะ 12 บาท (ค่าข้าวต้ม 5 บาท + ค่านมถุงละ 7 บาท) พอกินเสร็จก็แยกกับเพื่อนเดินขึ้นห้อง เพื่อดูแลนักเรียนก่อนมาเข้าแถว

ก้าวแรกที่เดินเข้าไปในห้อง "คุณครูสวัสดีค่ะ สวัสดีครับ" รู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ได้ยินคำว่าครู ^^

พอได้เวลาเข้าแถวก็คุ้มนักเรียนลงไปเข้าแถวกับพี่บี(พี่ผู้ช่วยครู) และพอเข้าแถวเสร็จ ก็นั่งดูวิธีการสอนคณิตศาสตรของครูพัชรีย์ ก่อนที่จะได้สอนจริงในอาทิตย์หน้า


พอช่วงพักกลางวันก็ควบตุมแถวนักเรียนลงไปทานข้าว และได้ร่วมโต๊ะกัยคุณครูสายชั้น ป.5 มีการประชุม เกี่ยวกับการแบ่งหน้าที่ของแต่ละฝ่ายในสายชั้น ป.5


"นักเรียนนั่งที่...เราจะทำสมาธิแล้วค่ะ"

เสียงตะโกนดังก้องห้อง แต่สู้เสียงเด็กนักเรียนไม่ได้หรอกค่ะ หลังจากที่เด็ก ๆ ทุกคนได้กินข้าว ช่วงพักกลางวันก็เป็นเวลาทองที่แต่ละคนจะได้วิ่งเล่น ปลดปล่อยความเป็นเด็กออกมา จนบางทีก็ลืมที่ควบคุมความสนุกของตัวเอง

หลังจากทานข้าว แปรงฟันเสร็จแล้ว การนั่งสมาธิก่อนเรียนในตอนบ่าย จะช่วยให้เด็ก ๆ ได้อยู่กับตัวเอง สงบสติอารมณ์ให้อยู่ในสภาวะพร้อมเรียน

ในขณะที่เราทานข้าวกลางวันเสร็จก็รีบมาควบคุมนักเรียน 41 คน ให้นั่งสมาธิอยู่หน้าชั้นเรียน ก็มีวัตถุ คลายปากกาเน้นข้อความ ลอยมา เกือบโดนหน้าแล้วอีกนิดนึง รีบหันไปดูเหตุการณ์ เกิดเรื่องทะเลาะกันขึ้นในห้องเรียนระหว่างเด็กชาย 2 คน และเพื่อน ๆ คอยห้ามอยู่ ดูวุ่นวายหน้าดู ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง เมื่ออีกคนร้อไห้โวยวาย ขว้างปากกามาหน้าชั้น แล้วอีกคนก็กำลังทำท่าทางโกรธจะร้องไห้ เราจึงเลือกที่จะไม่สนใจใครทั้งนั้น ให้ทุกคนกลับไปนั่งที่ทั้งคนที่ยืนปลอบอยู่ และคนที่กำลังจะเข้ามาปลอบเพื่อนที่ร้องไห้ สักพักนักเรียนที่ร้องไห้ก็เดินไปที่ประตูหลังห้อง แล้วร้องอยู่ตรงนั้น

ในความคิดส่วนตัวคิดว่าการที่เด็กร้องไห้ ถ้าเรายิ่งเข้าไปปลอบ จะยิ่งร้องหนักกว่าเดิม คือต้องให้เขาสงบอารมณ์ของตนเองก่อน แล้วจึงนำมาพูดคุยถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าทำไมถึงทะเลาะกัน และถ้าเราไปปลอบนักเรียนที่ร้องไห้ ก็จะไม่มีใครดูแลนักเรียนทั้งห้องที่นั่งสมาธิอยู่

ขณะนั้น คุณครูพัชรีย์ ก็เดินเข้าห้องมาพอดี เห็นนักเรียนร้องไห้อยู่ และก็มีเด็กบางคนได้เล่าเหตุการณ์คร่าว ๆ ให้ฟังแล้วบ้าง(เด็กฟ้อง) ครูพัชจึงเรียกเด็ก 2 คนมาคุย และอีกคนหนึ่ง เป็นผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์(บังเอิญไปว่าให้อีกคนโกรธด้วย และเห็นเหตุการณ์) ครูพัชพยายามพูดให้นักเรียนหยุดร้องก่อน (แอบขี่นิดหน่อย ว่าถ้าไม่หยุด ก็จะให้ร้องห้ามหยุดนะ) แล้วถามนักเรียนที่เกี่ยวข้องว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วถามนักเรียนคนที่ร้องไห้ โดยในขณะที่คนหนึ่งพูด คนที่ครูยังไม่ให้พูดห้ามพูดเด็ดขาด และคนสุดท้ายคือคนที่ทำร้ายเพื่อน ว่าเป็นเรื่องจริงไหม ยังไงบ้าง

เหตุการณ์ "เกิดจาก ด.ช. ก กับ ด.ช. ข และเพื่อน ๆ คนอื่น นั่งดู ด.ช. คนหนี่งเล่มเกมโทรศัพท์อยู่ ด.ช. ข ก็พูดขึ้นมาว่า 'ทำไม ด.ช. ก ดูตลอดเวลาเลย เป็นเด็กติดเกมใช่ไหม ยอมรับความตริงเถอะ' ด.ช. ก ได้ยินก็ไม่พอใจมาก โวยวายและบังเอิญไปโดนนิ้วนางของ ด.ช. ข ทำให้ ด.ช. ข ไม่พอใจร้องไห้ โวยวาย เพื่อน ๆ ก็ช่วยกันห้าม แต่ ด.ช. ข ไมหยุด หยิบปากกาเขวี้ยงมาหน้าชั้นเรียน จนเกือบจะโดนครู และด.ช. ข ก็เดินไปร้องไห้ที่หลังห้อง ทาง ด.ช. ก ได้ยิน ด.ช. ค พูดเกี่ยวกับตนเองไม่พอใจ ก็เลยพาลใช้มือ ขวั่นขา ด.ช. ค " เหตุการณ์เหล่านี้ นักเรียนทั้ง 3 คนเป็นคนเล่า ทุกคนทราบความของตนเองดี โดยเรานั่งฟังอยู่และยังไม่ได้เล่าให้ครูพัชรีฟังเลย ครูพัชรีย์ก็ถามเราว่า เรื่องราวเป้นอย่างไร เราก็ไม่ได้อยู่ใหตุการณ์ตั้งแต่ต้น แต่ทันได้ห้ามให้ ด.ช. ก และด.ช. ค ไม่ให้ทะเลาะกันและให้ทุกคนอยู่ในความสงบ

หลังจากนั้นครูพัช ก็ถามว่า ด.ช. ข คิดว่าตัวเองทำผิดไหม และได้มาขอโทษเรา ที่เกีอบขว้างปากกาเน้นข้อความ มาโดนเรา

ความรู้สึกตอนนั้น มันบอกไม่ถูกจริง ๆ ในขณะที่เขาเล่าว่า "ผมขวางปากกาเกือบโดนครูครับ" ฟังแล้วเป็นคำพูดที่รู้สึกผิดมาก รู้ว่าตัวเองทำไปเพราะโกรธ ไม่ได้ตั้งใจ เราน้ำตาซึมตั้งแต่ตอนนั้น พอ ด.ช. ข มาขอโทษ "ผมขอโทษครับครู" (น้ำตาซึมไปอีก) ก็ให้อภัย และบอกให้รู้จักควบคุมตัวเอง เพราะอาจจะไปทำร้ายคนอื่นได้

ครูพัชรีย์ให้ ด.ช. ค ไปเรียนเพราะไม่เกี่ยวข้องกับที่ทั้ง 2 คนทะเลาะกัน แต่บอกว่าครูจะบันทึกชื่อไว้ เพระาถ้าเกิดอะไรขึ้นทีหลัง จะได้มีหลักฐาน(มีรอยรอยขีดขวั่นเล็กน้อย) และได้ถามนักเรียนทั้ง 2 คน ว่าจะให้ครูทำโทษอย่างไร

- ด.ช. ข บอกว่า เรียกผู้ปกครอง ครูพัชถามต่อว่า ถ้าครูเรียกผู้ปกครองมา ผู้ปกครองก็ต้องเสียเวลา ลางานมา หรือไม่ก็ทิ้งหน้าที่มา การลงโทษแบบนี้ไม่ใช่การลงโทษคนที่ทำผิด แต่เป็นการไปรบกวนคนอื่น

- ด.ช. ก บอกว่า ให้ครูตี ครูพัชบอกว่า การทีครูตีเรา ทำให้เราเจ็บ เป็นรอย ละถ้าเกิดผู้ปกครองเห็น แล้วไม่พอใจว่าครูมาทำร้ายลูกได้ยังไง พ่อแม่ยังไม่เคยตีเลย ครูจะทำยังไง

สุดท้าย ด.ช. ข ก็บอกว่า "ผมรู้แล้วครับครู ช่วยกันทำเวรครับ" ครูพัชจึงถามว่าจะทำเวรช่วย เวรวันนี้หรอ เป็นการลงโทษที่เบาไป ทั้งสองคนจึงตกลงจะช่วยกันทำเวร 2 คน แทนเพื่อน ๆ เวรวันนี้


และครูพัช ก็ให้ทั้ง 2 คนแยกที่นั่งไม่ให้ใกล้กัน(ปกติก็อยู่ห่างกัน มี 2 คนนั่งขั้นกลาง) และตอนเย็นก็ช่วยกันทำเวรอย่างดี และดูรักกัน เข้าใจกันกว่าเดิมมาก ดูไม่เหมือนเด็กที่พึ่งทะเลาะกันมาเลย


การลงโทษนักเรียนในวันนี้ ทำให้เราได้เห็นวิธีการที่ดีมาก เป็นการลงโทษที่ใช้เวลาในการถามหาคววามจริง จากปากของนักเรียนที่ทำผิด เพื่อให้ได้นึกถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองได้ทำไปทั้งหมดว่า ได้ทำอะไรที่ไม่ดีไปบ้าง ให้รู้เองว่าตัวเองทำผิดตรงไหน และจะทำโทษตัวเองอย่างไร

"การเป็นครูที่ดีควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้พูด ได้สำนึกด้วยตัวเอง ไม่ใช่ฟังคนอื่นเล่า แล้วตัดสินลงโทษตามความคิดของตัวเองเป็นหลัก"




นางสาวภัณฑิรา ศรีใจ


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกการฝึกสอนของ นางสาวภัณฑิรา ศรีใจ (ภาคเรียนที่ 1/2559)



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

เหตุการณ์คงเป็นเหตุการณ์ที่จะประทับใจคุณครูแอมไปตลอดชีวิตทีเดียว
และวิธีแก้ปัญหาโดยให้เด็กเป็นคนบอกเอง ... นี่คือสุดยอดการแก้ปัญหาครับ

เรืื่องดี ๆ นะ ;)...

เขียนเมื่อ 

Ongkuleemarn ขอบคุณค่ะ

วิธีการนี้น่าสนใจมากๆเลยนะคะ ยังไงจะขอเอาไปปรับใช้บ้างนะคะ สู้ๆนะคะดาว

เขียนเมื่อ 

อัจฉราพรรณ บุญเรือง

ยินดีจ๊าดนักเจ้า