​“เด็กรุ่นใหม่” ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด ?

ตั้งแต่ยุคกรีกโบราณมาจนกระทั่งปัจจุบัน ผู้ใหญ่ก็มักจะบ่นว่าเด็กรุ่นใหม่เป็นพวกรักสบายและหมกมุ่นในเรื่องของตัวเองเท่านั้น

แต่แล้วโลกก็ยังดำรงอยู่มาได้ เมื่อเด็กพวกนั้นเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่และเริ่มปกครองสังคมแทนคนรุ่นเก่า นั่นเพราะพวกเขาได้ถูกขัดเกลาโดยความจริงที่โหดร้ายของโลกใบนี้ ให้กลายเป็นคนที่รับผิดชอบและอดทนยิ่งขึ้นเพื่อความอยู่รอดของตนเอง

หากทว่า นับจากการเกิดขึ้นของอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ ทุกสิ่งก็อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ธรรมชาติของเด็กและวัยรุ่นแทบทุกคนก็คือ การมีความใฝ่ฝันและทะยานอยากในเรื่องที่ไม่สมจริง

อย่างไรก็ตาม ในโลกยุคก่อนอินเทอร์เน็ตที่ข้อมูลข่าวสารยังไม่แพร่สะพัดไปทั่วนั้น ความอยากได้ขนมและของเล่นของเด็ก ๆ ทั้งหลาย ก็จะถูกบั่นทอนกำลังลงได้พอสมควร จากการที่เห็นเพื่อน ๆ ของตนเอง ก็ไม่ได้มีวัตถุสิ่งของที่เหนือกว่าเท่าไรนัก

เมื่อผิดหวังนานวันเข้าก็จะกลายเป็นความเคยชินและยอมรับสภาพไปในที่สุด

แน่นอนว่า ย่อมมีเพื่อนที่รวยกว่าซึ่งมีของเล่นชิ้นใหม่ ๆ มาอวดเด็กคนอื่นได้อย่างสม่ำเสมอ แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่คนส่วนน้อย ซึ่งสุดท้ายก็จะค่อย ๆ ถูกลืมเลือนไป

ครั้นเมื่ออินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ได้ถือกำเนิดขึ้น ความอยากได้ทางวัตถุของเด็ก ๆ จะไม่ถูกเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นที่อยู่ร่วมโรงเรียนเดียวกันเท่านั้น หากทว่า พวกเขายังสามารถนำตนเองไปเปรียบเทียบกับเด็กทั้งหลายบนโลกใบนี้ได้

ลูกหลานมหาเศรษฐีที่อาจเป็นคนเพียงแค่ 1 % บนโลกใบนี้ ก็สามารถกลายเป็น 30 % ในสายตาของเด็กที่อยากได้ของเล่นเช่นกัน เนื่องจากเด็กที่ไม่มีปัญญาซื้อของเล่นแพง ๆ ได้นั้น ก็ย่อมถูกตัดทิ้งไปจากกลุ่มตัวอย่างในหัวสมองของเด็กที่อยากได้ของเล่นนั้น จึงกลายเป็นว่า มองไปทางใดก็เห็นแต่คนที่เขามีของเล่นดี ๆ มากกว่าเรา โดยไม่ทันเฉลียวใจเลยว่า นั่นเป็นเพียงคนกลุ่มน้อยในสังคมเท่านั้น

ที่เลวร้ายกว่า ก็คือ ความสามารถทางการตลาดของบริษัทในโลกยุคนี้ซึ่งเหนือชั้นกว่าในโลกยุคก่อนอย่างไม่เห็นฝุ่น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า "เด็กยุคใหม่" ย่อมถูกกระตุ้นความอยากได้มากกว่าเด็กยุคก่อนนับสิบหรือร้อยเท่า

“ทำน้อยจะเอาเยอะ ไม่ทำเลยจะเอาหมด” เป็นคำดุว่าของครูคนหนึ่งในโรงเรียนมัธยมของผมเมื่อหลายสิบปีก่อน

แต่กระนั้น มันก็ไม่อาจนำมาใช้กับคนรุ่นผมได้อย่างยั่งยืนนัก เพราะเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พวกเขาเหล่านั้นก็ได้ถูกความจริงที่โหดร้ายของชีวิตขัดเกลาไปเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม มันอาจจะเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนของเด็กรุ่นปัจจุบันที่จะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตข้างหน้า เพราะพวกเขาได้ถูกกล่อมเกลาโดยอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์อย่างรุนแรงกว่าคนรุ่นผมนับสิบหรือร้อยเท่า

หากทว่า เราจะไปโทษเด็กรุ่นใหม่ทั้งหมดก็ไม่เป็นธรรมนัก เพราะพวกเขาเป็นเหยื่อหรือชะตากรรมของยุคสมัยมากกว่า

เมื่อชี้นิ้วไปยังบริษัททั้งหลายซึ่งงัดกลยุทธ์ทางการตลาดมาใช้อย่างบ้าคลั่ง โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อเด็กและเยาวชนเลยนั้น ก็อาจจะไม่ยุติธรรมเช่นกัน เพราะหากบริษัทเหล่านี้ไม่สามารถทำยอดขายให้เติบโตขึ้นทุกปีแล้ว มันจะส่งผลให้เศรษฐกิจมีปัญหา แล้วก็จะลามไปถึงชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราทุกคนที่อาจจะต้องโดนไล่ออกหรือลดเงินเดือน ซึ่งย่อมไม่ใช่เรื่องที่น่าอภิรมย์นัก

การสั่งปิดอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ทั้งหลายไม่ให้เข้าถึงลูกหลานของเรา แม้จะเป็นการแก้ไขที่ต้นเหตุ แต่ก็เป็นทางเลือกที่ไม่ฉลาดนัก เพราะนั่นเท่ากับเป็นการขัดขวางความก้าวหน้าของโลกใบนี้

ทางออกที่ผมคิดว่าดีที่สุด ก็คือ การคิดใหม่ทำใหม่ของผู้ปกครองทั้งหลายนั่นเอง

ผู้ปกครองควรจะเปลี่ยนทัศนคติใหม่ว่า “การให้เด็กทำงานพิเศษในช่วงปิดเทอม เป็นสิ่งที่มีคุณค่า และเหนือกว่าการส่งลูกไปเรียนกวดวิชา” โดยผู้ปกครองจะต้องมีวิสัยทัศน์ที่ไกลกว่าคะแนนสอบของเด็กให้ได้ เพราะการให้เด็กทำงานพิเศษจะเป็นวิธีเดียวในการทำให้พวกเขาได้รู้ซึ้งรสชาติความลำบากของชีวิตได้ตั้งแต่อยู่ในช่วงวัยรุ่น

การที่พวกเขาได้ตระหนักรู้ว่าเงินทองนั้นไม่ได้มาโดยง่าย ก็อาจจะเป็นสิ่งกระตุ้นให้พวกเขาขยันเรียนหนังสือได้มากกว่าเดิมอีกด้วย เพราะพวกเขาย่อมรู้ซึ้งจากประสบการณ์ของการทำงานพิเศษว่า หากพวกเขาเรียนไม่สำเร็จแล้ว บทสรุปสุดท้ายก็จะต้องมาทำงานที่เหนื่อยกาย แต่ได้ค่าจ้างน้อยกว่าทั้งหลายนี้

ที่สำคัญ ก็คือ ทัศนคติของบริษัทในทุกวันนี้ก็ได้มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างขนานใหญ่ หลายบริษัทเริ่มให้ความสนใจกับพลังไฟและความกระตือรือร้นในการทำงาน (Passion) มากกว่าคะแนนสวยหรูในใบปริญญาบัตร เพราะพวกเขาล้วนซาบซึ้งดีว่า เบื้องหลังความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นั้นล้วนมาจากหยาดเหงื่อและความทุ่มเทมากกว่าความฉลาดในหัวสมองที่ไม่ยอมลงมือทำ

ชีวิตที่เต็มไปด้วยความกระหายต้องการเงินเดือนสูง ๆ ตั้งแต่เริ่มต้นทำงานในปีแรก ขณะที่ไม่ยอมทุ่มเทอะไรให้บริษัทเลย หากงานนั้นไม่ได้รางวัลตอบแทนที่มากพอ ก็ย่อมไม่เป็นที่สบอารมณ์ของนายจ้างหรือหัวหน้างานอย่างแน่นอน และนั่นย่อมหมายถึงชีวิตการทำงานที่ไม่ราบรื่นของเด็กคนนั้น แม้ว่าจะเรียนจบมาจากสถาบันการศึกษาชื่อดังก็ตาม

จงเริ่มเปลี่ยนชีวิตของเยาวชนไทยตั้งแต่ในวัยที่ยังพอดัดได้ เพราะหากไม่กระทำในวันนี้ ก็จะมีแรงงานสมองจากเวียดนามหรือประเทศที่ขยันขันแข็งอื่น ๆ ในอาเซียน เข้ามาแย่งงานคนไทยไปอย่างหน้าตาเฉย ยังไม่นับว่าเศรษฐกิจไทยที่ไม่มีนวัตกรรมมาหลายปีแล้ว ก็อาจจะถึงขั้นทรุดโทรมไปแบบกู่ไม่กลับ เพียงเพราะคนรุ่นใหม่ของไทยไม่มีความอดทนเพียงพอที่จะต่อสู้ในโลกทุนนิยมที่โหดร้ายนี้

ผมยังคงมีความหวังอยู่เสมอว่าประเทศไทยจะมีโอกาสแก้ตัวอีกสักครั้ง ?

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Creative Friends



ความเห็น (2)

ผู้ปกครองก็สำคัญ ครูก็สำคัญเช่นกันค่ะ มองอีกมุมหนึ่งนะคะ ผู้ปกครองส่งลูกเป็นเรียนพิเศษเพราะโรงเรียนเน้นการแข่งขันเอาดีเอาเด่นก็มากนะคะ ผู้ปกครองสู้แรงกดดันไม่ไหวเพราะกลัวลูกเรียนไม่ทันเพื่อนก็เลยต้องส่งเรียนพิเศษ จะมีผู้ปกครองสักกี่คนที่จะทนไหว

เห็นด้วยกับอาจารย์ครับ ผู้ปกครองยากจะแข็งขืน แต่หากใครทำสำเร็จ ฟ้าย่อมให้ผลตอบแทน บางทีลูกของเราอาจไม่ต้องประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ก็ได้ สิ่งสำคัญ คือ การเป็นคนดี และกตัญญูต่อทั้งพ่อแม่และประเทศชาติ ขอบคุณสำหรับความเห็นดี ๆ ของอาจารย์นะครับ ^.^