ทิศทางวิกฤติเศรษฐกิจโลก

นโยบายรับมือวิกฤติเศรษฐกิจโลก

คำถาม วิกฤติการณ์เงินโลกในอนาคตมีแนวโน้มรุนแรงกว่าเดิมหรือไม่ เพราะอะไรจึงคิดเช่นนั้น

ตอบ อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าในช่วงก่อนวิกฤติ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความจำเป็นในการปรับสมดุลการเติบโตในเศรษฐกิจโลกและการลดความไม่สมดุลของบัญชีเดินสะพัดที่มีมากเกินไป การแก้ไขนี้ต้องอาศัยรูปแบบที่หลากหลาย (รวมถึงเวลา) รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในการบริโภคของภาคเอกชนในสหรัฐฯ และประเทศต่าง ๆ ซึ่งมีการขาดดุลทางดุลบัญชีเดินสะพัด รวมทั้งต้องอาศัยการเคลื่อนไหวของราคาเปรียบเทียบ (เช่น พลังงาน แร่ อาหาร และอื่นๆ) และการกำกับดูแลภาคการเงินที่เข้มงวดขึ้น ต่าง ๆ เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะยังอยู่ในระดับที่ต่ำ และในบางกรณี นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจปัจจุบัน (ทั้งการเงินและการคลัง) จะต้องได้รับการผ่อนคลาย การทำเช่นนั้นจะช่วยลดปัจจัยที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจโลกให้เติบโตในระดับหนึ่ง จึงจำเป็นที่จะต้องใช้ความระมัดระวังในการกำหนดเงื่อนเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายทั้งจากแรงกดดันของภาวะเงินเฟ้อและการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินไปของอุปสงค์รวม

วิกฤติเศรษฐกิจโลก

เรามีความเข้าใจพอสมควรในปัจจุบันถึงสาเหตุหลักของวิกฤติเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ ซึ่งก็คือนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่หละหลวมในสภาพแวดล้อมที่มาตรการกำกับดูแลยังขาดความรัดกุมอยู่ ทำให้เอื้อต่อความพยายามของนักลงุทนที่จะจับเสือมือเปล่าด้วยการใช้เงินทุนหรือสินทรัพย์ที่คาดว่าจะมีในอนาคตมาเป็นเดิมพันในการพนันขันต่อ ณ ปัจจุบัน การประเมินความเสี่ยงที่ผิดพลาด และการก่อตัวของความเสี่ยงในระบบการเงินของโลก วิกฤติการเงินโลกได้เผยให้เห็นถึงความเปราะบางหลายประการในระบบการเงินโลกที่เชื่อมต่อประเทศต่าง ๆ เข้าด้วยกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่รับรู้และได้รับการรายงานมาเนิ่นาน แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

วิกฤติการณ์ดังกล่าวยังแสดงให้เห็นด้วยว่า ความจำเป็นที่จะต้องเฝ้าระวังและตรวจสอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาครวมทั้งการดำเนินงานของภาคการเงินอย่างต่อเนื่องนั้น มีอยู่ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ขณะที่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ซึ่งได้รับบทเรียนจากวิกฤติในช่วงทศวรรษที่ 90 ถูกจับตามองทั้งจากตลาดและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IFIs) ศักยภาพของประเทศเหล่านี้ที่จะมีอิทธิพลต่อนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการกำกับดูแลภาคการเงินของประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจก้าวหน้ากว่านั้นยังอยู่ในขอบเขตจำกัด นี่เป็นข้อเท็จจริงในเศรษฐกิจระดับใหญ่ซึ่งเงินสกุลท้องถิ่นมีสถานะเป็นที่ต้องการของนักลงทุนทั่วโลก

ในเศรษฐกิจเหล่านี้ แรงจูงใจที่จะปรับความไม่สมดุลภายในประเทศยังมีอยู่น้อยเนื่องจากสภาพคล่องของสินทรัพย์ที่ซื้อขายเป็นดอลล่าร์นั้นมีอยู่สูง สามารถตอบสนองความต้องการเงินทุนจากนอกประเทศได้โดยง่าย เศรษฐกิจโลกได้รับประโยชน์อย่างยิ่งจากสภาวะเศรษฐกิจเฟื่องฟูในช่วงปี 2546-2550 ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากปัจจัยที่ไม่ยั่งยืน

ความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันจากวิกฤติการเงินนั้นมีมูลค่ามหาศาล ทำให้มูลค่าโดยรวมของตลาดหุ้นทั่วโลกลดลงเกือบครึ่งในปี 2551 คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเกือบ 30 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ จนถึงปัจจุบันในปี2552 ตลาดฟื้นตัวแล้วประมาณ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ในสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว มูลค่าความเสียหายต่อครัวเรือนอันเกิดจากการที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ทรุดต่ำลงนั้นอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ณ สิ้นปี 2551

บทสรุป

ขณะที่เรากำลังสังเกตการณ์อยู่นี้ (กรกฎาคม 2552) สัญญาณว่าเศรษฐกิจได้ผ่านภาวะที่ตกต่ำที่สุดมาแล้วเริ่มจะมีให้เห็นบ้าง กระนั้นก็ตาม มันยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงการฟื้นตัว โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงเสถียรภาพของเศรษฐกิจที่เติบโตเต็มที่แล้ว และการกลับมาเติบโตอย่างมั่นคงของประเทศกำลังพัฒนา อย่างไรก็ดี เราสามารถระบุได้ว่า จะมีปัจจัยใดบ้างที่จะเป็นแรงผลักดันหลักให้เศรษฐกิจโลกได้ฟื้นตัวและเติบโตต่อไปในอนาคต

เป็นที่คาดหมายกันว่า อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกในช่วงหลังวิกฤตินั้นอาจอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าในช่วงก่อนวิกฤติ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความจำเป็นในการปรับสมดุลการเติบโตในเศรษฐกิจโลกและการลดความไม่สมดุลของบัญชีเดินสะพัดที่มีมากเกินไป การแก้ไขนี้ต้องอาศัยรูปแบบที่หลากหลาย (รวมถึงเวลา) รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในการบริโภคของภาคเอกชนในสหรัฐฯ และประเทศต่าง ๆ ซึ่งมีการขาดดุลทางดุลบัญชีเดินสะพัด รวมทั้งต้องอาศัยการเคลื่อนไหวของราคาเปรียบเทียบ (เช่น พลังงาน แร่ อาหาร และอื่นๆ) และการกำกับดูแลภาคการเงินที่เข้มงวดขึ้น ต่าง ๆ เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะยังอยู่ในระดับที่ต่ำ และในบางกรณี นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจปัจจุบัน (ทั้งการเงินและการคลัง) จะต้องได้รับการผ่อนคลาย การทำเช่นนั้นจะช่วยลดปัจจัยที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจโลกให้เติบโตในระดับหนึ่ง จึงจำเป็นที่จะต้องใช้ความระมัดระวังในการกำหนดเงื่อนเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายทั้งจากแรงกดดันของภาวะเงินเฟ้อและการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินไปของอุปสงค์รวม

นอกจากนี้ แรงกดดันที่มาจากการกีดกันทางการค้า (เพื่อปกป้องธุรกิจภายในประเทศจากการแข่งขันในยามที่อุปสงค์ต่ำ) ยังสร้างความเสี่ยงต่อทั้งการค้าและการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวมด้วย ประการสุดท้าย การลงทุนอาจยังมีความไม่ชัดเจนระยะหนึ่ง เนื่องจากโลกยังมีกำลังการผลิตส่วนเกินที่สูงอยู่ ความหมายโดยนัยต่อประเทศกำลังพัฒนาที่ชัดเจนก็คือ ประเทศที่วางแผนเป็นอย่างดีก่อนที่จะมีการนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาใช้ ที่มีการกำจัดอุปสรรคของการเติบโตในอนาคต และลงทุนอย่างเพียงพอทั้งในทุนทางกายภาพและทุนมนุษย์ภายใต้ข้อจำกัดของตนเอง จะได้รับความสำเร็จมากกว่าและพร้อมที่จะเริ่มวงจรการเติบโตใหม่ที่แข็งแกร่งกว่า บนพื้นฐานของความได้เปรียบทางการแข่งขันในเศรษฐกิจโลก

สำหรับสถาบันการเงินระหว่างประเทศ การช่วยให้กระบวนการนี้ดำเนินไปได้ด้วยดีผ่านความช่วยเหลือทางการเงินและการทางวิชาการ ในขณะที่บ่มเพาะสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ร่วมของสาธารณชนทั้งโลกนั้น จะเป็นวาระที่ท้าทายในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โครงสร้างตลาดการเงินไทย



ความเห็น (0)