อาจารย์จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

[email protected]


งานบริหารความเสี่ยงสมัยใหม่ยกระดับความสำคัญของการกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (Compliance Risk) ขึ้นมาในระดับที่มีความสำคัญสูงเทียบกับความเสี่ยงกลยุทธ์ จึงทำให้นักบริหารความเสี่ยงมีภารกิจเพิ่มในการพัฒนากรอบแนวทางและกระบวนการบริหารความเสี่ยง Compliance Risk เพิ่มขึ้นและต้องเพียงพอ มีประสิทธิภาพในการกำกับดูแลกิจการ เสมือนเป็น Governance อย่างหนึ่ง

ขอบเขตของงาน Compliance Framework เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลจึงต้องอิงหลักการและแนวคิดของการกำกับดูแล (Governance) มาใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กล่าวคือ

  • การจัดวางความรับผิดชอบ และภาระงาน (Responsibility and task) แก่บุคลากรภายในองค์กรอย่างทั่วถึงและครบถ้วน ให้เจ้าของภาระงานกำกับตนเอง
  • การจัดตั้งหน่วยงานใหม่ในการกำกับเรียกว่า Compliance Unit ที่เชื่อมโยงกับการตรวจสอบภายใน การบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติงาน และงานคดีและกฎหมาย

ประเด็นที่กิจการอาจจะใช้เป็นกรอบในการพิจารณา ปรับปรุง และต่อยอด Compliance (Governance) ในองค์กรอาจจะประกอบด้วย

ประการที่ 1 - ความแตกต่างและความสัมพันธ์ของ Compliance Unit กับ Audit

บทบาทและหน้าที่ของ Compliance Unit มี 2 ประเด็นหลัก คือ

  • การกำกับและดูแล
  • การป้องกันและหลีกเลี่ยง

งานการกำกับดูแล หมายถึง กิจกรรมที่ประกอบด้วยการ (ก) ระบุ และ(ข) การติดตาม(Monitoring) เพื่อหาทางลดช่องว่าง (Gap) ระหว่างเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ ทั้งภายในและภายนอกกับระบบหรือกลไกหรือมาตรการที่มีใช้อยู่และปฏิบัติอยู่จริงภายในกิจการ

งานป้องกันและหลีกเลี่ยง หมายถึง กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ ที่เป็นการแนะนำ ชี้แนะให้แนวทางให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรม ที่ควบคุมมิให้เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ขึ้นในกิจการ

ประการที่ 2 แต่ Compliance Unit จะไม่รวมถึงบางกิจกรรม

ไม่ควรรวมกิจกรรมและภาระงานในการเข้าไปตรวจสอบในองค์กร (Ex-post Checking) ว่าพฤติกรรมจริงเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นบทบาทของงานตรวจสอบภายใน

ในบางองค์กร Compliance Unit เน้นการทำหน้าที่สนับสนุนหน่วยงานกองหน้า (Front Office) มากกว่า ด้วยการพิจารณาให้เกิดความคล่องตัวในการกำหนดกระบวนการที่ยืดหยุ่น แต่ไม่ผิดตามกฎเกณฑ์

ดังนั้น Compliance Unit จึงสามารถคัดเลือกบุคลากรที่มีความสามารถ ทักษะที่เฉพาะเจาะจงในการกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ได้ดีกว่า เพราะงานตรวจสอบภายในอาจจะไม่สามารถทำหน้าที่ในลักษณะนี้

ประการที่ 3 ความแตกต่างและความสัมพันธ์

ระหว่าง Compliance Unit กับการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ

การบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ เป็นการบริหารความเสี่ยงเฉพาะด้าน ซึ่งถือว่าเป็นการบริหารจัดการภาระงานประจำวัน และควรจะผ่านการพิจารณาความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์มาแล้ว และมีการระบุ วิเคราะห์ ประเมิน และติดตามความเสี่ยงด้านกฎหมายรวมอยู่ในการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ โดยไม่ใช่หน้าที่ของ Compliance Unit เป็นส่วนของรายละเอียดระดับกิจกรรม

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเสี่ยงด้าน Compliance Risk เป็นความเสี่ยงในมุมกว้างกว่าความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ เฉพาะในประเด็นที่อาจจะเกิดความเสี่ยงจากการไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์

ประการที่ 4 ความสำคัญของการมี Compliance Unit

ส่วนหนึ่งมาจากความตระหนักมากขึ้นว่ามีความล้มเหลวด้านปฏิบัติการและด้านการควบคุมด้านคุณภาพที่สร้างความสูญเสียแก่กิจการเป็นจำนวนมากขึ้น จนต้องยกระดับของความรับผิดชอบสู่ผู้บริหารระดับสูงอย่างถาวร

ขณะเดียวกัน ความซับซ้อนของการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ก็มีส่วนทำให้เกิดความท้าทายด้านการกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เพิ่มขึ้นด้วย โดยต้องมี

  • ลักษณะที่บูรณาการ
  • มองในมุมกว้างครอบคลุมทั้งองค์กร
  • อิงตามมาตรฐานที่มี

ประการที่ 5 การตื่นตัวเรื่อง Compliance Risk

อีกส่วนหนึ่งมาจากการที่ กฎเกณฑ์ใหม่ ระบุชัดว่า คณะกรรมการบริษัท และผู้บริหารระดับสูงขององค์กรประเภทต่างๆ เผชิญหน้ากับการที่ บุคลากรในตำแหน่ง ดังกล่าวต้องเผชิญหน้ากับ

  • ภาระผูกพัน
  • ค่าปรับ

ในฐานะส่วนบุคคล (personal liability) ด้วย

นอกจากนั้น ความล้มเหลวหรือผิดพลาดทางด้านกฎเกณฑ์ของกิจการมีผลต่อความสนใจของสื่อต่างๆในระดับสูง และสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ขององค์กรคิดเป็นมูลค่ามหาศาล ทั้งที่กิจการได้ทำงานหนักนับทศวรรษกว่าจะสั่งสมมูลค่ากิจการมาจนถึงปัจจุบัน

ความล้มเหลวในการควบคุมหรือกำกับการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ยังมีส่วนนำสู่ความสูญเสียและเสียหายมากมายในด้านลูกค้าหลักของกิจการ ผู้บริหารระดับสูงต้องขาดคุณสมบัติที่จะบริหารจัดการกิจการต่อไป และราคาหุ้นในตลาดตกต่ำลงอย่างมากมาย

ประการที่ 6 ความท้าทายที่สำคัญในด้านความเสี่ยง Compliance Risk

  • มีกฎหมาย กฎเกณฑ์ใหม่ที่ทำให้กิจการต้อง
    • มีความจำเป็นต้องเรียงลำดับความสำคัญของประเด็นที่ต้องกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์
    • มีความจำเป็นต้องวางแผนในด้านการลงทุนให้มี solutions ที่จะช่วยในการบริหารงานกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์
  • ระบบงานที่มีอยู่ไม่มีประสิทธิภาพ เทียบกับที่กิจการมีความจำเป็นเพิ่มขึ้นในงานการยกระดับการกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ และความจำเป็นต้องประหยัดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด
  • การดำเนินการยังมีลักษณะตั้งรับ รองรับเมื่อเกิดเหตุการณ์ความเสี่ยงแล้ว ไม่ใช่การเตรียมการล่วงหน้าเชิงรุก (Proactive) ดูได้จาก

(3.1) สภาพแวดล้อมการควบคุมและกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ยังไม่มีประสิทธิภาพในการสร้างบรรยากาศ

(3.2) การวางบทบาทของ Compliance Unit เป็นศูนย์ต้นทุน แทนที่จะเป็นศูนย์ทำกำไร

(3.3) ขาดความเชื่อมโยงกันระหว่างการกำกับการปฏิบัติ การออกกฎเกณฑ์ และการกำหนดกลยุทธ์ของกิจการ

ประการที่ 7 บทบาทของ Compliance กับการควบคุมภายในกิจการและ Outsource

การควบคุมกิจการในปัจจุบันเป็นการเน้นด้านคุณภาพของการควบคุม (Quality Control) ในงานที่เป็น

  • กระบวนการดำเนินงานหลักของกิจการ
  • การกำกับดูแลภาระงานทุกตำแหน่งงาน
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และทรัพยากรที่นำสู่การควบคุมที่มีคุณภาพ

ขณะที่งาน Compliance เน้นเรื่องของ

  • การสื่อสารความคาดหวังของการกำกับการปฏิบัติสู่ระดับที่ต้องเพียงพอ
  • การให้แนวทางของพฤติกรรมพึงประสงค์
  • คุณภาพของการกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์

ประเด็นทั้งส่วนของการควบคุมและการกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์จะต้องนำไปสู่

  • ความยั่งยืนของกิจการ
  • การยกระดับความได้เปรียบด้านการแข่งขัน

ประการที่ 8 สิ่งที่มีความสำคัญในการพัฒนาเชิงคุณภาพ

ทั้งในส่วนของการควบคุมและการกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ตาม Compliance

  • การแก้ไขประเด็นที่ยังมีการตีความ ยากในการเข้าใจ และมีโอกาสสูงในการผิดพลาด
  • การแก้ไข ความต้องการ ในด้าน Compliance ให้เกิดความชัดเจนด้านวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของกิจการในเรื่องนี้
  • การแก้ไขการควบคุมที่มีอยู่ในกระดาษเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้นำมาใช้บังคับหรือปฏิบัติจริงในระหว่างการปฏิบัติงาน
  • การแก้ไขกฎเกณฑ์ที่เป็นการวางเส้นให้ปฏิบัติ (Ret tape) ที่มิได้คำนึงถึงผลกระทบหรืออุปสรรคต่อการปฏิบัติงาน โดยไม่ได้สร้างคุณค่า