ณรงค์ ปฏิบัติสรกิจ ชีวิตและการต่อสู้ของคนพิการผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา

นายณรงค์ ปฏิบัติสรกิจ
พ.ศ. 2478 – 2559
************************
นายณรงค์ ปฏิบัติสรกิจ เกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2478 ที่อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เป็นบุตรคนโตของร้อยตำรวจเอกหมื่นปฏิบัติสรกิจ(นาค เปรมปรีดิ์) กับนางยุพา ปฏิบัติสรกิจ มีน้อง 6 คนคือ พลตำรวจโทปรีชา นางฉันทนา นิมิตบุตร นายวินิจ นางนิตยา สมบูรณ์จันทร์ นายนิพนธ์ และนายอนุสรณ์ ปฏิบัติสรกิจ
ชีวิตวัยเด็กของนายณรงค์มีความพร้อมทั้งด้านฐานะความเป็นอยู่และความอบอุ่น พอถึงวัยศึกษาเล่าเรียนได้ย้ายติดตามบิดาไปเรียนระดับประถมที่โรงเรียนบ้านพรานกระต่าย อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชรจบชั้นประถมปีที่ 4 ในพ.ศ. 2490 ต่อมาบิดาได้ย้ายและมาเกษียณอายุราชการที่อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นช่วงหลังสงครามมหาเอเชียบูรพาใหม่ๆ หลังบิดาเกษียณอายุราชการฐานะทางบ้านเริ่มขัดสน จึงต้องอพยพครอบครัวกลับมาช่วยกันทำมาค้าขายที่บ้านเกิดคืออำเภอเมืองพิษณุโลก นายณรงค์มาเรียนต่อชั้นมัธยมปีที่ 1-3 ที่โรงเรียนผดุงราษฎร์ ในอำเภอเมืองพิษณุโลก จบชั้นมัธยมปีที่ 3 ใน พ.ศ. 2493 แล้วเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมปีที่ 4 ที่โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดชาย จบชั้นมัธยมปีที่ 6 ใน พ.ศ. 2496 แล้วเรียนต่อชั้นมัธยมปลาย แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ ที่โรงเรียนเดิม ขณะเพิ่งเริ่มเรียนชั้นมัธยมปีที่ 7 ก็สามารถสอบเข้าเรียนเป็นนักเรียนเตรียมนายร้อย โรงเรียนเตรียมนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ที่เรียกว่า จปร. 5 ซึ่งตอนนั้นฐานะทางบ้านก็ไม่ดี ยังมีน้องที่อยู่ในวัยเรียนอีกหลายคน นายณรงค์จึงต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดที่สุด โรงเรียนเตรียมนายร้อยฯไม่มีที่พักจึงต้องไปขออาศัยบ้านญาติของเพื่อนอยู่ชั่วคราวเพราะไม่มีญาติของตนเองในกรุงเทพฯ และต้องย้ายหาที่อยู่ใหม่อีกหลายครั้ง
ปลาย พ.ศ. 2596 ขณะนายณรงค์กำลังเป็นนักเรียนเตรียมนายร้อยปีหนึ่ง เกิดอาการเจ็บหลัง เจ็บเข่า เจ็บฝ่าเท้า เวลาวิ่งฝึกจะปวดมาก ซึ่งบ่งบอกอาการของโรครูมาตอยด์ หรือโรคข้ออักเสบ แต่ก็ต้องอดทน พอขึ้นชั้นเตรียมนายร้อยปีที่สอง เจ็บสะโพกจนยกขาไม่ขึ้นต้องเข้าโรงพยาบาลรักษาอยู่สามเดือน พอออกจากโรงพยาบาล เวลาเรียนไม่พอ ไม่มีสิทธิสอบ จึงต้องกลับมาอยู่บ้าน พอต้นปีการศึกษาใหม่จึงกลับมาเรียนเตรียมนายร้อยปีที่สองซ้ำชั้น เลยตกจากรุ่น จปร.5 เป็นรุ่น จปร.6 ซึ่งอาการป่วยก็ยังไม่ปกตินัก ผู้บัญชาการฝ่ายการศึกษาโรงเรียนนายร้อยฯเสนอแนะให้เปลี่ยนไปเรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสามารถดำเนินการเทียบโอนกันได้ แต่นายณรงค์ปฏิเสธเพราะคิดว่าทางบ้าน
คงรับภาระค่าเล่าเรียนไม่ไหว การฝืนเรียนในสภาพร่างกายไม่ปกติอาการจึงทรุดหนักลงต้องส่งเข้ารับการผ่าตัดตั้งแต่ พ.ศ. 2498 รักษาอยู่สองปีครึ่ง อาการก็ยังไม่ดีขึ้นในที่สุด พ.ศ. 2500 ต้องกลายเป็นคนพิการเต็มตัว ถูกปลดพิการ และกลับไปอยู่บ้านที่จังหวัดพิษณุโลก
เมื่อต้องกลายสภาพเป็นคนพิการ นายณรงค์ได้พยายามยึดมั่นในปรัชญา Independent Living คือการมีวิถีชีวิตอยู่อย่างอิสระ จะเป็นคนพิการที่ทำอะไรได้เอง ไม่เป็นภาระให้กับผู้อื่น โดยเบื้องต้นพยายามหาวิธีฆ่าเวลาเพื่อให้ลืมและยอมรับความพิการของตน ด้วยการวาดรูป การเล่นแมนโดลิน และการอ่านหนังสือทุกประเภท โดยเฉพาะหนังสือเรื่องวิธีเอาชนะทุกข์และสร้างสุข ของเดล คาร์เนกี้ที่ช่วยสอนให้รู้จักการยอมรับความจริง มีวิธีการหนึ่งที่เดล คาร์เนกี้แนะนำคือ ให้เขียนจดหมายไปถึงคนเด่นดังหรือคนที่เราเห็นเป็นแบบอย่าง นายณรงค์จึงทดลองเขียนจดหมายถึงหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช และหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ซึ่งก็ได้รับจดหมายตอบกลับและให้กำลังใจจากบุคคลทั้งสองเป็นอย่างดี
ตอนกลับมาอยู่บ้านที่พิษณุโลกนายณรงค์ได้หารายได้โดยรับงานบัญชีร้านน้ำมันมาทำ รับสอนพิเศษนักเรียน และรับปักเสื้อนักเรียน พร้อมทั้งสมัครเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ พ.ศ.2501 ซึ่งเป็นรุ่นนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ 01 ตอนนั้นเป็นมหาวิทยาลัยเปิด มีเพื่อนร่วมรุ่น เช่น นายชวน หลีกภัย นายสมัคร สุนทรเวช นายมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นต้น โดยมีผู้มีจิตเมตตาซื้อตำรามาให้อ่านถึงเวลาสอบก็เดินทางไปสอบที่กรุงเทพฯ จนสำเร็จได้รับพระราชทานปริญญานิติศาสตรบัณฑิต ใน พ.ศ.2506
ระหว่างเรียนนายณรงค์ได้เข้ามาหางานทำที่กรุงเทพฯ นำรูปที่วาดสะสมไว้มาฝากขายที่มูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการ ในกรมประชาสงเคราะห์ ไปสมัครทำงานตำแหน่งคนพิมพ์หนังสือเบรลล์ ที่โรงเรียนสอนคนตาบอด ทั้งๆที่ไม่มีความรู้เรื่องอักษรเบรลล์มาก่อน แต่พยายามศึกษาจนสามารถปฏิบัติงานได้ ต่อมาโรงเรียนสอนคนตาบอดขาดครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ จึงให้นายณรงค์ไปเป็นครูสอนในชั้นมัธยมปีที่ 3 ถึงมัธยมปีที่ 6 จึงพอมีรายได้ที่สามารถเลี้ยงชีพและเป็นค่าเล่าเรียนได้อย่างประหยัด ทำให้นายณรงค์ได้พบความจริงว่า ความสุขของคนพิการอยู่ที่การมีงานทำ
ช่วงเวลานั้นมีเหตุการณ์หลายอย่างเป็นอุปสรรคต่อชีวิตการทำงานของนายณรงค์ ซึ่งสาเหตุสำคัญก็มาจากสังคมยังไม่ยอมรับความสามารถของคนพิการเท่าใดนัก แต่นายณรงค์ก็ไม่ท้อถอยพยายามพิสูจน์ความสามารถตนเองให้เป็นที่ประจักษ์ ในที่สุด พ.ศ. 2503 – 2511 ก็ได้รับความเมตตาจากหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร ผู้ก่อตั้งมูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการ มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อน มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯเพื่อเยาวชน ฯลฯ ให้มาทำงานบัญชีให้กับท่าน อาศัยที่นายณรงค์ได้สมัครเรียนบัญชีเบื้องต้นทางไปรษณีย์จน
สำเร็จมาก่อน จึงสามารถทำงานบัญชีได้อย่างไม่เป็นปัญหา และได้รับพระเมตตาให้พักที่ท้ายวังนฤมล การทำงานด้วยความมุ่งมั่นของนายณรงค์ทราบถึงพระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร(พระสวามีหม่อมงามจิตต์) ตอนนั้นทรงจัดทำหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษรายสัปดาห์ “แสตนดาร์ด” โดยมีหม่อมงามจิตต์เป็นบรรณาธิการ จึงเป็นโอกาสให้นายณรงค์ได้มาช่วยทำงาน พิสูจน์ฝีมือ และได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษในการทำหนังสือพิมพ์นี้ด้วย
ต่อมาเมื่อกิจการโรงพิมพ์เกิดปัญหา หม่อมงามจิตต์ได้ฝากงานให้นายณรงค์มาเป็นคนดูแลเด็ก
ตาบอด ที่ศูนย์ฝึกอาชีพคนตาบอด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในงานของมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย และไม่นานนายณรงค์ก็ได้เลื่อนเป็นครูผู้ปกครองเด็กตาบอด รวมทั้งช่วยทำงานทุกอย่างที่ได้รับมอบหมาย เนื่องจากเวลานั้นนายณรงค์ขาดความรู้ในวิชาชีพครู จึงขวนขวายศึกษาด้วยตนเองและสมัครสอบได้ประกาศนียบัตรประโยคครูพิเศษมัธยม(พ.ม.) ใน พ.ศ. 2515 แล้วศึกษาต่อระดับปริญญาตรี สำเร็จได้รับพระราชทานปริญญาศึกษาศาสตรบัณฑิต(ศษ.บ.) จาก
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ใน พ.ศ.2527 และต่อมาได้ศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาไทยศึกษา ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี แต่ถึงแก่กรรมก่อนสำเร็จการศึกษา ซึ่งนับเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ที่ใฝ่เรียนรู้จนตลอดชีวิต
นายณรงค์เป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เพราะได้สั่งสมความรู้และประสบการณ์มาหลายแขนง ในขณะปฏิบัติงานที่ศูนย์ฝึกอาชีพคนตาบอด ได้เกิดความคิดที่จะก่อตั้งห้องสมุดคนตาบอดขึ้น ด้วยเหตุผลดังที่นายณรงค์ได้เขียนไว้ในหนังสือ “ณรงค์ ปฏิบัติสรกิจ ชีวิตและการต่อสู้ของผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา” ความตอนหนึ่งว่า
“...ข้อหนึ่ง ผมเองก็มีใจรักในการอ่านหนังสือ สอง มีความสามารถในการพิมพ์หนังสือเบรลล์ สาม ผมมีความรักในตัวคนตาบอด ผมได้รู้อะไรสนุกๆหรือได้ความรู้จากการอ่านหนังสือ วรรณกรรม ผมก็อยากจะให้คนตาบอดมีความสุขอย่างนั้นบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กตาบอดที่อยู่รอบๆตัวผมนี่ อยู่ว่างๆผมก็พิมพ์หนังสืออักษรเบรลล์ให้อ่าน...ผมเลยคิดตั้งห้องสมุดของศูนย์ฝึกอาชีพคนตาบอดขึ้นมา ต่อมาเทคโนโลยีการบันทึกเทปแพร่หลาย ต้นทุนถูกลง จนกระทั่งวันหนึ่งผมคิดว่าถ้าเราจะทำหนังสือเสียง ส่งให้คนตาบอดทั่วประเทศอ่าน น่าจะอยู่ในวิสัยที่เราจะทำได้ หากเป็นหนังสือเบรลล์นี่ ทำได้ copyเดียว เหมือนกันกับวรรณกรรมพิมพ์ดีด สมัยก่อนก็ผลัดกันยืมให้อ่านได้ ทีนี้ผมเกิดใจใหญ่ขึ้นมาว่า น่าจะตั้งห้องสมุดของคนตาบอดขึ้นมาเป็นแห่งแรกในประเทศไทย...”
ในที่สุดความตั้งใจจริงของนายณรงค์ก็ประสบผลสำเร็จ และตั้งชื่อว่า ห้องสมุดคอลฟิลด์เพื่อคนตาบอด(คำว่าคอลฟิลด์ มาจากชื่อของ มิสเจนีวีฟ คอลฟิลด์สุภาพสตรีตาบอดชาวอเมริกัน ผู้นำอักษรเบรลล์มาเผยแพร่แก่คนตาบอดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก) เริ่มดำเนินการก่อตั้งใน พ.ศ.2520 ห้องสมุดเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ใน พ.ศ.2524 โดยมีอาคารส่วนตัวแยกออกมาเป็นเอกเทศ แต่กว่าจะเป็นห้องสมุดที่สมบูรณ์แบบ นายณรงค์ต้องวางแผนและใช้ความอดทนพยายามเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องงบประมาณในการดำเนินงาน เนื่องจากมีกิจกรรมถึง 5 กิจกรรมที่อยู่ภายใต้สังกัดของมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยที่ต้องดูแล คือ โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ศูนย์ฝึกอาชีพคนตาบอดปากเกร็ด ห้องสมุดคอลฟิลด์เพื่อคนตาบอด ศูนย์ฝึกอาชีพคนตาบอดหญิงสามพราน และโรงงานทำเฟอร์นิเจอร์ จังหวัดปทุมธานี นายณรงค์ได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการห้องสมุดคอลฟิลด์เพื่อคนตาบอดเป็นคนแรก ต้องริเริ่มและรับผิดชอบงานทุกอย่างเองทั้งหมด ห้องสมุดเริ่มเจริญก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น สื่อมวลชนต่างๆนำผลงานของนายณรงค์ไปเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง มีอาสาสมัครเข้ามาช่วยงานเพิ่มมากขึ้น และสามารถให้บริการคนตาบอดได้ทั่วประเทศ
นับว่านายณรงค์เป็นทั้งครูผู้สอนคนตาบอดโดยตรง และเป็นครูสอนผ่านห้องสมุดคอลฟิลด์เพื่อคนตาบอด ด้วยจิตวิญญาณความเป็นครูอย่างแท้จริง ซึ่งเรื่องนี้ นายอำนวย กลิ่นอยู่ ศิษย์ของนายณรงค์
คนหนึ่ง ได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มเดียวกัน ความตอนหนึ่งว่า
“...อาจารย์ณรงค์ ปฏิบัติสรกิจ เป็นนักต่อสู้ เป็นครูที่ดี เป็นผู้ที่มีหัวใจความเป็นครูมากกว่าจะคำนึงถึงค่าตอบแทน ผมเป็นลูกศิษย์ที่ดำเนินชีวิตโดยใช้หลักการคิดและคำสอนจากท่านมาเป็นแนวทางปฏิบัติ ซึ่งแนวคิดและหลักคำสอนจากท่านมีประโยชน์ต่อผมและผู้พิการทั้งประเทศ อาจารย์ณรงค์เป็นครูผู้สอนที่มุ่งหวังให้ลูกศิษย์มีความรู้ความสามารถในการช่วยเหลือตนเอง และท่านยังเป็นผู้ผลักดันให้มีพระราชบัญญัติคนพิการปี 2535 ทั้งยังเสนอให้รัฐจ่ายเบี้ยยังชีพให้แก่คนพิการอีกด้วย ผมรู้สึกซาบซึ้งว่าบุคคลผู้นี้เป็นผู้ที่มีหัวใจความเป็นครูผู้ให้ ทั้งเป็นนักต่อสู้ปัญหาและอุปสรรคอย่างไม่ท้อถอย...”
ชื่อเสียงของนายณรงค์เป็นที่ปรากฏในวงกว้างมากขึ้น นายณรงค์มีผลงาน และได้รับรางวัลเกียรติคุณต่างๆหลายอย่าง กล่าวคือ พ.ศ.2524 ได้รับคัดเลือกเป็นคนพิการดีเด่น ประเภทคนพิการผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต จากคณะกรรมการจัดงานปีคนพิการแห่งชาติ และในปลายปีเดียวกันได้รับคัดเลือกเข้าร่วมประชุมองค์กร Disabled Peoples International(DPI) ในระดับโลกที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของคนพิการทั่วโลก ทำให้นายณรงค์เกิดแนวคิดและพลังที่จะทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมคน
พิการในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นพ.ศ.2533 ได้รับคัดเลือกเป็น ASHOKA FELLOW ของ ASHOKA FOUNDATION จากสหรัฐอเมริกา เป็นคนแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรที่สนับสนุนเงินทุนแก่ผู้มีความคิดริเริ่มทำงานให้สังคม พ.ศ. 2534 ได้รับคัดเลือกเป็น คนดีศรีสังคม จากมูลนิธิ ศ.ประภาศน์ อวยชัย พ.ศ. 2535 เป็นผู้ก่อตั้งและเป็นนายกสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2536 เป็นผู้ก่อตั้งและเป็นประธานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย โดยเป็นประธานสภาสองสมัย พ.ศ. 2537 ได้รับคัดเลือกเป็นอาสาสมัครดีเด่น จากสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และเป็นผู้ปฏิบัติงานดีเด่นด้านคนพิการ จากมูลนิธิหม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร พ.ศ. 2538 ได้รับคัดเลือกเป็นคนไทยตัวอย่าง จากมูลนิธิธารน้ำใจ ได้รับรางวัลมหิดลวรานุสรณ์ จากสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และได้เป็น PAUL HARRIS FELLOW ของ THE ROTARY FOUNDATION OF ROTARY INTERNATIONAL และ “Man of the Year” ของ Rotary Club of Bankok South พ.ศ. 2539 ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นคนพิการคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้ง โดยได้มีส่วนผลักดันให้เกิดกฏหมายสำคัญๆแก่คนพิการหลายเรื่อง เนื่องจากนายณรงค์ไม่สามารถนั่งเก้าอี้ในที่ประชุมวุฒิสภาได้ นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานวุฒิสภาสมัยนั้นได้ต่อเก้าอี้นั่งด้วยตนเองให้นายณรงค์เป็นกรณีพิเศษด้วย พ.ศ. 2540 ได้รับรางวัลประจำปีจาก Kazuo Itoga Memorial Foundation จากญี่ปุ่น เป็นคนแรกและเป็นคนเดียวในเอเชียแปซิฟิกนอกประเทศญี่ปุ่น สำหรับผู้บำเพ็ญประโยชน์แก่คนพิการ สถานีโทรทัศน์ NHK ได้คัดเลือกเป็นคนพิการดีเด่นหนึ่งในสี่คนของโลก และในปีเดียวกันได้รับการคัดเลือกให้เป็นประธาน Disabled Peoples International Asia Pacific Regional Council โดยได้เป็นประธานต่อเนื่องมาสองสมัย พ.ศ. 2541-2544 ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 3 คน พ.ศ. 2542 ได้รับโล่นักสังคมสงเคราะห์ดีเด่น จากมูลนิธิ ศ.ปกรณ์ อังศุสิงห์ และเป็นประธานมูลนิธิศูนย์มิตรภาพมนุษย์ล้อเอเชีย(ประเทศไทย) พ.ศ. 2543 ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุขแห่งชาติ และเป็นประธานมูลนิธิคนพิการไทย ซึ่งก่อตั้งโดยสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2547 ได้รับรางวัลบุคคลดีเด่นแห่งชาติ สาขาพัฒนาสังคม(สังคมสงเคราะห์) จากคณะกรรมการเอกลักษณ์แห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 เป็นกรรมการอำนวยการ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์พ.ศ. 2549 เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนส่งเสริมและพัฒนาสวัสดิการสังคม และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พ.ศ. 2551 เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนการศึกษาคนพิการ กระทรวงศึกษาธิการ และ พ.ศ. 2552 เป็น
อนุกรรมการในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดที่ได้รับพระราชทานคือ ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก และทวีติยาภรณ์
มงกุฎไทย
นายณรงค์สมรสกับนางสาวไพบูลย์ เลี้ยวกลับถิ่น เมื่อ พ.ศ. 2510 มีบุตร 1 คน คือ นายภูริญ ปฏิบัติสรกิจ(ถึงแก่กรรม)
บั้นปลายของชีวิต นายณรงค์ได้เขียนบทมรณานุสติ ไว้ในหนังสือเล่มเดียวกัน ความตอนหนึ่งว่า
“...ผมทำงานเพื่อผู้อื่นเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ผมกล้าประกาศก้องบนเวทีอภิปรายบ่อยๆว่า ผมคือคนพิการที่มีความสุข โดยผมหวังให้เสียงร้องของผมได้ยินไปถึงเพื่อนๆน้องๆคนพิการด้วยกันว่า ด้วยการกระทำความดีของเรา ด้วยวิธีคิดที่ยอมรับสภาพความพิการของเรา ทำให้เราสามารถประกาศกับโลกได้ว่า เรามีความสุข ซึ่งไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กับดัชนีขี้วัดเงินในกระเป๋าของเรา...ลืมอดีตเสียอย่าไปอาลัยอาวรณ์ เพราะถอยหลังไปก็แก้ไม่ได้ อย่าไปห่วงใยวิตกกังวลในอนาคต ถ้าเราแน่ใจว่า วันนี้ ปัจจุบันนี้ เราได้ทำดีที่สุดแล้ว เรารอบคอบแล้ว ไม่ประมาทแล้ว เราก็ไม่มีอะไรจะต้องห่วงใยอีกแล้ว...”
นายณรงค์มีโรคประจำตัวหลายโรค นอกจากโรคข้ออักเสบที่ทำให้ร่างกายพิการแล้ว ยังมีโรคอื่นตามมาอีกคือ โรคปลายประสาทอักเสบ ความดันโลหิตสูง และแผลในกระเพาะอาหาร โดยได้ดูแลรักษามาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 20 ปี และเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2558 นายณรงค์เข้าตรวจร่างกายพบจุดขาวๆ ที่ปอดหลายจุด จึงรับประทานยาตามแพทย์สั่งมาตลอด ถึงแม้นายณรงค์จะมีอาการเจ็บป่วยรุมเร้าอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ยังคงปฏิบัติงานด้วยความเอาใจใส่ จนกระทั่งวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559 เกิดอาการปอดอักเสบติดเชื้ออย่างรุนแรง และถึงแก่กรรมในวันเดียวกัน รวมสิริอายุได้ 80 ปี 11 เดือน 13 วัน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานโกศโถฉัตรเบญจา เป็นกรณีพิเศษ ประกอบศพ นายณรงค์ ปฏิบัติสรกิจ ณ ศาลา 9 วัดชลประทานรังสฤษฏ์ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559 และพระราชทานเพลิงศพฯ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559

นายธเนศ ขำเกิด ผู้เรียบเรียง
ข้อมูลอ้างอิง

1. หนังสือ “ชีวิตและการต่อสู้ของผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ณรงค์ ปฏิบัติสรกิจ สมาชิกวุฒิสภา คนพิการคนแรก” วิปาลี จันทรโรจน์ เรียบเรียง พ.ศ. 2555 (เผยแพร่ทั่วไปและแจกในงานพระราชทานเพลิงศพฯวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ด้วย)
2. นางชนิดาภา เพ็ชรรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด ให้ข้อมูลเพิ่มเติม

************************************

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ธเนศ ขำเกิด



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

เป็นชีวิตที่มีคุณค่า

สมควรแก่การยกย่องจริงๆครับ

ขอบคุณมากครับ