​ปัญหาการกำจัดขยะต้องจัดการเชิงบูรณาการ ตอนที่ 2

​ปัญหาการกำจัดขยะต้องจัดการเชิงบูรณาการ ตอนที่ 2

14 เมษายน 2559

ทีมวิชาการ สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย [1]

ตามที่มีแนวคิดเรื่อง การจัดการขยะระบบกลุ่มจังหวัด (Cluster base) [2] เป็น “ศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวม” ในระดับจังหวัด ซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กำหนดให้ความสำคัญเป็น “วาระการปฏิรูป” ด้วย เนื่องจากการบริหารจัดการขยะนั้นมีความละเอียดอ่อน ที่ต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจจากประชาชนในพื้นที่เท่านั้นจึงจะเป็นผลสำเร็จดังเช่นประเทศที่พัฒนาแล้วได้ดำเนินการกัน ซึ่งผู้เขียนได้นำเสนอไปก่อนแล้ว 1 ตอน จึงขอนำเสนอต่อ เพราะในบริบทของสังคมไทยยังมีประเด็นข้อวิพากษ์ที่ต้องช่วยกันแก้ไขปรับปรุงอีกหลายอย่าง

สภาพการบริหารจัดการขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลปัจจุบัน

“ขยะชุมชน” (Municipal solid waste) [3] หรือ ขยะที่เกิดขึ้นในชุมชน มีที่มาจากทั้งครัวเรือน ร้านค้าและชุมชน เป็นปัญหาการจัดการขยะ หรือ “การจัดการขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล” ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นั้นมีความแตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่ ทั้งเทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แต่มีปัญหาการบริหารจัดการขยะและสิ่งปฏิกูลที่ไม่แตกต่างกันนัก โดยเฉพาะปัญหาปริมาณขยะมูลฝอยที่เพิ่มมากขึ้นจนหลายพื้นที่ไม่สามารถรองรับปัญหาและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การแก้ไขปัญหาแบบทันท่วงทีจึงมีข้อจำกัด ทำให้นับวันปัญหาจะสะสมพอกพูนมากขึ้น ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากหน่วยงานผู้ปฏิบัติไม่ได้มี “แผนการศึกษาแก้ไขปัญหาในระยะยาว” และ “การแก้ไขปัญหาที่ไม่มีการบูรณาการ (Integrated) ในระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” ไม่มีการศึกษาปัญหาให้ถ่องแท้และจัดการแก้ไขต้นตอแห่งสาเหตุของปัญหา ตลอดจนการวางแผนรองรับผลที่จะเกิดจากเหตุของปัญหาเหล่านั้น โดยเฉพาะปัญหาที่ทิ้งขยะที่แทบจะไม่มี อปท. ใด ที่มีที่ทิ้งขยะหรือกำจัดขยะที่มีประสิทธิภาพสมบูรณ์

ปัญหาที่เกิดขึ้นจากขยะชุมชนปัจจุบัน

แยกเป็นสองด้านคือ (1) ปัญหาทางกายภาพ ได้แก่ ปัญหาปริมาณจำนวนขยะที่สะสมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเพิ่มความยุ่งยากในการกำจัดมากยิ่งขึ้น, ปัญหากลิ่นเหม็นรบกวนในปริมณฑลรอบบ่อ โดยเฉพาะแหล่งทิ้งขยะที่ไม่เหมาะสม สร้างความรำคาญให้แก่ผู้อยู่อาศัยใกล้เคียงและผู้ที่ผ่านไปมา, ปัญหาการฟุ้งกระจายของขยะออกนอกบริเวณ, ปัญหาทางเข้าไปเทขยะไม่สะดวกเมื่อขยะเต็มทางเข้า, ปัญหาน้ำเสียที่เกิดจากน้ำฝนไหลผ่านขยะที่เพิ่มมากขึ้น, ปัญหาการเกิดไฟไหม้กองขยะจากการหมักหมมของเสียจนเกิดก๊าชมีเทน (Methane) ก่อให้เกิดมลพิษ และกลิ่นที่รุนแรง ฯลฯ เป็นต้น

(2) ปัญหาทางมลพิษ ได้แก่ ปัญหาการเกิดก๊าซมีเทน ที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดโลกร้อน, ปัญหาเกิดการติดไฟไหม้กองขยะขึ้นเองจากก๊าชที่มีจุดติดไฟต่ำ เป็นลักษณะการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์เขม่าไฟฟุ้งกระจาย, ปัญหาเกิดก๊าซไดอ๊อกซิน (dioxins) เป็นสารก่อมะเร็ง, ปัญหาเป็นแหล่งรวมสัตว์พาหะนำโรค เช่น แมลงวัน หนู นก กา ที่สามารถนำโรคไปสู่คนได้ ฯลฯ เป็นต้น

แนวคิดเบื้องต้นเพื่อการบริหารจัดการขยะชุมชน

แม้ว่ากรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะได้นำเสนอข้อมูลเชิงวิชาการและแนวนโยบายของรัฐที่ชัดเจนมากขึ้นก็ตาม แต่การแก้ไขปัญหาในภาพรวมยังไม่มีปัญหาอุปสรรค ในที่นี้ จากประสบการณ์การปฏิบัติ ผู้เขียนมีข้อสังเกตพิจารณาเบื้องต้น จึงขอเสนอเป็นแนวคิดโดยรวม ดังนี้

1. สถานที่หรือที่ดินในการกำจัดขยะ พบว่าส่วนใหญ่ อปท. ขาดแคลนสถานที่ในการกำจัดขยะ แต่เดิมเป็นหน้าที่ของเทศบาลหรือสุขาภิบาลซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชน สถานที่หรือที่ดินที่ทำการกำจัดขยะส่วนใหญ่จึงตั้งอยู่นอกเขตฯ เสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งขณะนั้นเป็นที่ดินในเขตสภาตำบลซึ่งต่อมาได้ยกฐานเป็น “องค์การบริหารส่วนตำบล” (อบต.) ส่วนใหญ่เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ปรากฏว่า ในปัจจุบันที่ทิ้งขยะดังกล่าวในหลายแห่ง ไม่เข้าหลักเกณฑ์เงื่อนไขตามที่กรมควบคุมมลพิษได้กำหนดไว้ [4] ฉะนั้น ในชั้นนี้จึงเห็นควรให้มีการรณรงค์สำรวจตรวจสอบถึงความเหมาะสมเหล่านั้น และพิจารณาย้ายสถานที่ทิ้งขยะดังกล่าวให้ไปออยู่ในแหล่งที่มีความเหมาะสมตามหลักเกณฑ์ ทั้งนี้อาจมีการทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย

2. ระบบกำจัดขยะและการดำเนินการ (Waste management) ที่ขาดประสิทธิภาพ สาเหตุหลักเกิดจากขาดบุคลากรระดับปฏิบัติที่มีความรู้ความชำนาญในเทคนิคและวิชาการ ประกอบกับ อปท. มีงบประมาณจำกัดไม่เพียงพอในการกำจัดขยะ อปท. ส่วนใหญ่ โดยเทศบาลที่ยกฐานะมาจากสุขาภิบาล จึงดำเนินการได้เพียงการเก็บขนขยะจากชุมชน บ้านเรือน ร้านค้า ตลาด โรงเรียน วัด แหล่งชุมชนอื่น แล้วไปเทกองรวมไว้ที่บ่อขยะเท่านั้น การขาดงบประมาณในการดำเนินการกำจัดขยะที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ที่ต้องลงทุนด้านสถานที่ อาคารเพื่อการกำจัดขยะที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการฝังกลบ หรือ การเผาทำลายในเตาเผา ซึ่งต้องมีงบประมาณและเครื่องจักรกล ในการดำเนินงาน เช่น ค่าจ้างพนักงานและสวัสดิการ ค่าไฟฟ้า ค่าประปา น้ำมันเชื้อเพลิงและหล่อลื่น ค่าสารเคมี ตลอดจนค่าบำรุงรักษาสิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักรกล และเครื่องมือที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ ในส่วนนี้ มีความจำเป็นว่าส่วนกลางต้องจัดสรรงบประมาณให้ อปท. ดำเนินการ เพราะเป็นการดำเนินการที่ “เกินศักยภาพ” โดยเฉพาะการจัดการขยะแบบ “ศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวม” หรือที่เรียกว่า “ระบบกลุ่มจังหวัด” (Cluster base) โดยเร็ว

3. ข้อจำกัดของการเมืองในระดับท้องถิ่น ซึ่งเป็นปัญหาในระดับผู้มีอำนาจตัดสินใจนโยบายที่มักมีความขัดแย้ง ต่างกลุ่มขั้วการเมือง ทำให้ประสบปัญหาความต่อเนื่องของการดำเนินการตามนโยบาย โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก

ข้อจำกัดในขนาดของ อปท. ที่มีขนาดเล็กใหญ่และขอบเขตอำนาจหน้าที่ของแต่ละ อปท. และ อปท. ประเภทที่แตกต่างกัน ทำให้การดำเนินงานนอกเขตพื้นที่หรือเป็นการดำเนินการร่วมกันของ อปท. หลายแห่ง อาจเกิดปัญหาการประสานงานร่วมมือกันได้ นอกจากนี้ระเบียบกฎหมายหลายฉบับ นับตั้งแต่ พรบ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 พรบ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 พรบ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ประมวลกฎหมายที่ดิน ตลอดจนระเบียบฯ ประกาศฯ กฎกระทรวงต่าง ๆ หลายฉบับที่ยังไม่เอื้ออำนวยให้ดำเนินการได้โดยสะดวก โดยเฉพาะการดำเนินการตามระเบียบ กฎหมาย ที่ไปเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น หรือแม้แต่ อปท. อื่น ทำให้ อปท. มีปัญหาอุปสรรคมากมายที่ทำให้การดำเนินการสำเร็จลุล่วงไปได้ยาก ที่สำคัญได้แก่ ด้านการประสานแผนงานและแผนดำเนินการ ที่ขาดคนกลางที่ใกล้ชิดและจริงจังในการประสานงานและการแก้ไขปัญหาให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ในเบื้องต้น ส่วนกลางควรมอบหมาย หรือกำชับเป็นนโยบายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอในพื้นที่ได้ใส่ใจถือเป็นนโยบายที่เร่งแก้ไขเป็นอันดับแรก เพราะปัจจุบัน อปท. แทบทุกแห่งประสบปัญหาดังกล่าวกันแทบทุกแห่ง

4. ต้นทุนในการกำจัดขยะที่มีต้นทุนในการดำเนินงานที่แตกต่างกัน มีวิธีการกำจัดขยะมูลฝอยวิธีหนึ่งที่เกิดประโยชน์สูงสุดและลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะลงได้มากคือ “โครงการคัดแยกขยะเพื่อจำหน่าย” โดยการให้เอกชนนำไปใช้ซ้ำหรือการผลิตขึ้นรูปใหม่ (reuse recycle) หรือ การนำขยะไปทำพลังงาน เช่น การนำขยะอินทรีย์ไปหมักทำก๊าซชีวภาพ การนำเศษพลาสติก ยาง ไม้ กระดาษ ไปทำเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น เครื่องจักรไอน้ำผลิตไฟฟ้า เครื่องจักรกลในโรงผลิตปูนซีเมนต์ การนำพลาสติกไปเผาเป็นก๊าซหรือควบแน่นเป็นน้ำมันดิบ การนำขยะอินทรีย์ไปทำปุ๋ยชีวภาพ เป็นต้น การคิดหาวิธีการหลายวิธีดังกล่าวนี้ บางวิธีอาจถือเป็น “โครงการนำร่อง” (Pilot project) หรือการทดลองทำเพียงขั้นเริ่มต้นเท่านั้น ยังไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ซึ่งต้องมีการศึกษาวิจัยทดลองทั้งด้านวิธีดำเนินการ ด้านเทคนิคและ ด้านบุคลากร ด้านการประสานความร่วมมือ และด้านระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องปรับแก้ให้เกิดความเหมาะสมยิ่งขึ้น

5. โครงการศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวมที่ขาดการบูรณาการ มีตัวแปรผันที่ไม่แน่นอน หรือไม่อาจคาดการณ์ได้หลายตัวแปร เพราะหาก อปท. หลายแห่งมองเพียงตัวเลขงบประมาณจำนวนมากที่จะทุ่มลงไปในการก่อสร้าง ที่ขาดการวิเคราะห์การออกแบบวางแผนเตรียมการต่าง ๆ ทั้งขาดบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญมารองรับการจัดตั้งศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวมนี้ เช่น ด้านช่างเทคนิคควบคุมการเดินเครื่องจักรกล นักวิชาการที่ต้องคอยวิเคราะห์ปัญหารายละเอียดที่ต้องวางแผนแก้ไขปัญหาในระยะสั้นหรือระยะยาว เครื่องมือเครื่องจักรกลที่มีการวางแผนเพื่อรองรับโครงการขนาดใหญ่

ในสถานการณ์การขึ้นลงของปริมาณขยะและลักษณะที่แตกต่างหลากหลายของขยะที่จะคัดแยกในแต่ละวัน รวมทั้งต้นทุนค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักรกลและค่าพลังงานที่สูง ในขณะที่ผลิตผลของงานอยู่ในระดับที่ต่ำ การเพิกเฉยไม่สานต่อข้อตกลงของหลายท้องถิ่นในการนำขยะมาเข้าสู่กระบวนการกำจัดที่ศูนย์กำจัดมีการขนขยะที่ลดน้อยจำนวนเที่ยวลง สาเหตุมาจากค่าใช้จ่ายที่ท้องถิ่นต้องแบกรับเพิ่มขึ้น ในค่าขนย้ายการกำจัดขยะได้กำหนดไว้อัตรา 400 บาทต่อตัน แต่อัตราค่าธรรมเนียมเก็บขยะจากครัวเรือนที่จัดเก็บไว้เดิม ไม่สามารถเพิ่มอัตราที่เป็นภาระต่อประชาชนได้ [5] นอกจากนี้ หากเป็นขยะเปียกจะมีน้ำหนักที่เพิ่มมากเท่าตัวและการกำจัดที่ยาก ยิ่งต้องมีภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงมากขึ้น ฉะนั้น อปท. หลายแห่งจึงคิดหาวิธีลดต้นทุนการกำจัดขยะด้วยวิธีอื่น เช่น การหลบเลี่ยงการขนขยะมาที่ศูนย์กำจัดขยะตามที่ได้ทำข้อตกลงกันไว้

6. ความร่วมมือของชุมชนซึ่งเป็นผู้ผลิตหรือผู้ทิ้งขยะ ปัญหานี้มีสาเหตุหรือปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ทัศนคติและสำนึกรับผิดชอบของคนในชุมชนในเชิงบวกที่มีน้อย ปัญหาความเร่งรีบรีบด่วนในการเก็บรวบรวมขยะ ปัญหาการจัดหาภาชนะรองรับไม่เพียงพอ ไม่ทั่วถึง หรือไม่เหมาะสมกับสถานที่ ได้แก่ (1) การกำหนดถังคอนเทนเนอร์ ความจุ 4,000 - 5,000 ลิตร สำหรับสถานที่ขนาดใหญ่หรือที่เป็นที่สาธารณะ เช่น ห้างสรรพสินค้า สวนสาธารณะ ตลาด ภัตตาคาร สนามกีฬา (2) ถังขยะที่มีความจุ 120 – 150 ลิตร สำหรับร้านค้า สถานศึกษา สนามกีฬา โรงแรม โรงพยาบาล สถานีบริการน้ำมัน ทางเข้าหมู่บ้าน (3) ถังพลาสติกความจุ 50 – 60 ลิตร สำหรับกลุ่มคนที่มีกิจกรรมร่วมกันเป็นโครงการ โรงภาพยนตร์ ฯลฯ (4) ถุงพลาสติก (ถุงดำ) สำหรับครัวเรือน หรือ ครัวเรือนในย่านชุมชนที่อยู่ในโครงการลดถังขยะหน้าบ้าน เป็นต้น ถึงแม้จะมีวิธีการที่แนะนำไว้อย่างดีแต่ก็ได้รับความร่วมมือจากชุมชนเพียงบางกลุ่ม จึงเป็นภาระจำเป็นที่ต้องมีคนงานคอยดูแลทำความสะอาดถนนอยู่ในแต่ละแห่ง เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น ทั้งค่าจ้างแรงงานคนในการดูแลรักษาความสะอาด และค่างบประมาณในการจัดซื้อจัดหาภาชนะรองรับขยะ อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่จำเป็น ทั้งที่บางส่วนควรเป็นภาระหน้าที่ของผู้ทิ้งขยะได้โดยตรง

7. โครงการคัดแยกขยะครัวเรือนขาดการประสานงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เกิดจากปัญหาหลักในตัวบุคคล งบประมาณ และทัศนคติของชุมชน แม้จะมีโครงการคัดแยกขยะเบื้องต้นทดลองดำเนินการ ในหลายหน่วยงาน เช่น ในโรงเรียน ในชุมชน ในหมู่บ้าน แต่ส่วนใหญ่เป็นเพียงการสร้างกระแสจิตสำนึกที่ได้ผลเพียงในระยะสั้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ในแนวทางปฏิบัติจึงเป็นไปอย่างไม่ตลอดต่อเนื่อง

ข้อสังเกตแง่มุมที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงมุมมองทางปฏิบัติแง่มุมหนึ่ง ที่อาจมีมุมมองอื่นอีกหลายประการที่แตกต่างหรือดีกว่า แต่อย่างน้อยที่สุด หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อเสนนี้จะเป็นแรงกระตุ้นให้การบริหารจัดการแก้ไขปัญหาขยะชุมชน ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ได้ขับเคลื่อนเดินหน้าต่อไปอย่าขาดตอน



[1] Phachern Thammasarangkoon & Ong-art saibutra & Vajarin Unarine, Municipality Officer ทีมวิชาการ สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย, หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน 2559 ปีที่ 66 ฉบับที่ 22998 หน้า 10, การเมืองท้องถิ่น

[2] ดู รายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาปฏิรูปแห่งชาติ วาระปฏิรูปที่ 25 : ระบบการบริหารจัดการทรัพยากร เรื่อง การปฏิรูประบบกำจัดขยะเพื่อแก้ปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยของชุมชน ตามหนังสือประธานกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาปฏิรูปแห่งชาติ ด่วนที่สุดที่ (สปช) 3459/2558 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 เรื่อง รายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้มีการอภิปรายกันเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2558

การจัดการขยะระบบกลุ่มจังหวัด (Cluster base) หมายถึง การรวมกลุ่มพื้นที่เก็บรวบรวมขยะในอาณาบริเวณเดียวกัน หรือพื้นที่ใกล้เคียงกันให้เป็นกลุ่มเดียวกัน โดยมีเป้าหมายการรวบรวมขยะชุมชนให้ได้อย่างน้อย 500 - 700 ตัน/วัน เป็นจุดหมาย จากการศึกษาพบว่าประเทศไทยสามารถแบ่งการจัดการขยะระบบกลุ่มจังหวัดได้ 6 ระบบกลุ่มจังหวัด ดังนี้ (1) การจัดการขยะระบบกลุ่มจังหวัดภาคตะวันตก รวม 6 กลุ่มจัดการ รวม 5 จังหวัด (2) การจัดการขยะระบบกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ รวม 9 จังหวัด (3) การจัดการขยะระบบกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก รวม 7 จังหวัด (4) การจัดการขยะระบบกลุ่มจังหวัดภาคใต้ รวม 14 จังหวัด (5) การจัดการขยะระบบกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 20 กลุ่มจัดการ รวม 20 จังหวัด (6) การจัดการขยะระบบกลุ่มจังหวัดภาคกลาง (ไม่รวม กทม.) รวม 21 กลุ่มจัดการ รวม 21 จังหวัด

[3] ดูใน รายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, อ้างแล้ว.

ขยะชุมชน (Municipal solid waste) หมายถึง ขยะที่เกิดจากกิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชน เช่น ตลาดสด บ้านพักอาศัย ธุรกิจร้านค้าสถานประกอบการ สถานบริการสถาบันต่าง ๆ รวมทั้งเศษวัสดุก่อสร้าง (กรม คพ.,2547)

[4] ดู เกณฑ์ มาตรฐาน และแนวทางจัดการขยะมูลฝอยชุมชน, การคัดเลือกพื้นที่ของสถานที่จัดการขยะมูลฝอย, 2544, หน้า 11-12, http://infofile.pcd.go.th/waste/CopMuniWaste.pdf?CFID=2735237&CFTOKEN=25234418

[5] “ขยะ...ล้นเมืองหลวง” ไม่จบแค่จ่าย150บาท, เดลินิวส์คอลัมน์ : มุมคนเมือง โดย “เทียนหยด”, 19 พฤษภาคม 2558, http://www.dailynews.co.th/article/322057

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Local Administration



ความเห็น (0)