เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาโรงเรียนเพลินพัฒนาได้จัดให้มีการทดสอบวัดสมรรถนะทางการเรียนรู้ทางด้านภาษา ด้านเหตุผล ด้านจำนวน และด้านมิติสัมพันธ์ ของนักเรียนระดับชั้น ๔ - ๑๒ ด้วยความร่วมมือของสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ติดต่อกันมาเป็นปีที่ ๙
ผลการทดสอบ SAT (Scholastic Aptitude Test) ด้านภาษา ครั้งล่าสุดของนักเรียนชั้น ๕ และ ชั้น ๖ สะท้อนให้เห็นว่า นักเรียนในระดับชั้นดังกล่าวมีค่าคะแนนเพิ่มขึ้นกว่าทุกปีผ่านมาซึ่งเป็นค่าที่สูงที่สุดในรอบ ๙ ปีทั้งสองระดับชั้น การสอบประกอบไปด้วยการอ่าน การทำความเข้าใจความหมายของถ้อยคำ การฝึกตีความจากเรื่องที่อ่าน การจับประเด็นใจความสำคัญของเรื่อง การแปลความหมายของคำ ฯลฯ เพื่อวัดผลว่าผู้เรียนมีสมรรถนะทางด้านภาษาฝังลึกอยู่ในตัวมากน้อยเพียงใด และเพราะสมรรถนะไม่ใช่เรื่องที่จะพัฒนาขึ้นได้โดยอาศัยความรู้ ความจำ แต่สามารถพัฒนาให้เกิดขึ้นได้จากการซึมซับ รับรู้ และการฝึกปฏิบัติจนเกิดความคล่องแคล่ว ดังนั้นจึงต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่ค่อยๆ ก่อร่างสร้างความเข้าใจ และความถนัดทางภาษาให้กับผู้เรียนมาเป็นหลักในการพัฒนา
เป็นที่น่าสังเกตว่าค่า SATที่สูงขึ้นนี้มีความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่่เกิดขึ้นกับหน่วยวิชาภูมิปัญญาภาษาไทยในระดับประถมปลายอย่างชัดเจน ดังเช่นที่คุณครูเจน - ญาณิสา คำแสน และคุณครูเกมส์ - สาธิตา รามแก้ว คุณครูผู้สอนหน่วยวิชาภูมิปัญญาภาษาไทยระดับชั้น ๕ ได้ชวนกันถอดรหัสความสำเร็จที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เอาไว้ว่า
ย้อนกลับไปเมื่อต้นปีการศึกษา ๒๕๕๗
“ครูใหม่” คุณครูวิมลศรี ศุษิลวรณ์ ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในการออกแบบการเรียนรู้หน่วยวิชาภูมิปัญญาภาษาไทยในระดับชั้น ๕ อย่างเต็มตัว โดยการออกแบบแผนการสอนในแต่ละครั้ง ครูใหม่จะชวนพูดคุยถึงเป้าหมายในแต่ละภาคเรียนก่อนว่าในภาคเรียนนั้นๆ ผู้สอนมีเป้าประสงค์จะให้ผู้เรียนได้รับสิ่งใด มีทักษะหรือสมรรถนะใดบ้างที่ผู้เรียนจำเป็นต้องฝึกฝน และจะชวนครูคิดถึงเนื้อหาที่จะนำมาสร้างกลุ่มประสบการณ์ให้กับนักเรียน และการผสานหลักภาษาเข้าไปในกระบวนการเรียนรู้ด้วยการฝึกฝนจนเกิดความคล่องแคล่วในเรื่องนั้นๆ ซึ่งแต่ละเรื่องที่เลือกมาก็จะร้อยเรียงต่อกันเป็นบันไดการเรียนรู้ที่ต่อยอดกันขึ้นไปเรื่อยๆ นั่นเอง
โครงสร้างหลักของการออกแบบกระบวนการเรียนรู้
ในแต่ละภาคเรียน (๑๐ สัปดาห์) นักเรียนจะได้ซึมซับความงดงามทางภาษาจากวรรณคดี และนิทานชาดก ที่ความหลากหลายทางภาษาและเรื่องราว
- ภาคฉันทะ เรียนรู้วรรณคดีเรื่องขุนช้าง ขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม
- ภาควิริยะ เรียนรู้ชาดกเรื่องมโหสถ มหาบัณฑิตแห่งมิถิลานคร
- ภาคจิตตะ เรียนรู้กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง
- ภาควิมังสา เรียนรู้กลโคลงประดิดเดกเหล้น
นักเรียนไม่เพียงแต่จะได้เรียนรู้เรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆ ผ่านการอ่านงานที่มีความแตกต่าง แต่นักเรียนยังต้องแสดงออกด้วยการเขียน การพูด และการแต่งคำประพันธ์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจของตนขึ้นมาใหม่ ที่สำคัญก็คือการฝึกอ่านเพื่อตีความ หรือสรุปความ จากเรื่องราวที่ได้อ่านไปแล้ว
นอกจากนี้ครูยังออกแบบกระบวนการให้การเรียนรู้ในแต่ละครั้งให้เชื่อมโยงไปถึงการฝึกความมีน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การนึกถึงผู้อื่น การเสียสละประโยชน์ส่วนตน และการทำเพื่อส่วนรวม ที่เป็นคุณลักษณะที่เหมาะสมกับแต่ละบทแต่ละตอน การเรียนรู้จึงมีลักษณะเป็นไปตามลำดับขั้นตอนอย่างมีเป้าหมายที่มุ่งไปสู่การพัฒนาผู้เรียนอย่างแท้จริง
ครูมีเป้าหมายที่ชัดเจน เห็นกระบวนการเรียนรู้ร้อยเรียงต่อเนื่องเป็นลำดับ
การออกแบบการเรียนรู้แต่ละครั้ง (๙๐ นาที) ตั้งต้นจากเป้าหมายที่ชัดเจน และมีกระบวนการเรียนรู้ที่เรียงร้อยกันตั้งแต่ต้นจนจบ กระบวนการเหล่านี้ ครูใหม่ ครูเจน และครูเกมส์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ และบันทึกอย่างละเอียดเอาไว้ในแบบของ“แผนการสอน” ที่คิดขึ้นมาอย่างพิถีพิถัน แผนทุกแผนถูกร้อยเรียงการเรียนรู้ให้มีความต่อเนื่อง สอดคล้อง เชื่อมโยงกันในทุกๆ ครั้ง ส่งผลให้ครูมองเห็นภาพกว้างของการเรียนรู้ และสามารถนำนักเรียนไปสู่เป้าหมายหลักได้อย่างถูกทิศทาง อีกทั้งยังมีความเชื่อมั่นในการถ่ายทอดการเรียนรู้นั้น เช่น หากเรามีเป้าหมายมุ่งเน้นไปเพื่อพัฒนาสมรรถนะทางภาษาของผู้เรียนเป็นลำดับแรก ไม่ว่าครูจะเชื่อมโยง ร้อยเรียงเนื้อหานำพาไปสู่ประเด็นต่างๆ รอบๆตัว แต่ในเรื่องราวที่เรากำลังเรียนรู้อยู่นั้น นักเรียนมีความจำเป็นจะต้องได้ทักษะทางด้านภาษาผ่านกระบวนการเหล่านั้นด้วยไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม
ปีการศึกษา ๒๕๕๘
ความสำเร็จที่เป็นปัจจัยเอื้อ
ครูผู้สอนเกิดการเรียนรู้ และมีความแม่นยำในการสอนเพิ่มมากขึ้น
- ครูมองเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนตั้งแต่ก่อนเข้าห้องสอน และมีโอกาสเตรียมตัวมาอย่างดี
- ครูได้ทำงานร่วมกันกับครูคู่วิชาคนเดิม
- มีการเพิ่มจุดเน้นให้แผนแต่ละแผนมีความคมชัดมากยิ่งขึ้นกว่าที่เคยเป็นมาในปีการศึกษาที่แล้ว
- ครูสามารถมองเห็นวิธีคิดของแผนในแต่ละครั้งได้ชัดเจนขึ้น
- ครูสามารถถ่ายทอดความรู้ได้อย่างแม่นยำทั้งด้านรูปแบบและเนื้อหา ส่งผลให้ครูนำผู้เรียนไปสู่แนวคิดหลักของแผนได้มากยิ่งขึ้นกว่าปีการศึกษาที่แล้วเป็นอย่างมาก
ความใกล้ครูทำให้เรียนรู้ได้ง่ายขึ้น
- ครูผู้สอนเองก็มี “ครูใหม่” ที่คอยให้คำปรึกษา คอยชี้แนะเส้นทางการเรียนรู้ ชวนตีความหัวใจของการเรียนรู้ในแต่ละครั้ง ชวนครูศึกษาชิ้นงานที่นักเรียนทำในแต่ละครั้ง คอยแนะนำว่าเส้นทางข้างหน้าควรเดินไปอย่างไร คอยอยู่เคียงข้างกันมาโดยตลอด และ เป็นผู้มอบบทเรียนการเรียนรู้ที่มีคุณค่านี้ ทั้งยังเป็นแบบอย่างทางด้านความคิดและทางปฏิบัติที่ดีงามให้แก่ผู้สอนเอง
- เมื่อ “ครู” ได้รับพลังและความกระจ่างมาจาก “ครูของครู” ตัวครูก็สามารถถ่ายทอดไปสู่นักเรียนได้อย่างดี มีพลังแห่งการเรียนรู้ และเมื่อครูมีความรู้ ความเข้าใจ มีความชัดเจนในเป้าหมายที่วางไว้แล้วนั้น ไม่ว่าจะเรียนรู้ในรูปแบบใดหากรับรู้ได้ถึงความรัก ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เอาใจใส่จาก “ครู” ด้วยกัน การเรียนรู้ด้วยหัวใจเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย
จุดเน้นในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เพิ่มพูนขึ้นในปีการศึกษานี้
- ครูจัดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะการอ่านตีความพร้อมกับการคิดอย่างสม่ำเสมอ
ในปีการศึกษา ๒๕๕๘ นักเรียนระดับชั้น ๕ ได้ฝึกฝนทักษะการอ่านตีความตั้งแต่ภาคเรียนฉันทะ เริ่มจากการอ่านวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนที่มีรูปแบบเป็นกลอนแปดครูใช้กระบวนการตั้งโจทย์คำถาม เพื่อให้นักเรียนติดตามการอ่านเรื่อง เป็นการฝึกการอ่านตีความด้วยตนเองก่อนในรอบแรก ก่อนที่จะมาทำความเข้าใจร่วมกันในห้องเรียน โดยให้นักเรียนยกตัวอย่างเหตุการณ์หรือข้อความที่ปรากฏในหนังสือ ประกอบการอธิบายในประเด็นที่ครูถาม เช่น
-เหตุการณ์ใดบ้างที่นางวันทองแสดงความรักต่อพลายงาม
-ขณะที่พลายงามเดินทางไปหาย่า ได้พึ่งพาตนเองอย่างไร
ส่วนภาคเรียนวิริยะ นักเรียนได้อ่านเรื่องมโหสถชาดก มหาบัณฑิตแห่งมิถิลานคร เป็นภาษาร้อยแก้วที่มีระดับภาษายากมากขึ้น ครูได้ให้โจทย์นักเรียนอ่านตีความเรื่อง ศาลาเด็กน้อยของมโหสถ มีลักษณะอย่างไร โดยการวาดเป็นภาพประกอบคำบรรยาย ครูนำกระบวนการอ่านตีความที่เริ่มต้นจากการทำด้วยตนเอง แล้วทำซ้ำโดยใช้กระบวนการกลุ่ม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยต้องมีหลักฐานอ้างอิง (Socratic Seminar) มาอธิบายประกอบความคิดเห็น ดังกล่าวเป็นการฝึกให้นักเรียนตีความภาษาในบริบทต่างๆ
- ครูสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ ใฝ่รู้ อย่างสม่ำเสมอ
การ “สร้างคำ” หรือ”ประโยค” เป็นอีกหนึ่งทักษะที่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ จำเป็นจะต้องเรียนรู้เพื่อสามารถนำไปต่อยอดการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งทักษะด้านภาษาหลักๆที่นักเรียนจะต้องได้เรียน เช่น คำสันธาน คำบุพบท คำซ้อนและคำประสม ยกตัวอย่างเช่น ในแต่ละภาคเรียนครูจะสะสมคลังคำซ้อนและคำประสมให้นักเรียนไปเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการสะสมคลังคำจะเกิดขึ้นในขั้นตอนการนำเข้าด้วยกระบวนการ Open Approach ๗ ขั้นตอน ในหน่วยวิชาภูมิปัญญาภาษาไทย เป็นการนำเข้าด้วยการสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งครูได้สอดแทรกด้วยการทำกิจกรรมในรูปแบบต่างเพื่อให้เกิดการตื่นตัวทางความคิด เช่น เล่นทายคำซ้อนหรือคำประสม ผ่านการแข่งขันเป็นทีม และแบ่งทีมออกตามหมู่สีแดงชาด หรือวันเกิด ฯลฯ เป็นกิจกรรมที่ท้าทายความสามารถของนักเรียนผ่านรูปแบบเนื้อหาที่นักเรียนควรจะได้รับ ส่งผลให้เกิดความสนุกสนาน ความอยากรู้อยากเรียนได้มากยิ่งขึ้น
- ผู้เรียนสามารถออกแบบและแสดงความเป็นเจ้าของการเรียนรู้ด้วยตนเอง
คณะครูมีความเชื่อว่านักเรียนสามารถค้นพบความเป็นตัวของตัวเองได้ ถ้าหากสิ่งแวดล้อมในชีวิตของนักเรียนมีการเอื้ออำนวย เนื่องจากครูมีความปรารถนาให้นักเรียนค้นพบความเป็นตัวของตัวเองจริงๆ โดยครูจะไม่บีบบังคับให้นักเรียนกระทำเช่นนั้น เช่นนี้ แต่จะสร้างสภาวะแวดล้อม สร้างบรรยากาศในห้องเรียนที่จะช่วยให้นักเรียนค้นพบตัวของเขาเอง โดยครูจะต้องมีสายตาที่เข้าถึงนักเรียนอย่างเข้าอกเข้าใจ ครูจำเป็นจะต้องมีวิธีเพื่อสนับสนุน ส่งเสริมข้อเด่น และร่วมแก้ไขข้อด้อย เพื่อให้นักเรียนสามารถอยู่ในห้องเรียน โรงเรียน และสังคมได้ตามศักยภาพของเขาเอง
- มีการปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการทำงาน เพิ่มพลังในการเรียนรู้
ครูได้เชื่อมโยง BBL ซึ่งทำให้เกิดการรับรู้ความคิดที่เป็นชุดคิด วิเคราะห์ ตอบวิธีเรียนรู้ ภาษา ความงดงามทางภาษา การหยั่งถึง เพื่อเข้าถึงภูมิปัญญาภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาของบรรพบุรุษไทย การหยั่งถึงรากเหง้าของตนเอง ซึ่งถือเป็นขุมทรัพย์ทางปัญญา เป็นการสร้างต้นทุนที่ผู้เรียนสามารถนำไปต่อยอดอย่างเข้าอกเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง
ยกตัวอย่างเช่น การเรียนรู้เพื่อให้ได้ทักษะทางภาษาผ่านกลโคลงประดิดเดกเหล้น ซึ่งก็คือการละเล่นของคนในสมัยโบราณที่มีความเก่ง จนไม่รู้จะเล่นอะไรอีก การนำกลโคลงประดิดเดกเหล้นมาให้นักเรียนได้เรียนรู้นั้น เพื่อปลูกฝังให้นักเรียนเกิดความรู้สึกที่ดีกับคนโบราณ ซึ่งถือเป็นประตูที่จะนำไปสู่การทำให้เกิดการยอมรับ และเปิดเส้นทางที่จะนำไปสู่การเรียนรู้เรื่องอื่นๆได้อีกมากมาย
นอกจากนี้เพื่อทำให้นักเรียนได้ตระหนักว่าทางเดินของสติปัญญาที่คนโบราณสร้างไว้ให้แก่คนรุ่นหลังอย่างเช่นตัวนักเรียนเองถือเป็นการเรียนรู้ที่บูรณาการอย่างสร้างสรรค์ ที่สามารถเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ได้อย่างแท้จริง

