ชีวิตที่พอเพียง 2627. เรียนรู้ประวัติศาสตร์ (อันเจ็บปวด) ของระบบการเงิน


เช้าวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ผมไปร่วมประชุม คณะอนุกรรมการดำเนินการจัดประชุมวิชาการ ระดับชาติเพื่อการพัฒนาการศึกษาสำหรับบุคลากรสุขภาพ (อศบส.) ครั้งที่ ๒/๒๕๕๙ ในการประชุม ท่านประธานการประชุม นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ กล่าวถึง BIBF 1992 ที่ประเทศไทยเปิดเสรีการเงิน อนุญาตให้ธนาคารไทยกู้เงินดอกเบี้ยต่ำจากต่างประเทศ นำมาปล่อยกู้กินกำไร ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจ เขียนบันทึกนี้

เพียง ๕ ปีให้หลัง คือในปี 1997 หรือ พ.ศ. ๒๕๔๐ เศรษฐกิจไทยก็ล่ม รวมทั้งธนาคารในประเทศไทย ทุกธนาคารล้มละลายกันถ้วนหน้า ย้ำว่าทุกธนาคารนะครับ แต่ไม่กี่ปีให้หลังธนาคารเหล่านี้ก็ฟื้นตัว

ปี ๒๕๓๕ ถึง ๒๕๓๖ ผมเรียน วปอ. ได้รู้จักนักธุรกิจที่มาเรียน ปรอ. ที่เมื่อพบกันหลังปี ๒๕๔๐ เขาเล่าให้ฟังว่า ในช่วงปี ๒๕๓๖ - ๒๕๓๙ เขาเนื้อหอมมาก คนที่แบ๊งค์โทรศัพท์มาหาไม่หยุดหย่อน “พี่มากู้เงิน เอาไปเลย ๒๐๐ ล้าน ไม่ต้องมีหลักฐานค้ำประกัน เอาไปลงทุนซื้อที่ไว้”

เพราะความเจ็บปวดจากความผิดพลาดครั้งนั้น ในปัจจุบันการจัดการระบบการเงินของไทยเข้มแข็งมาก รวมทั้งระบบกำกับดูแลองค์กรในตลาดหลักทรัพย์ และระบบกำกับดูแลธนาคาร (โดยธนาคารแห่งประเทศไทย) คือต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบเหล่านี้อย่างถอนรากถอนโคน ตามที่ผมเล่าไว้เป็นระยะๆ ที่นี่

ข้อเรียนรู้ของผมคือ เมื่อค้นเรื่อง BIBF และพบรายงานผลการวิจัยของ ศ. ดร. เมธี ครองแก้ว ตามที่ลิ้งค์ไว้แล้ว ผมก็พบหลักฐานว่า ในช่วงที่รัฐบาลเปิดเสรีการเงินของประเทศ มีคนท้วงแล้วท้วงอีก ผู้บริหารประเทศก็ไม่ฟัง และผู้เกี่ยวข้องก็ไม่หาทางป้องกันปัญหา เรียกว่ามืดเมามัวผลประโยชน์เฉพาะหน้า ของตนและกลุ่มตนกันถ้วนหน้า

ข้อเรียนรู้อีกข้อหนึ่งก็คือ เมื่อไรก็ตาม ความโลภและผลประโยชน์เข้าครอบงำอย่างบ้าคลั่ง ไร้สติ ไร้ระบบกำกับความพอดี บ้านเมืองก็ถึงคราวคับขัน ไม่ว่าระบบการเงิน หรือระบบใดๆ ก็ตาม



วิจารณ์ พานิช

๒๕ ก.พ. ๕๙


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)