พลังการเรียนรู้ สร้างสรรค์ สู่การเปลี่ยนแปลง "ผู้ใหญ่วิตกกังวล" สู่การฟื้นคืนสุขภาวะทางสังคมไทย

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เราก็จะมาเล่าถึงการฟื้นฟูผู้ใหญ่ที่มีอาการวิตกกังวล ผู้อ่านท่านไหนที่กำลังเป็นหรือมีคนใกล้ตัวเป็นก็สามารถนำวิธีการนี้ไปเป็นตัวเลือกหนึ่งในการฟื้นฟูได้นะคะ และขอให้หายจากอาการป่วยไวๆ เพื่อที่จะกลับมามีสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีนะคะ

ก่อนอื่นเราก็จะมาทราบกันก่อนว่าโรควิตกกังกลทั่วไปคืออะไร

โรควิตกกังวลทั่วไป หรือ Generalized Anxiety Disorder (GAD) ก็คือจะมีอาการกังวลเกินกว่าเหตุในหลายๆเรื่องพร้อมกัน และความกังวลนี้จะมีมาก(Excessive) เป็นอยู่ตลอด (Persistent) และเป็นแทบทุกเรื่อง (Pervasive) ไม่สามารถควบคุมความกังวลนั้นได้ เช่น กลัวสามีจะประสบอุบัติเหตุ , กลัวลูกถูกทำร้าย , กลัวตึกถล่ม , กลัวตัวเองเจ็บป่วย เป็นต้น โดยจะมีอาการเด่นๆทางคลินิก ดังนี้ 1.อาการทางระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น ใจสั่น เหนื่อยง่าย เพลีย หายใจขัด เหงื่อออก ท้องไส้ปั่นป่วน 2.อาการระบบกล้ามเนื้อตึงเครียด เช่น ปวดศรีษา ปวดตามตัว กระสับกระส่าย ตัวสั่น 3. Cognitive hypervigilance เช่น รู้สึกตื่นตัว ตกใจง่าย วอกแวก โดยอาการต่างๆจะไม่รุนแรงมาก ไม่ส่งผลกระทบต่อการทำกิจกรรมขณะนั้นแต่ถ้ามีความเครียดมากๆก็จะทำให้อาการรุนแรงขึ้น และค่อยๆลดถ้าความเครียดลดลง นอกจากนั้นอาการทางกายดังกล่าวส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความทุกข์หรือมีผลรบกวนต่อหน้าที่การงาน กิจกรรมทางสังคม หรือบทบาทที่สำคัญอื่นๆ

อุบัติการ พบประมาณร้อยละ 3 - 5 ของประชากรทั่วไป และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ในอัตราส่วน 2:1

โดยมีเกณฑ์การวินิจฉัย ดังนี้

A มีความวิตกกังวลมากเกินกว่าเหตุ (apprehensive expectation) ต่อหลายๆเรื่อง

B ผู้ป่วยรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมความกังวลนี้ได้

C มีอาการทางกายต่างๆ ดังต่อไปนี้ (อย่างน้อย 3 ใน 6 ข้อ, หรือ ในเด็กมีเพียง 1 ใน 6 ข้อ)

1) กระสับกระส่าย

2) อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย

3) มีปัญหาด้านสมาธิ ความจำ

4) หงุดหงิด

5) ปวดเมื่อย ตึงตามกล้ามเนื้อ

6) มีปัญหาเกี่ยวกับการนอน

D อาการทั้งหมดเป็นอยู่บ่อยๆ นานกว่า 6 เดือน

สาเหตุ : สาเหตุหลักๆก็คือปัจจัยในด้านจิตใจและพฤติกรรม โดยมีแนวคิดทฤษฎีจิตวิเคราะห์ มองว่าอาการวิตกกังวลเป็นจากความขัดแย้งใจจิตไร้สำนึกที่ไม่ได้ถูกแก้ไข มีความผิดปกติในแง่ของการรับรู้และแปลผลต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในลักษณะมองโลกในแง่ร้าย และยังประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาของตนต่ำเกินจริงอีกด้วย และในเรื่องของทฤษฎีพฤติกรรมการเรียนรู้ ผู้ที่สนใจในเรื่องอันตรายมากๆ แล้วนำเก็บมาคิดจนเกิดเป็นพฤติกรรมการเรีนนรู้ จึงทำให้เกิดความรู้สึกกลัวและกังวล และอีกสาเหตุหนึ่งคือปัจจัยด้านชีวภาพ มีการหลั่งสารสื่อประสาทที่ผิดปกติหลายตัว เช่น GABA Seratonin ส่วนในด้านพันธุกรรมยังไม่มีการศึกษาที่แน่ชัด

โดยลักษณะอาการของโรคแพนิก กับโรคกังวลทั่วไปจะมีลักษณะคล้ายๆกัน

ตารางเปรียบเทียบโรคแพนิกและโรคกังวลทั่วไป ที่มา : http://med.mahidol.ac.th/ramamental/sites/default/...

การประเมินทางกิจกรรมบำบัด ตามModel PEOP

Person : สัมภาษณ์ถึงอาการต่างๆ , ใช้แบบสอบถามให้เช็คว่ามีอาการต่างๆตามแบบสอบถามหรือไม่ ตามเกณฑ์การวินิจฉัย และสอบถามถึงจิตใจว่าตั้งแต่มีอาการเป็นอย่างไรบ้าง และจากที่กล่าวข้างต้นแล้ว อาการทางกายจะส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความทุกข์

Environment : สอบถามถึงสิ่งแวดล้อมที่ส่งผล เกิดอาการบ่อยๆที่ไหน หรือมีสิ่งกระตุ้นอะไรที่ทำให้เกิดอาการ และสอบถามถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาว่ามีเหตุการณ์อะไรที่ส่งผลกระทบทางด้านจิตใจบ้าง อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดการวิตกกังวล

Occupation : ประเมินถึงกิจกรรมการดำเนินชีวิตอะไรบ้างที่ส่งผลเมื่อมีอาการเกิดขึ้น , สอบถามถึงความต้องการของผู้ป่วยและใช้แบบประเมิน Interest checklist เพื่อดูถึงกิจกรรมที่ผู้ป่วยสนใจ

Performance : ประเมินทักษะการปรับตัวและการนำทักษะต่างๆไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และประเมินชีวิตความเป็นอยู่ตั้งแต่มีอาการวิตกกังวล

Well-being : ใช้แบบประเมิน Well-being self assessment เป็นแบบประเมินตนเองถึงการมีสุขภาวะที่ดี โดยแบบสอบถามจะมีทั้งหมด 14 ข้อ ตัวอย่างคำถาม เช่น ฉันรู้สึกผ่อนคลาย , ฉันรู้สึกดีเกี่ยวกับตัวฉัน , ฉันอยากจะทำสิ่งใหม่ๆ เป็นต้น โดยจะมีคะแนน 1-5 ขึ้นอยู่กับความถี่ ซึ่งการแปลผล มี 4 ระดับด้วยกัน ได้แก่ Very low , Below average ,Average ,Above average

ต่อไปจะแสดงถึงการวิเคราะห์ตาม PEOP และวิธีการฟื้นฟู

จากตารางข้างต้นก็เป็นการวิเคราะห์ตามPEOP ซึ่งการที่จะทำให้เกิดแรงจูงใจ(Motivation)ได้นั้นจะต้องใช้ทั้ง Person + Environment โดยครอบครัวมีส่วนในการเพิ่มแรงจูงใจให้กับผู้ป่วยได้ อีกทั้งการปรับสภาพแวดล้อมนั้นก็จะทำให้เกิดแรงจูงใจขึ้นด้วย โดยการนำข้อมูลจากการประเมินมาว่าสิ่งแวดล้อมใดที่ส่งผลให้เกิดอาการ เราก็จะนำสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งกระตุ้นนั้นออกไป และสุดท้ายการมีแรงจูงใจนั้นเกิดจาก การที่ทำกิจกรรมที่ฝึกคิดทางบวก เนื่องจากผู้ป่วยมีลักษณะมองโลกในแง่ร้ายก็จะฝึกให้ค่อยๆปรับตัวต่อไป นอกจากนี้ถ้าเราจะเพิ่มความสามารถ (Ability) นั้นก็จะต้องใช้ทั้ง Person + Environment + Occupation ซึ่งเราก็จะให้ผู้บำบัดทำกิจกรรมตรงตามความสามารถของตนเอง เนื่องจากผู้รับบริการมีกระประเมินความสามารถของตนเองต่ำเกิน (Low self-confidence) เราจึงต้องสอบถามความสามารถของผู้รับบริการจากครอบครัวหรือผู้ดูแลถึงความสามารถที่แท้จริง เพื่อที่จะให้ผู้รับบริการทำกิจกรรมที่ตรงตามความสามารถได้ด้วยตนเองและปลอดภัย และเพิ่มความสามารถขึ้นในที่สุด

ในตารางช่องด้านล่างนั้นจะกล่าวถึงวิธีการฟื้นฟูต่างๆ โดยดิฉันจะกล่าวเพิ่มในส่วนของ Cognitive behavior therapy ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งในการฟื้นฟู โดยจะแก้ไขการมองโลกที่ผิดไปของผู้รับบริการ ให้กลับมามองอย่างถูกต้อง ร่วมกับการใช้เทคนิก Relaxation technique เพื่อลดอาการทางกาย

และในส่วนสุดท้ายดิฉันจะยกตัวอย่างกิจกรรมกลุ่มเพื่อนำไปฝึกฝนกับผู้รับบริการได้ ได้แก่ กิจกรรมการเล่าสถานการณ์ตัวอย่าง ซึ่งจะมีตัวอย่างสถานการณ์หนึ่งมาให้ เช่น มีเพื่อนร่วมงาน 2 คน เกิดความขัดแย้งกันถึงการทำงาน เพราะเกิดความเข้าใจผิดกัน สื่อสารไม่ตรงกัน และส่งผลให้เกิดการทะเลาะกัน ผู้นำกลุ่มก็จะให้แบ่งกลุ่มผู้รับบริการให้จับกลุ่มช่วยกันวิเคราะห์สถานการณ์ดังกล่าว ว่ามีสาเหตุมาจากอะไร จะใช้วิธีแก้ปัญหาอย่างไร จากนั้นก็ให้สมาชิกในกลุ่มออกมานำเสนอและแสดงบทบาทสมมติ และผู้นำกลุ่มก็มาอภิปรายสรุปสุดท้าย จากกิจกรรมดังกล่าว จะช่วยให้ผู้รับบริการฝึกทักษะการตัดสินใจ การแก้ไขปัญหาต่างๆ และการควบคุมอารมณ์ รวมถึงการแสดงความคิดเห็นออกมาในกลุ่มและยอมรับความคิดเห็นของคนอื่น กิจกรรมนี้จะช่วยให้ผู้รับบริการสามารถนำทักษะเหล่านี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

โรคกังวลทั่วไปไม่ใช่โรคที่น่ากลัวอย่างที่คิด เราสามารถที่จะควบคุมและฟื้นฟูให้หายได้ โดยวิธีที่ดิฉันนำเสนอไปก็เป็นเพียงวิธีการหนึ่งในการฟื้นฟู ยังมีอีกหลายๆวิธีที่จะช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้ ร่วมกับการทานยา หวังว่าข้อมูลข้างต้นจะช่วยให้ผู้อ่านได้รับความรู้ไม่มากก็น้อยนะคะ ถ้ามีผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

สุดท้ายนี้ก็ขอให้ทุกท่านมีสุขภาวะที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ดีนะคะ

ขอบคุณค่ะ


Reference : กลุ่มงานสุขภาพจิตและจิตเวชชุมชน โรงพยาบาลจิตเวชสระแก้วราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต.โรคกังวลทั่วไป [Internet].2555[เข้าถึงเมื่อ 5 มีนาคม 2559].เข้าถึงได้จาก www.dmhweb.dmh.go.th/jvsk/cpsy2/Diag11.htm

พิเชฐ อุดมรัตน์.ผู้ป่วยวิตกกังวล.ใน:มาโนช หล่อตระกูล,บรรณาธิการ.คู่มือการดูแลผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชสำหรับแพทย์.พิมพ์ครั้งที่ 2 .นนทบุรี:กรมสุขภาพจิต;2544.หน้า 1-7.

สมภพ เรืองตระกูล.ตำราจิตเวชศาสตร์.พิมพ์ครั้งที่ 6.กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์เรือนแก้ว;2542.หน้า15-17.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน OT



ความเห็น (0)