เมื่อหลายปีก่อน (อายุมากแล้วจึงเริ่มย้อนอดีต) ข้อความหนึ่งที่ครูบาอาจารย์มักกล่าวสอน การกล่าวสอนดังกล่าวมีอยู่ ๒ ลักษณะคือ (๑) ว่ากล่าวโดยตรงกับบุคคลในข้อความที่ระบุถึง (๒) ว่ากล่าวโดยอ้อม โดยยกกรณีบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นตัวเอกในเรื่อง เพื่อกล่าวสอนเป้าหมายซึ่งไม่ได้อยู่ในพื้นที่กล่าวสอน เช่น กล่าวสอนสามเณร ๒๐ ชีวิตในตอนเช้าหลังฉันข้าวเสร็จ โดยยกประเด็นของสามเณร ก. ที่ไม่ได้ร่วมกิจกรรมฉันข้าวในวันนั้น

ข้อความหนึ่งที่ครูบาอาจารย์สอนคือ "เร่ร่อนเหมือนสัมภเวสี" ข้อความนี้มีนัยกล่าวสอนว่า อย่าเป็นคนเร่ร่อน เดี๋ยวไปนอนวัดโน้น เดี๋ยวย้ายมาวัดนี้ เดี๋ยวไปต่างจังหวัด เป็นต้น และสมทบด้วยข้อความว่า เมื่ออยู่ที่ใดก็ควรอยู่ให้ประจำที่นั้นๆ ให้เป็นกิจลักษณะ

ข้อความดังกล่าว เมื่อพิจารณาในเวลานี้ คำว่า "สัมภเวสี" ในอดีต ชาวบ้านและผมจะเข้าใจว่าเป็นวิญญาณเร่ร่อน ไม่มีที่อยู่ ต้องอาศัยส่วนบุญของบุคคลอื่น อย่างไรก็ตาม ในพุจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) นักปราชญ์เบอร์ ๑ ทางพุทธศาสนาของไทยในเวลานี้ ระบุไว้ว่า สัมภเวสีคือ สัตว์ผู้ยังแสวงหาที่เกิด ซึ่งได้แก่ปุถุชนและพระเสขะผู้ยังแสวงหาภพที่เกิดอีก หรือ สัตว์ในครรภ์และในไข่ที่ยังอยู่ระหว่างจะเกิด (ดูจากนี้)

ผมตั้งคำถามว่า "แล้วชีวิตมนุษย์ที่เป็นสัมภเวสี มีหรือไม่" ครั้นพิจารณาจากสาระสำคัญในคำอธิบายของพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) มีความเป็นไปได้ที่มนุษย์จะเป็นสัมภเวสี คือ ยังจะต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่จบสิ้น การพิจารณาแบบนี้เป็นการพิจารณาแบบข้ามพบข้ามชาติ นักปราชญ์ที่ไม่ต้องการให้พิจารณาข้ามพบข้ามชาติ อาจเห็นว่าไม่สอดคล้องกับยุตสมัยที่ไม่อาจพิสูจน์ความเป็นชาติทั้ง ๓ ก่อนการเกิดเป็นมนุษย์และหลังการสิ้นสุดชีวิตมนุษย์ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาว่า ชีวิตมนุษย์มีลักษณะของเป็นสัมภเวสีหรือไม่ ดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้กับการระบุว่า ชีวิตมนุษย์มีลักษณะของสัมภเวสี คือ การเปลี่ยนสภาพความรู้สึกที่แตกต่างกัน เช่น วันนี้อยากสวย แต่อีกวันอยากแต่งตัวธรรมดา รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งไม่อยากแต่งตัว เป็นต้น การเวียนว่ายดังกล่าวเป็นการเวียนว่ายตามกิเลส มิติดังกล่าวนี้เป็นมิติของสภาวะที่อยู่ภายในบุคคลซึ่งแสดงออกทางกายภาพ ปัญหาที่น่าพิจารณาอีกอันหนึ่งคือ "สัมภเวสีของชีวิตทางสังคม"

สัมภเวสีของชีวิตทางสังคม คือ การเปลี่ยนแปลงของชีวิตไปเรื่อย หาความเป็นหลักแหล่งอะไรไม่ได้ หรือไม่มีความมั่นคงเป็นหลักแหล่งของชีวิต การตีความแบบนี้เป็นการตีความโดยพิจารณาสาระของสัมภเวสีแบบข้ามภพข้ามชาติ เมื่อสังเกตสถานการณ์ชีวิตทางสังคม เราอาจเห็น สัมภเวสีของชีวิตทางสังคม ในหลายกรณี เช่น การโยกย้ายงานโดยหางานที่เป็นหลักแหล่งไม่ได้ การเปลี่ยนงานไปตามความชอบของตนเอง โดยยังหางานที่สอดคล้องกับความต้องการของตนเองไม่ได้ การโยกย้ายบ้านไปเรื่อย ซื้อบ้านนี้แล้วขายไปซื้ออีกหลังหนึ่ง อยู่ไประยะหนึ่งก็เบื่อแล้วไปซื้อบ้านหลังอื่นอีก ขายรถคันเก่าทิ้งไปเพราะเห็นรถคันใหม่สวยกว่า เมื่อคันใหม่ที่ซื้อมานานเข้ากลายเป็นของเก่า จึงขายของนั้นทิ้งไปซื้อคันใหม่อีก เป็นต้น ชีวิตแบบนี้น่าจะคือชีวิตเร่ร่อนไปตามสังคม จึงน่าจะคือ "สัมภเวสีของชีวิตทางสังคม" เป็นไปได้ที่ชีวิตแบบนี้เป็นชีวิตที่น่าเอ็นดู และเบื้องลึกของชีวิตจริง เป็นชีวิตที่น่าเอ็นดูด้วยกันทั้งสิ้น หลายชีวิตยังติดในวงล้อมเดิมๆ เช่น เกิดมาแล้วก็เรียนหนังสือ ทำงาน เจอเพื่อน เกษียณอายุ พบลูกหลาน นอนนิ่งกับที่ มีคนมาเยี่ยม แล้วสิ้นใจ ที่กล่าวนี้เป็นช่วงของชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย หลายชีวิตติดอยู่ในวงจรแบบนี้ บางชีวิตใช้ชีวิตแบบนี้คือ ตื่นเช้า จัดแจงตัวเอง ทำอาหาร/ซื้ออาหาร กินอาหาร เดินทางไปทำงาน ทำงานเสร็จ เดินทางกลับบ้าน ซื้ออาหาร/ทานอาหาร นอนหลับ ตื่นเช้าขึ้นอีกก็เป็นกิจกรรมเดิมๆ แม้จะเอากิจกรรมบางอย่างที่ดูจะเป็นพิเศษกับชีวิตเช่น การท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง .... แล้วอย่างไร?.... วงกลมแบบนี้เป็นวงกลมเล็กของชีวิตตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย คำถามว่า ไปเที่ยวต่างประเทศแล้ว พอหรือยัง คำตอบคือ ยังไม่พอ ทำศัลกรรมให้หนุ่มสาวขึ้นมาอีกหน่อยหนึ่ง คำถามคือ พอหรือยัง คำตอบคือยังไม่พอ .... แล้วยังไง? จึงเป็นไปได้ที่สัมภเวสีทางสังคมจะเป็นชีวิตที่น่าเอ็นดู เพราะยังไม่สามารถจะหลุดจากวงโคจรของชีวิตได้

ข้อความว่า "สัมภเวสี" ที่นำมาเปรียบเทียบ ดูเหมือนจะเป็นข้อความที่เป็นไปในเชิงลบ อย่างกรณีการกล่าวสอนไม่ให้ใช้ชีวิตแบบสัมภเวสี โดยให้ชีวิตมีหลักแหล่งแน่นอนชัดเจน การไม่ให้ชีวิตเป็นไปตามอำนาจกิเลส โดยให้หยุดยั้ง ระงับกิเลส ให้ชีวิตสงบนิ่ง อย่างไรก็ตาม แนวคิดสัมภเวสี น่าจะเป็นแนวคิดที่ยืนยันความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่มีตัวตนชัดเจนของสัตว์ผู้ยังแสวงหาที่เกิด มนุษย์ที่ยังต้องเวียนว่ายอยู่ในวังวนของกิเลส และชีวิตทางสังคมที่ต้องแปรสภาพไปไม่หยุดนิ่ง โดยหาข้อยุติไม่ได้

๐๘.๑๓ น. / ๑๐ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙

หมายเหตุ : ข้อเขียนในวันนี้เกิดจากเห็นลักษณะชีวิตที่เร่ร่อนของตัวเอง ลักษณะทางจิตใจที่หาความมั่นคงไม่ได้ มีทั้ง ทำลายมัน อภัยเถอะ เราไม่เก่งเอง เราดื้อรั้นเอง มันไม่ยุติธรรมนิ่หว่า ฯลฯ แล้วเกิดความคิดว่า "ชีวิตเรานั้นเหมือนสัมภเวสี" เหมือนสัมภเวสีอย่างไร? จึงขอบันทึกไว้ท้ายบันทึกนี้ อันเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่สามารถเป็นบทเรียนให้กับบางชีวิตได้ แต่ส่วนหนึ่งเมื่อเขียนบันทึกข้างต้นจบลง ทำให้เข้าใจว่า ชีวิตก็อย่างนี้เอง อย่าไปใส่ใจอะไรมากมาย

วันศุกร์ที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๙ บ่ายโมงกว่า ผมได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ เพื่อไปรับทราบเอกสาร แต่ไม่สะดวก จึงขอเปลี่ยนเป็น รับในวันจันทร์ที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๙ ระหว่างวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ จะมีความคิดเรื่องเอกสารนี้โผล่มาในชีวิตตลอด "เอกสารอะไรนะ ต้องเป็นเอกสารนั่นแน่เลย อยากเห็นจัง เป็นเรื่องร้ายของชีวิตแน่ๆ ฯลฯ" นี่คือตัวอย่างของสัมภเวสีทางจิตใจ เมื่อถึงวันจันทร์ที่ ๗ มีนาคม ผมเข้าสำนักงานคณะฯ ตามปกติ แต่ยังไม่เห็นเจ้าหน้าที่คนใดมาทำงาน จึงเข้าห้องทำงานไปสะสางบางอย่าง รอจนเกือบเที่ยง จึงเข้าไปถามว่า ใครโทรหาผมเมื่อวันจันทร์บ้าง มีหนังสืออะไรให้ผมไหม แต่ละคนทำงง สอบถามกันไปสอบสอบกันมา ไม่มีใครโทรหาผม แล้วใครโทรหาละนี่? วันอังคารที่ ๘ มีนาคม หลังจากลงจากห้องบรรยาย เจ้าหน้าที่ สำนักงานอธิการ มาแจ้งให้ทราบว่า ให้ไปรับเซ็นรับทราบเอกสาร ความคิดนี้ก็เกิดขึ้น "ต้องเป็นเรื่องนั้นแน่ๆ ที่คาราคาซังอยู่" ผมเดินขึ้นไปที่ชั้น ๒ ของอาคาร เปิดประตูพรึบ เจ้าหน้าที่ที่กำลังงานอย่างขมักเขม้น เงยหน้ามองผมกันพรึบ ผมรู้สึกบางอย่าง "จึงเอ่ยขึ้นว่า มารับเอกสารที่จะให้ยื่นใบลาออกครับ" พร้อมกับรอยยิ้มสนุกสนานในใจ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเชิญให้ผมไปในที่หนึ่ง แต่ดูทำตัวลึกลับ ให้ผมเซ็นเอกสาร "ลับ" ผมก็บอกว่า "ในชีวิตของผมไม่น่าจะมีความลับนะ" เจ้าหน้าที่หัวเราะหึๆ ผมมีความรู้สึกบางอย่างว่า เจ้าหน้าที่ที่ทำงานกันอยู่เวลานี้ ยิ้มไม่สดใส การแสดงออกอะไรก็ตาม ดูเหมือนจะถูกอำนาจบางอย่างควบคุมอยู่ จึงตั้งคำถามในใจว่า มันใช่ชีวิตหรือนี่? ผมหยิบเอกสารอ่านแล้วร้อง "โอ้ ซวยแล้ว" พร้อมกับหัวเราะ และพูดกลบเกลื่อนว่า แล้วจะพิจารณาอีกทีนะครับ

เอกสารดังกล่าว ระบุถึงการพิจารณาสถานภาพของผมเอง ที่ผมดื้อรั้นมาหลายเพลา อันที่จริงไม่ได้อยากดื้อรั้น แต่เพราะรู้สึกว่าเรื่องแบบนี้น่ารำคาญ ซ้ำซาก เป็นสิ่งที่ไม่มีสาระสำคัญกับผม (แต่อาจเป็นสิ่งมีสาระสำคัญสำหรับฝ่ายบริหาร) ผมเข้าทำงานเมื่อ ๒๕๔๖ ในสถาบันอุดมศึกษา เป็นการสอบเข้า ต่อมาปี ๒๕๔๘ มีระเบียบว่าด้วยพนักงานมหาวิทยาลัย มีการทำสัญญาจ้างของทั้งสองฝ่ายตกลงกันเรียบร้อยจนถึงอายุ ๖๐ ปี หากไม่มีอะไรที่ผิดข้อตกลงตามสัญญา มีการประกาศแต่งตั้งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ก่อนนั้นหลายคนทำงานเหมือนไร้ชีวิต เพราะไม่่รู้ว่าจะได้ทำงานไปถึงวันไหน หลายคนลาออกไปสอบเป็นครูโรงเรียนต่างๆ (ตอนนี้ย้ายกลับบ้านกันได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว) แต่เมื่อระเบียบนี้ออกมา (ระเบียบนี้ออกมาในสมัย มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นนายกสภา, มีชัย ฤชุพันธุ์คอยกระตุ้นฝ่ายบริหารให้ออกระเบียบนี้) ส่งผลให้พนักงานมหาวิทยาลัยรู้สึกมีความมั่นคงในหน้าที่การงาน โดยไม่ต้องกังวลว่า หากทำงานด้วยความทุ่มเท และยืนยันในสิ่งที่เชื่อมั่นอย่างบริสุทธิ์ใจว่าถูกต้องแล้ว จะต้องออกจากงาน เร่ร่อนเป็นสัมภเวสี ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๓ หลังมีการเปลี่ยนแปลงกลุ่มบริหาร ข้อบังคับใหม่ถูกนำมาใช้แทนที่ระเบียบพนักงานมหาวิทยาลัย พร้อมกับการตั้งเกณฑ์ใหม่สำหรับผู้ที่จะเข้าเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งเก่าและใหม่ โดยลดสัญญาจ้าง ที่มีการจ้างงานจนถึงอายุ ๖๐ ปี เป็นการจ้างตามระยะคือ ระยะที่ ๑ จ้าง ๑ ปี ระยะที่ ๒ จ้าง ๓ ปี ระยะที่ ๓ จ้าง ๕ ปี ระยะที่ ๔ จ้าง ๗ ปี ระยะที่ ๕ จ้างจนถึงอายุพนักงานครบ ๖๐ ปี แล้วมีการแก้ไขเพิ่มเติม ในข้อ ๒๐ เป็น (๑) ระยะที่หนึ่ง มีกำหนดจ้าง ๑ ปี (๒) ระยะที่สอง มีกำหนดจ้าง ๔ ปี (๓) ระยะที่สาม มีกำหนดจ้าง ๕ ปี และ (๔) ระยะที่สี่ มีกำหนดจ้างถึงอายุพนักงานครบ ๖๐ ปี นับเป็นการเปลี่ยนแปลงสัญญาจ้างใหม่ที่มีรายละเอียด ล่าสุดที่ผ่านมา ๔ ราย (ก่อนนั้นมีอีกหลายราย) ที่สิ้นสุดสัญญาจ้าง และไม่มีการจ้างต่อ จำนวน ๓ ราย ยอมกลับมาสอบเข้าใหม่ เพราะภาระครอบครัวและชีวิต รับเงินค่าจ้างรายเดือนที่ต่ำกว่าค่าจ้างที่ตนเคยทำงานมาก่อน (เริ่มใหม่ในวุฒิปริญญาโทไม่มีการเทียบประสบการณ์) โดยทางองค์กรระบุว่า เป็นการเยียวยาให้ ส่วนอีกรายหนึ่ง เป็นอดีตประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ ทางหน่วยงานใหญ่ไม่ต่อสัญญาจ้างให้ด้วยเหตุผลคือ ผิดจรรยาบรรณ (วาจาไม่อ่อนหวานต่อผู้บังคับบัญชา, ยังไม่มีการสืบสวน สอบสวนหรือตัดสินจากคณะกรรมการจรรยาบรรณ) เธอไม่หวนกลับมาเข้าสมัครสอบงานใหม่ เพราะทางบ้านไม่ได้เดือดร้อนใดๆอันเกี่ยวกับปัจจัยการดำรงชีวิต ดังนั้น สัญญาจ้างจึงเสมือนเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหาร ในการดำเนินการไม่จ้างต่อ แม้หน่วยงานระดับคณะฯจะยืนยันถึงการผ่านการประเมิน และความทุ่มเทต่องานของเขา

อย่างไรก็ตาม ตามบทเฉพาะกาลของข้อบังคับใหม่ ระบุให้พนักงานเก่าเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยตามข้อบังคับนี้ โดยพนักงานเก่าที่มีตำแหน่งอาจารย์ให้ต่อสัญญาจ้างเข้าสู่ระยะที่สอง ถ้าพนักงานมหาวิทยาลัยผู้นั้นผ่านการประเมิน และพนักงานเก่าที่มีตำแหน่งทางวิชาการตั้งแต่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ขึ้นไปให้ต่อสัญญาจ้างเข้าสู่ระยะที่สาม ถ้าพนักงานมหาวิทยาลัยผู้นั้นผ่านเกณฑ์การประเมิน เกณฑ์การประเมินคืออย่างไร? ในการต่อสัญญาจ้างเข้าสู่ระยะที่สอง ต้อง (๑) ปฏิบัติงานในการจ้างระยะที่ ๑ มาแล้วไม่น้อยกว่า ๑ ปี พร้อมทั้งเสนอรายงานผลการปฏิบัติงานฯ (๒) ผ่านการทดสอบทักษะหรือพัฒนาความรู้ด้านภาษาอังกฤษตามเกณฑ์ที่กำหนด (เกณฑ์ซ้อนเกณฑ์) (๓) ผ่านการทดสอบความรู้ด้านกฎหมายตามเกณฑ์ที่กำหนด (๔) ผ่านการประเมินคุณลักษณะและจรรยาบรรณความเป็นครูตามเกณฑ์ที่กำหนด ในกรณี พนักงานฯ สายวิชาการที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอก ไม่ต้องนำ (๒) มาใช้บังคับ ส่วนการต่อสัญญาจ้างระยะที่สามต้อง (๑) ปฏิบัติงานการจ้างระยะที่ ๒ มาแล้วไม่น้อยกว่า ๓ ปี ฯ (๒) มีเอกสารประกอบการสอนฯลฯไม่น้อยกว่า ๑ เล่ม นอกจากเกณฑ์ทั่วไปนี้ ยังมีเกณฑ์เฉพาะอีก ซึ่งออกใน พ.ศ.๒๕๕๔ เป็นเกณฑ์เฉพาะตามบทเฉพาะกาล จะต้อง (๑) มีแฟ้มสะสมงาน (๒) ผ่านอบรมคุณลักษณะฯ (๓) ผ่านอบรมความรู้ด้านระเบียบกฎหมาย (๔) ผ่านอบรมภาษาอังกฤษตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด กรณีไม่ผ่าน ก.บ.พ.จะพิจารณาเป็นรายๆไป

การเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยนั้น ผมต้องสอบเข้ามาครั้งหนึ่งเมื่่อ ๒๕๔๖ หลังจากมีระเบียบพนักงานฉบับแรก (๒๕๔๘) ผมก็สอบเข้าอีกครั้งหนึ่ง พร้อมด้วยผลงานระหว่างการทำงาน (เนื่องจากผมใกล้ชิดกับรองวิชาการของคณะฯ จึงแอบสอบถามท่านว่า ผมน่าจะสอบผ่านหรือไม่ ท่านบอกว่า ผลงานของผมมาเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับพนักงานทั้งหมดในเวลานั้น จึงรู้สึกว่า คงได้เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยและมีกฎหมายรองรับเสียที) มาถึงปี พ.ศ.๒๕๓๕ มีข้อบังคับฯใหม่ (ล้างระเบียบเก่า) พนักงานทุกคนต้องเข้าอบรมและสอบเพื่อเป็นพนักงานกันอีกครั้ง ผมจึงรู้สึกว่า ทำไมการเป็นพนักงานมันจึงไม่จบไม่สิ้นเสียที เกณฑ์ที่ออกมาดูแล้วสวยหรู แต่เกณฑ์เหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมีสำนึกเองในการพัฒนาตน อย่างไรก็ตาม เกณฑ์เหล่านั้นดูเหมือนไม่ได้เข้มงวดอะไร ผมโดนคำสั่งให้เข้าอบรม แต่เนื่องจากคำสั่งซ้อน จึงเลือกในสิ่งที่ดูแล้วสำคัญกว่าการจะเป็นพนักงานตามข้อบังคับ ต่อมามีคำสั่งให้เข้าอบรมเป็นการเฉพาะ คงเหลือแต่ภาษาอังกฤษ ที่เพื่อนบอกว่า ไปอบรมเหอะ แรกเข้าอบรมก็ทำข้อสอบให้ผิดให้มากไว้ก่อน หลังอบรมก็ทำให้ถูกบ้าง ผมเห็นว่า "ไร้สาระสิ้นดี" ตัดสินใจไม่เข้าอบรมในตอนหลัง ผมส่งผลการอบรมเข้าคอร์สภาษาอังกฤษ ที่สถาบันภาษามหาจุฬาฯ ให้ (หลักสูตร ๑๕ สัปดาห์ x สองหลักสูตร) ทางคณะกรรมการบริหารงานบุคคลของพนักงานมหาวิทยาลัย พิจารณาว่า ไม่เข้าเกณฑ์ที่กำหนด ผมจึงเลือกไม่ใส่ใจอีก (รำคาญ/ความคิดเป็นลบ/คิดว่าตัวเองถูก/เห็นแก่ตัว) ผลการพิจารณาจึงเป็น ๐ ทั้งที่ผลการเข้าอบรมภาษาอังกฤษของผมเป็นการที่ผมใช้เงินเอิงเพื่อพัฒนาตัวเอง และเป็นที่มาของตัวเลือกให้ผมเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง (๑) ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน จึงให้ต่อสัญญาระยะที่สอง (๒) พ้นสภาพการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย

เมื่อวาน ผมนำเอกสารดังกล่าวไปให้หวานใจดู (เธอกำลังจะกลับสงขลา) พร้อมกับบอกว่า "มีข่าวดีมาบอก ไม่รู้ดีหรือร้าย" เธอทำหน้าตกใจ ซึ่งผมรู้เลยว่าเธอหน้าซีดว่าจะมีเรื่องอะไรมาอีก ผมคิดในใจว่า คนเราหนอ ยังไม่ทันรู้ข่าวก็คิดเรื่องร้ายเสียแล้ว ผมยื่นหนังสือให้เธออ่าน เธอยิ้มถูกใจมาก ผมจึงถามเธอว่า จะเลือกอะไรดี เลือกการพ้นสภาพดีกว่าเนอะ คำถามนี้ทำให้เธอยิ้มขึ้นกว่าเดิม เธอพูดขึ้นว่า "ตกใจหมด นึกว่าผมโดนฟ้อง" ผมถามเธอว่า ฟ้องเรื่องอะไร หนีงานหรือ ก็ยังทำงานปกติ ทุบหัวคนหรือ ก็ไม่ได้ทำ แม้จะอยากทำก็ตาม แท้จริงแล้ว เราตั้งโครงการจะไปขายขนมจีนที่สงขลากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เหลือแต่ผมนี่เองที่ยังต้องชดใช้เวลาลาเรียนและทุนการศึกษาที่หน่วยงานจัดสรรไปให้ แต่ก็นึกใจหายเหมือนกันเมื่อต้องจากองค์กรที่เคยชินและคุ้นเคยมากว่าสิบปี อย่างไรก็ตาม ผมก็บอกเธอว่า ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการพ้นสภาพการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ปัญหาคือ เมื่อพ้นสภาพแล้วยังต้องชดใช้อะไรให้กับมหาวิทยาลัยอีกหรือไม่? ทำให้เราต้องหยุดคิด ตอนนี้เธอกลับสงขลาไปแล้ว ส่วนผมก็ทำบันทึกส่งเพื่อถามว่า (๑) การพ้นสภาพการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย จะมีภาระผูกพันใดๆ หรือต้องชดใช้ใดๆที่เป็นภาระผูกพันหรือไม่ (๒) สัญญาระหว่างมหาวิทยาลัยกับข้าพเจ้าที่เป็นคู่สัญญานั้น มหาวิทยาลัยยกเลิกแล้วหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อหาคำตอบก่อนตัดสินใจ สิ่งนี้เองเป็นที่มาของความคิดเรื่องสัมภเวสี โดยพิจารณาตัวเองว่า แท้จริง การเข้าอบรมตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการตั้งไว้ ก็ไม่ได้หนักหนาอะไร การที่ไม่ยอมทำเพราะ (๑) ในใจลึกๆ ผมไม่เห็นด้วยกับข้อบังคับที่ลดทอนความรู้สึกมั่นคงในการทำงาน (๒) การออกเกณฑ์หยุมหยิม ยังกับอาจารย์ออกข้อสอบให้เด็กๆทำ เพื่อจะบอกสังคมโลกว่านี่คือคุณภาพ (๓) เกณฑ์ดังกล่าวหยุมหยิมสำหรับพนักงานมหาวิทยาลัย แต่ไม่ได้บังคับใช้ข้าราชการ ซึ่งทำงานในองค์กรเดียวกัน ทำงานเหมือนกัน และเป็นพลังขององค์กรเหมือนกัน เราอยู่ในระดับอุดมศึกษาแต่เราไม่สามารถดำเนินการให้เกิดความเสมอภาคอย่างที่วิชาการของมหาวิทยาลัยยืนยันไว้ ดูมันกระไรอยู่ (๔) เราจะปล่อยให้ใครทำอะไรกับเราก็ได้ต่อไปอีกหรือ เหตุผลเหล่านี้เป็นเหตุผลยืนยัน "อัตตา" ทั้งสิ้น ซึ่งไม่ใช่สิ่งถูกต้อง เพราะวิถีการทำงานในหน่วยงานราชการเท่าที่สังเกตคือ ว่าอยางไรมา ก็ควรว่างไปอย่างนั้น อย่าไปขัดให้เกิดการหมางกัน บางคนอาจใช้ความหมางกันเป็นกรณียัดเหยียดความลำบากให้กัน

ผมขับรถผ่านมหาวิทยาลัย แล้วคิดว่า แท้จริงไม่มีอะไรเป็นของเราเลย เราคือสัมภเวสี