ปรัวัติหลวงพ่อวิริยังค์ ตอน เข้าเขตเขมร...บ่อไพลิน...

ภาพจากหนังสือ ประวัติการสร้างพระพุทะรูปหยกใหญ่ที่สุดในโลก......

................

บ่อไพลินขณะนั้นเป็นของไทยเป็นผลพวงจากสงครามอินโดจีน อาจารย์กงมาบอกจะต้องเดินให้ถึงในระยะทางจากบ้านโอลำเจียกประมาณ ๓๐-๔๐ กิโลเมตรถึง ๑๐๐๐ กว่าเส้น มีร่องรอยสงครามให้เห็นบ้าง ถึงหมู่บ้านขุดพลอยตอนเย็นก็แวะเข้าพักในวัด ๑ คืน วัดเป็นแบบพม่าด้วยชาวบ้านเป็นพวกกุเหล่าที่อพยพเข้ามา

ชาวกุเหล่า(ไทยใหญ่)เรียกพระว่า เจ้าบุญ เรียกสามเณรว่า เจ้าสร้าง พระเรียกโยมผู้ชายว่า ตะก้า เรียกโยมผู้หญิงว่า ตะก้าม้า เทศน์เขาว่า ฮอติยา พวกเขาดีใจที่ได้พบพระมาบิณฑบาตร พวกเขาทำความสะอาดลานวัดจนสะอาดน่าดู แต่ก็อยู่เพียง ๒ วัน แล้วเดินทางต่อไปบ่อไพลิน

ประวัติบ่อไพลิน

ชาวกุเหล่าเป็นพ่อค้าขายผ้าเมื่อมาพักกับชาวเขมร ชาวเขมรก็เอาหมากพลูมาเลี้ยง ชาวกุเหล่าเหลือบไปเห็นก้อนหินสีเขียววางอยุ่ในเชี่ยนหมากก็รู้ทันทีว่าเป็นพลอยมีค่า ถึงถามชาวเขมรว่าหินอย่างนี้มีที่ไหนบ้าง ชาวเขมรบอกมีอยู่ถมไป ชาวกุเหล่าจึงให้หามาแลกผ้าทั้งหมด เขมรดีใจจึงขนพลอยไพลินมาแลกกับผ้าและเงินจนหมด เมื่อกุเหล่านำพลอยไปขายก้ร่ำรวยเป็นเศรษฐีกัน ชาวกุเหล่าก็พากันมายกใหญ่จนตั้งรกรากอยู่จนถึงปัจจุบัน

อาจารย์กงมาสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

...คนกุเหล่ากับเขมร ก็เหมือนพุทธศาสนานั้นล่ะที่มีความดีอยู่ในตัวแต่ไม่รู้หาประโยชน์โดยใช้ปัญญา เช่นเดียวกับเขมรเอาผ้าไปแลกพลอย ...คนมีปัญญาก็สมารถปฏิบัติตัวให้เห็นอัถธรรมได้ จงเปรียบเทียบเอาเองเถิด....

ชาวกุเหล่าศรัทธาคณะของอาจารย์กงมามาก ใส่บาตรจนปิดฝาไม่ได้ แล้วยังมาทำความสะอาดวัดจนน่าอยู่ ชาวกุเหล่าขอให้อาจารย์กงมาและหลวงพ่อวิริยังค์ให้อยู่ประจำต่อไป หัวหน้าชาวบ้านก้มาอ้อนวอนทุกวัน ครั้งนี้อาจารย์กงมาได้สั่งสอนในวันหนึ่งที่หลวงพ่อเข้าไปถวายนวดว่า

...."วิริยังค์เอ๋ย เราพยายามหนีความขัดข้องจากวัดทรายงาม(วัดทรายงาม ตำบลหนองบัว อำเภอเมืองจันทบุรี)มาแล้ว เราจะมาหาห่วงอีกหรือ มันเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง อันการเป็นสมภารนั้นคือ การหนักอกทุกประการ ถ่วงความเจริญในการปฏิบัติธรรมยิ่ง อย่าเลย เรามาพากันออกจากที่นี่วันพรุ่งนี้เถอะ"...

หลวงพ่อเห็นว่าชาวกุเหล่ามีศรัทธาจริง จึงบอกกับอาจารย์อยู่โปรดพวกเขาต่อไปสักระยะ อาจารย์กงมาจึงสอนต่อไปว่า

..."วิริยังค์ ตัวเธอยังอ่อนต่อความเป็นสงฆ์นัก เห็นความดีของเขาเท่านี้ก็หลง นี่คิเหยื่อล่อให้พวกเราติดกับล่ะ อย่าอยู่เลยพรุ่งนี้เราไปเภอะ"...

หลวงพ่อวิริยังค์เขียนบันทึกตอนนี้ว่า ถึงวันอำลากัน ก็เกิดความเสียใจ ถึงกับร้องห่มร้องไห้ เป็นบรรยากาศที่ตรึงตราใจ ถึงหยดน้ำตาอันบริสุทธิ์ของพวกชาวพุทธผู้เลื่อมใส...ข้าพเจ้ายังจำภาพนั้นแม้มันจะผ่านมาหลายสิบปีก็ไม่มีวันเลือนลางเลย...

..............

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ลมหายใจแห่งธรรมะ



ความเห็น (0)