คำนิยม หนังสือ สะเต็มศึกษา : เครื่องมือเพาะพันธุ์ปัญญา


คำนิยม

หนังสือ สะเต็มศึกษา : เครื่องมือเพาะพันธุ์ปัญญา

วิจารณ์ พานิช

............


ในวงการศึกษา เราต้องการกระบวนทัศน์งอกงาม (Growth Mindset) ไม่ต้องการกระบวนทัศน์หยุดนิ่ง (Fixed Mindset) ยิ่งในการดำเนินการส่งเสริม/พัฒนา STEM Education เรายิ่งต้องการ กระบวนทัศน์งอกงาม จริงๆ แล้วสังคมต้องการ กระบวนทัศน์งอกงามในทุกเรื่อง และมนุษย์ทุกคนที่ต้องการชีวิตที่ดี ต้องยึดถือกระบวนทัศน์งอกงาม และปฏิบัติตนตาม กระบวนทัศน์นี้ตลอดชีวิต

แนวทางดำเนินการ STEM Education ในโลกนี้ ยังไม่ใช่สิ่งที่มีรูปแบบแน่นอนตายตัว ยังไม่มีมาตรฐาน คงที่ และจะไม่มีวันมีมาตรฐานคงที่ เพราะมีส่วนที่ “ดิ้นได้” ที่สุด ใน ๔ ตัว (S, T, E, M) คือ E โดยที่ในหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนบอก ว่า ส่วนที่ดิ้นได้มากคือ T กับ E ซึ่งหมายความว่า เรายังต้องการการพัฒนา STEM Education อีกมาก

วงการศึกษาไทยจึงโชคดีมาก ที่มีวิศวกรที่สนใจเรื่องการเรียนรู้ และมีประสบการณ์ในการพัฒนานวัตกรรมด้านการศึกษา (มานานกว่าสิบปี) คือ รศ. ดร. สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ มาตีความเรื่อง STEM Education เพื่อชี้ให้เห็นความหมาย คุณค่า และวิธี ประยุกต์ E ใน STEM Education

ผมเข้าใจว่า STEM Education ทั่วโลก มีจุดอ่อนที่สุดก็ตรง E นี่แหละ และเข้าใจว่า นี่คือที่มาของการบูรณาการ ๔ องค์ประกอบของ STEM เข้าด้วยกัน เพื่อให้การเรียน S และ M อยู่บนฐานของชีวิตจริง เรื่องราวจริง เพื่อให้นักเรียนได้เรียน แบบบูรณาการ และรู้จริง (Mastery Learning)

ข้อถกเถียงในหนังสือเล่มนี้มีคุณค่ามาก ต่อการเรียนการสอนแบบ PBL (Project-Based Learning) ที่จะทำให้ PBL นำไปสู่การเรียนรู้แบบรู้จริง (Mastery Learning) ของนักเรียน และของครู ที่เป็นยอดปรารถนาของเรา ย้ำว่าเป็นประโยชน์ต่อ การเรียนรู้ของครูด้วย

ผมเชื่อว่า การเรียนรู้ที่แท้จริงเกิดจากการตั้งคำถาม (Question) และลงมือปฏิบัติหรือดำเนินการ (Action) เพื่อตอบคำถาม นั้น ตามด้วยการสะท้อนคิด (Reflection) เพื่อทำความเข้าใจผลของการปฏิบัติ ตามทฤษฎีที่มีผู้เสนอหรือกำหนดไว้ การเรียนรู้ ของนักเรียนต้องการครูมาทำหน้าที่ scaffolding, facilitating, และ coaching เพื่อให้การเรียนรู้เกิดขึ้นไม่ยากเกินไป ท้าทาย และสนุกสนาน โดยครูทำหน้าที่หลักโดยการตั้งคำถาม ไม่ใช่โดยการให้คำตอบ นักเรียนต้องช่วยกันหาคำตอบเอง และจะยิ่งดี หากมีหลายคำตอบ เอามาช่วยกันคัดเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์นั้นๆ

ที่จริงแล้ว นักเรียนก็ต้องฝึกตั้งคำถามด้วย เพราะคำถามคือเครื่องมือทำให้นักเรียนเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตน (Student Engagement) หากคำถามเป็นของครู โอกาสที่ครูจะเป็นเจ้าของการสอนก็จะสูงมาก โดยที่นักเรียนตอบคำถามเพื่อสนองครู ไม่ใช่สนองการเรียนรู้ของตนเอง

หนังสือเล่มนี้ จะช่วยให้ครูวิทยาศาสตร์ (ต่อไปนี้คงต้องเรียกว่าครู STEM) ทำหน้าที่ scaffolding, facilitating, และ coaching ได้ดียิ่งขึ้น เพราะมีวิธีเขียนแบบเอาเรื่องจริง ตัวอย่างจริง และทฤษฎี มาตั้งคำถามแล้วอธิบายทฤษฎีตามบริบท ของจริงนั้น ผลจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ และการเข้าเรียนรู้ในการประชุมปฏิบัติการตามแนวทางที่เสนอในหนังสือเล่มนี้ จะช่วยให้ครู STEM ทำหน้าที่ได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น โดยผมเชื่อว่า เท่ากับครู STEM ได้ทบทวนสาระ และตีความความรู้ด้าน S และ M (pedagogical content knowledge และ declarative knowledge) ในบริบทจริงซึ่งหมายความว่า ครูได้เข้าใกล้ Mastery Learning ยิ่งขึ้น ในวิชาที่ตนสอน

ผมมีความเห็นว่า ครูในสายวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ต้องการการเรียนรู้เพิ่มเติม เพื่อบูรณาการ T และ E เข้ามาให้ครบ STEM ครูที่เรียนมาเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ ย่อมขลุกขลักในการทำหน้าที่บูรณาการ T และ E ให้แก่ศิษย์เป็นธรรมดาแต่ทักษะนี้ฝึกได้ ทั้งจากเข้ารับการฝึก และจากการฝึกกันเองจากการทำงานประจำวัน

การฝึกตัวเองและฝึกกันเองในการทำงานของครู โดยกระบวนการที่เรียกว่า PLC (Professional Learning Community) มีพลังยิ่งกว่าการเข้ารับการฝึกโดยวิทยากรภายนอก เพราะทำได้ตลอดเวลา ในขณะที่การเข้ารับการฝึกโดยวิทยากรภายนอก ทำได้เพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น เห็นได้ชัดเจนว่า ผู้บริหารต้องจัดเวลาให้ครู STEM ทำกระบวนการเรียนรู้ และแลกเปลี่ยน เรียนรู้จากการทำงาน (PLC) อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยใช้แนวทางตั้งคำถาม และการทำความเข้าใจ ตามแนวทางของหนังสือ สะเต็มศึกษา : เครื่องมือเพาะพันธุ์ปัญญา เล่มนี้เป็นตัวช่วย รวมทั้งอาจค้นและเลือกตัวอย่าง จากอินเทอร์เน็ตได้มากมาย

ผมคิดว่า หากจะให้ STEM Education ในประเทศไทยแข็งแรง ต้องมีคนที่เรียนจบวิศวกรรมศาสตร์ และเคยทำงาน ด้านวิศวกรรมมาก่อน มาเป็นครู STEM บ้าง โดยต้องมีกลไกดึงดูดคนแบบนี้มาเป็นครู (อาจต้องให้เงินเพิ่ม) เพื่อจะได้ทำงาน เป็นทีมกับครูที่เรียนจบวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ และร่วมทีม STEM Teachers PLC เพื่อพัฒนาทักษะการเป็นครู STEM ให้เข้มแข็งขึ้นจากการปฏิบัติของทีมครู STEM เองด้วยอีกทางหนึ่ง ไม่ใช่รอรับการถ่ายทอดจาก สสวท. หรือจากมหาวิทยาลัย เท่านั้น

ทักษะของครู STEM ที่ดีที่สุด ควรมาจากการเรียนรู้จากการปฏิบัติของครู STEM นั้นเอง โดยต้องมีกลไกและเครื่องมือ ส่งเสริมการเรียนรู้จากการปฏิบัตินั้น หนังสือ สะเต็มศึกษา : เครื่องมือเพาะพันธุ์ปัญญา เล่มนี้ คือหนึ่งในเครื่องมือดังกล่าว

ผมขอแสดงความขอบคุณ รศ. ดร. สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ แทนสังคมไทย ที่พากเพียรเขียนหนังสือเล่มนี้ออกเผยแพร่ ผมอยากให้ทำหนังสือเล่มนี้เป็น eBook ออกเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต ให้ครู STEM ดาวน์โหลดได้ฟรีด้วย เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่ง ของตัวช่วยของครู รวมทั้งขอเสนอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบคุณภาพการศึกษาไทยได้เอาหนังสือเล่มนี้ไปศึกษา และหาทางนำ ไปใช้ประโยชน์ เพราะการพัฒนายกระดับคุณภาพของ STEM Education เป็นเรื่องท้าทาย และมีความสำคัญยิ่งต่อคุณภาพ พลเมืองไทยในอนาคต



วิจารณ์ พานิช

๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๘


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ครุสภาต้องเปลี่ยนแนวความคิด การรับสมัครอาจารย์ในระดับมัธยมปลาย จะต้องเอาคนที่จบปริญญาตรีในสาขาต่างๆ เคมี ชีว ฟิสิกส์ ธรณี คณิตศาตร์ สถิติ คอมพิวเตอร์ วิศวกรรม แพทย์ สัตวแพทย์ เกษตร ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ ฯลฯ แล้วมาอบรมวิชาด้านการศึกษาก่อนบรรจุเป็นครูอาจารย์