วิชาการพัฒนานิสิต 2/2558 : เปิดเวทีกระบวนการเรียนรู้ตัวเองสู่การแบ่งปันประสบการณ์ชีวิต

แท้จริงแล้ว การบอกเล่า คือการแบ่งปัน รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล หรือชุดความรู้ที่ว่าด้วย “ประสบการณ์ชีวิต” ผ่านการเล่าเรื่อง หรือเรื่องเล่าเร้าพลัง (Storytelling) ทั้งภาพและการเล่าเรื่อง ล้วนเป็นศิลปะบำบัดได้เป็นอย่างดี เพราะภาพวาด คือ ทัศนศิลป์ เรื่องเล่า การเล่าคือ วรรณศิลป์ในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งทั้งสองวิธีการคือการชำระชีวิต คือการเจียระไนชีวิตได้เป็นอย่างดีเยี่ยม




การเรียนการสอนวิชาการพัฒนานิสิต (วันที่ 13 มกราคม 2559) เป็นกระบวนการขับเคลื่อนหลักของทีมวิทยากร เทอมนี้นิสิตลงเรียนไม่เยอะ แต่ความไม่เยอะก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะน่าจะเป็นผลดีเสียอีก เนื่องจากจะได้ง่ายต่อการบริหารจัดการการเรียนรู้

นี่น่าจะเป็นภาคเรียนสุดท้ายของการเปิดการเรียนการสอนในรายวิชานี้ หลังจากปักหลักปักฐานเปิดทำการสอนมาตั้งแต่ปี 2554

วิชาการพัฒนานิสิต หยัดยืนด้วยแนวคิดหลัก 3 มิติ คือ ใช้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เรียนรู้ผ่านกิจกรรม และใช้ชุมชนเป็นห้องเรีย น ---





ย้อนตำนาน : เรียนนอกห้องเรียนปรับเปลี่ยนทัศนคติสู่จิตสำนึกสาธารณะ

ก่อนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นทางการ ทีมกระบวนกรนำคลิปในชื่อ มหาชีวาลัยอีสานมาให้นิสิตได้ชมร่วมกัน คลิปดังกล่าวจัดทำขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2551 เนื่องในโครงการ “เรียนนอกห้องเรียน ปรับเปลี่ยนทัศนคติ สู่จิตสำนึกสาธารณะ” ที่จัดขึ้น ณ มหาชีวาลัยอีสาน อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ อันเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ของพ่อครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์




คลิปๆ นี้ คือต้นกำเนิดอันแท้จริงของการสร้างรายวิชาการพัฒนานิสิตที่ผมพยายามออกแบบจากกิจกรรมนอกหลักสูตร (นอกชั้นเรียน) กลับสู่ในหลักสูตร (ในชั้นเรียน) ก่อนวกกลับออกไปสู่นอกห้องเรียนที่มีชุมชนเป็นห้องเรียนในมิติ เรียนรู้คู่บริการ

คลิปมหาชีวาลัยอีสาน บ่งบอกจุดยืนของการเรียนรู้นอกชั้นเรียนอย่างเด่นชัด เป็นต้นว่า เรียนรู้จากผู้รู้ (ปราชญ์) เรียนรู้อย่างเป็นทีม เรียนรู้ผ่านสถานการณ์จริง เรียนรู้แบบใช้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และเรียนรู้เพื่อกลับเข้าสู่ตัวเอง อันหมายถึงเรียนรู้เพื่อให้เกิดพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงภายในของตัวเอง

ซึ่งคลิปชุดนี้ก็ตอบโจทย์และผลลัพธ์ที่ว่านั้นชัดเจน ดังจะเห็นได้จาก “ปากคำ” ของนิสิต (ผู้เรียน) ที่ยืนยันทั้งมิติของการเรียนรู้แบบบันเทิงเริงปัญญา เรียนรู้แบบไร้กรอบ เรียนรู้แล้วเกิดแรงบันดาลใจในการลงมือทำ เรียนแล้วเกิดพลังเชื่อมั่นในวิถีปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เรียนรู้แล้วได้ยินเสียงหัวใจตัวเองที่ว่าด้วยเรื่อง “บ้านเกิดเมืองนอน” ในมิติต่างๆ ชัดขึ้น







รู้จักฉันรู้จักเธอ : ทบทวนความสุขเล็กๆ แต่เป็นปัจจุบันของชีวิต

ก่อนเข้าสู่กระบวนการของการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมในชื่อ “รู้จักฉันรู้จักเธอ” ทีมกระบวนการจัดแต่งกลุ่มการเรียนรู้แก่นิสิตเป็นกลุ่มๆ ให้นั่งทำสมาธิ และเริ่มลงมือวาดภาพในประเด็นกว้างๆ ประมาณว่า “ความสุขของชีวิต...ความสุขในวัยเด็ก”

ครับ, เป็นการเชื้อเชิญให้นิสิต (ผู้เรียน) ได้ทำการทบทวนเรื่องราวความสุขในอดีตที่ยังคงเป็นความทรงจำและทรงอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของนิสิต ในปัจจุบัน



ครับ, ว่าไปแล้วก็เหมือน “การจัดการความรู้” ในตัวตนของนิสิตนั่นเอง เป็นการถอดบทเรียน (Lesson Learned) ด้วยการทบทวนเรื่องดีๆ ในชีวิตที่เรียกว่า “สุนทรียสาธก” (Appreciative Inquiring) จากนั้นจึงถ่ายทอดผ่านงานศิลปะอันเป็น “ภาพวาด”

พอวาดเสร็จก็นำไปสู่การ “บอกเล่า” ในกลุ่ม-

ใช่ครับ, แท้จริงแล้ว การบอกเล่า คือการแบ่งปัน รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล หรือชุดความรู้ที่ว่าด้วย “ประสบการณ์ชีวิต” ผ่านการเล่าเรื่อง หรือเรื่องเล่าเร้าพลัง (Storytelling)

ทั้งภาพและการเล่าเรื่อง ล้วนเป็นศิลปะบำบัดได้เป็นอย่างดี เพราะภาพวาด คือ ทัศนศิลป์ เรื่องเล่า การเล่าคือ วรรณศิลป์ในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งทั้งสองวิธีการคือการชำระชีวิต คือการเจียระไนชีวิตได้เป็นอย่างดีเยี่ยม



ครับ-ผมคงไม่ลงรายละเอียดให้ทับซ้อนกับบันทึกที่ผ่านมาว่ามีอะไรในกระบวนการ “รู้จักฉันรู้จักเธอ” หากแต่อยากเชิญชวนกัลยาณมิตรได้อ่านทบทวนย้อนความ ไปยังบันทึกนี้อีกครั้ง –





ความสุขสัมผัสได้ด้วยตัวเรา

จากการสังเกตกระบวนการเรียนรู้แบบไม่มีส่วนร่วม หากไม่เข้าข้างตนเองและทีมงานมากนัก นิสิต (ผู้เรียน) ดูจะผ่อนคลาย มีความสุขกับการได้วาดภาพและบอกเล่าเรื่องราวสู่การแบ่งปันไปยังเพื่อนๆ อยู่มากโขเลยทีเดียว

หลายต่อหลายคนให้เกียรติเพื่อนด้วยการฟังอย่างนิ่งสงบ (เราพยายามสื่อสารว่า นั่นคือการฟังแบบฝังลึกอันเป็นหนึ่งในเครื่องมือของการจัดการความรู้และมิติแห่งจิตปัญญา)

มีบ้างที่เผลอพลั้งถามทักกันและกันในบริบทเงื่อนไขเวลาที่ยังพอมี ซึ่งเราก็ไม่ได้ถือว่าเสียหายอะไร หรือผิดหลักการอันใดมากมายก่ายกอง เนื่องเพราะเราต้องมีความยืดหยุ่นในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ และเรามุ่งที่จะสร้างการเรียนรู้ในเชิงกระบวนการให้ได้มากที่สุด เพื่อให้นิสิตนำเอาแนวคิดจากกระบวนการไปประยุกต์ใช้จริงกับการดำเนินชีวิต การเรียนและการทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาตนเองและสังคมอย่างค่อยเป็นค่อยไป

นั่นคืออีกมนต์เสน่ห์ของการโสเหล่/สุนทรียสนทนา (Dialogue) ในฐานะของเครื่องมือแห่งการจัดการความรู้ของมนุษย์เรา



และตอนท้ายทีมกระบวนกร ไม่ลืมเชื้อเชิญให้นิสิตบอกเล่าเรื่องราวตนเองให้เพื่อนทั้งชั้นได้ร่วมรับรู้ ซึ่งขยายวงจากกลุ่มเล็กๆ มาเป็นกลุ่มใหญ่อันเป็นหนึ่งเดียวทั้งชั้นเรียน เพื่อสื่อให้เห็นแนวคิดเรื่อง การเป็นสัตว์สังคม การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและไม่แยกส่วน พร้อมๆ กับการย้ำเน้นว่าโลกใบนี้ไม่เคยมีใครถูกทอดทิ้งไว้อย่างลำพัง-

เช่นเดียวกับการ “โยนไมค์” ให้นิสิตได้บอกเล่าเรื่องราวของตนเอง ซึ่งบางท่านถึงกลับออกอาการสะอื้นและร่ำไห้อย่างสุภาพ เพราะยิ่งคิดถึงเรื่องราวในอดีตยิ่งสุขใจ หรือกระทั่งเสียดายที่ใครสักคนไม่ได้อยู่เห็นความสำเร็จของวันนี้ร่วมกับตัวเขา---

เป็นธรรมดากระมังครับ น้ำตา คงไม่ใช่สัญลักษณ์ของความอ่อนแอและความพ่ายแพ้เสมอไป แต่จะมีสักกี่ครั้งกันละที่เรามีน้ำตาในสภาวะที่อิ่มเอิบใจ

ใช่ ! ...รู้จักฉันรู้จักเธอ รู้จักกันและกัน และหลั่งน้ำตาแห่งความสุขอย่างไม่เขินอาย



ภาพ : เยาวภา ปรีวาสนา รุ่งโรจน์ แฉล้มไธสง และทีมงาน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (3)

-สวัสดีครับอาจารย์ฺ

-กิจกรรมรู้จักฉันรู้จักเธอ...น่าสนใจนะครับ..

-ชอบรอยยิ้มของครอบครัวครับ..

เขียนเมื่อ 

เป็นกระบวนกรที่ชัดเจนในการทำกิจกรรมมาก

เห็นกระบวนการครบเลยครับ

ขอบคุณมากๆครับ

เขียนเมื่อ