การเรียนการสอนวิชาการพัฒนานิสิต (วันที่ 13 มกราคม 2559) เป็นกระบวนการขับเคลื่อนหลักของทีมวิทยากร เทอมนี้นิสิตลงเรียนไม่เยอะ แต่ความไม่เยอะก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะน่าจะเป็นผลดีเสียอีก เนื่องจากจะได้ง่ายต่อการบริหารจัดการการเรียนรู้
นี่น่าจะเป็นภาคเรียนสุดท้ายของการเปิดการเรียนการสอนในรายวิชานี้ หลังจากปักหลักปักฐานเปิดทำการสอนมาตั้งแต่ปี 2554
วิชาการพัฒนานิสิต หยัดยืนด้วยแนวคิดหลัก 3 มิติ คือ ใช้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เรียนรู้ผ่านกิจกรรม และใช้ชุมชนเป็นห้องเรีย น ---
ย้อนตำนาน : เรียนนอกห้องเรียนปรับเปลี่ยนทัศนคติสู่จิตสำนึกสาธารณะ
ก่อนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นทางการ ทีมกระบวนกรนำคลิปในชื่อ “มหาชีวาลัยอีสาน” มาให้นิสิตได้ชมร่วมกัน คลิปดังกล่าวจัดทำขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2551 เนื่องในโครงการ “เรียนนอกห้องเรียน ปรับเปลี่ยนทัศนคติ สู่จิตสำนึกสาธารณะ” ที่จัดขึ้น ณ มหาชีวาลัยอีสาน อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ อันเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ของพ่อครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์
คลิปๆ นี้ คือต้นกำเนิดอันแท้จริงของการสร้างรายวิชาการพัฒนานิสิตที่ผมพยายามออกแบบจากกิจกรรมนอกหลักสูตร
(นอกชั้นเรียน) กลับสู่ในหลักสูตร
(ในชั้นเรียน) ก่อนวกกลับออกไปสู่นอกห้องเรียนที่มีชุมชนเป็นห้องเรียนในมิติ
“เรียนรู้คู่บริการ”
คลิปมหาชีวาลัยอีสาน
บ่งบอกจุดยืนของการเรียนรู้นอกชั้นเรียนอย่างเด่นชัด เป็นต้นว่า
เรียนรู้จากผู้รู้ (ปราชญ์) เรียนรู้อย่างเป็นทีม เรียนรู้ผ่านสถานการณ์จริง เรียนรู้แบบใช้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และเรียนรู้เพื่อกลับเข้าสู่ตัวเอง อันหมายถึงเรียนรู้เพื่อให้เกิดพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงภายในของตัวเอง
ซึ่งคลิปชุดนี้ก็ตอบโจทย์และผลลัพธ์ที่ว่านั้นชัดเจน ดังจะเห็นได้จาก “ปากคำ” ของนิสิต (ผู้เรียน) ที่ยืนยันทั้งมิติของการเรียนรู้แบบบันเทิงเริงปัญญา เรียนรู้แบบไร้กรอบ เรียนรู้แล้วเกิดแรงบันดาลใจในการลงมือทำ เรียนแล้วเกิดพลังเชื่อมั่นในวิถีปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เรียนรู้แล้วได้ยินเสียงหัวใจตัวเองที่ว่าด้วยเรื่อง “บ้านเกิดเมืองนอน” ในมิติต่างๆ ชัดขึ้น
รู้จักฉันรู้จักเธอ : ทบทวนความสุขเล็กๆ แต่เป็นปัจจุบันของชีวิต
ก่อนเข้าสู่กระบวนการของการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมในชื่อ “รู้จักฉันรู้จักเธอ” ทีมกระบวนการจัดแต่งกลุ่มการเรียนรู้แก่นิสิตเป็นกลุ่มๆ ให้นั่งทำสมาธิ และเริ่มลงมือวาดภาพในประเด็นกว้างๆ ประมาณว่า “ความสุขของชีวิต...ความสุขในวัยเด็ก”
ครับ, เป็นการเชื้อเชิญให้นิสิต (ผู้เรียน) ได้ทำการทบทวนเรื่องราวความสุขในอดีตที่ยังคงเป็นความทรงจำและทรงอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของนิสิต ในปัจจุบัน
ครับ, ว่าไปแล้วก็เหมือน “การจัดการความรู้” ในตัวตนของนิสิตนั่นเอง เป็นการถอดบทเรียน (Lesson Learned) ด้วยการทบทวนเรื่องดีๆ ในชีวิตที่เรียกว่า “สุนทรียสาธก” (Appreciative
Inquiring)
จากนั้นจึงถ่ายทอดผ่านงานศิลปะอันเป็น “ภาพวาด”
พอวาดเสร็จก็นำไปสู่การ “บอกเล่า” ในกลุ่ม-
ใช่ครับ, แท้จริงแล้ว การบอกเล่า คือการแบ่งปัน รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล หรือชุดความรู้ที่ว่าด้วย “ประสบการณ์ชีวิต” ผ่านการเล่าเรื่อง หรือเรื่องเล่าเร้าพลัง (Storytelling)
ทั้งภาพและการเล่าเรื่อง ล้วนเป็นศิลปะบำบัดได้เป็นอย่างดี เพราะภาพวาด คือ ทัศนศิลป์ เรื่องเล่า การเล่าคือ วรรณศิลป์ในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งทั้งสองวิธีการคือการชำระชีวิต คือการเจียระไนชีวิตได้เป็นอย่างดีเยี่ยม
ครับ-ผมคงไม่ลงรายละเอียดให้ทับซ้อนกับบันทึกที่ผ่านมาว่ามีอะไรในกระบวนการ “รู้จักฉันรู้จักเธอ” หากแต่อยากเชิญชวนกัลยาณมิตรได้อ่านทบทวนย้อนความ ไปยังบันทึกนี้อีกครั้ง –
ความสุขสัมผัสได้ด้วยตัวเรา
จากการสังเกตกระบวนการเรียนรู้แบบไม่มีส่วนร่วม หากไม่เข้าข้างตนเองและทีมงานมากนัก นิสิต (ผู้เรียน) ดูจะผ่อนคลาย มีความสุขกับการได้วาดภาพและบอกเล่าเรื่องราวสู่การแบ่งปันไปยังเพื่อนๆ อยู่มากโขเลยทีเดียว
หลายต่อหลายคนให้เกียรติเพื่อนด้วยการฟังอย่างนิ่งสงบ (เราพยายามสื่อสารว่า นั่นคือการฟังแบบฝังลึกอันเป็นหนึ่งในเครื่องมือของการจัดการความรู้และมิติแห่งจิตปัญญา)
มีบ้างที่เผลอพลั้งถามทักกันและกันในบริบทเงื่อนไขเวลาที่ยังพอมี ซึ่งเราก็ไม่ได้ถือว่าเสียหายอะไร หรือผิดหลักการอันใดมากมายก่ายกอง เนื่องเพราะเราต้องมีความยืดหยุ่นในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ และเรามุ่งที่จะสร้างการเรียนรู้ในเชิงกระบวนการให้ได้มากที่สุด
เพื่อให้นิสิตนำเอาแนวคิดจากกระบวนการไปประยุกต์ใช้จริงกับการดำเนินชีวิต
การเรียนและการทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาตนเองและสังคมอย่างค่อยเป็นค่อยไป
นั่นคืออีกมนต์เสน่ห์ของการโสเหล่/สุนทรียสนทนา (Dialogue) ในฐานะของเครื่องมือแห่งการจัดการความรู้ของมนุษย์เรา
และตอนท้ายทีมกระบวนกร ไม่ลืมเชื้อเชิญให้นิสิตบอกเล่าเรื่องราวตนเองให้เพื่อนทั้งชั้นได้ร่วมรับรู้ ซึ่งขยายวงจากกลุ่มเล็กๆ มาเป็นกลุ่มใหญ่อันเป็นหนึ่งเดียวทั้งชั้นเรียน เพื่อสื่อให้เห็นแนวคิดเรื่อง การเป็นสัตว์สังคม การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและไม่แยกส่วน พร้อมๆ กับการย้ำเน้นว่าโลกใบนี้ไม่เคยมีใครถูกทอดทิ้งไว้อย่างลำพัง-
เช่นเดียวกับการ “โยนไมค์” ให้นิสิตได้บอกเล่าเรื่องราวของตนเอง ซึ่งบางท่านถึงกลับออกอาการสะอื้นและร่ำไห้อย่างสุภาพ เพราะยิ่งคิดถึงเรื่องราวในอดีตยิ่งสุขใจ หรือกระทั่งเสียดายที่ใครสักคนไม่ได้อยู่เห็นความสำเร็จของวันนี้ร่วมกับตัวเขา---
เป็นธรรมดากระมังครับ น้ำตา คงไม่ใช่สัญลักษณ์ของความอ่อนแอและความพ่ายแพ้เสมอไป แต่จะมีสักกี่ครั้งกันละที่เรามีน้ำตาในสภาวะที่อิ่มเอิบใจ
ใช่ ! ...รู้จักฉันรู้จักเธอ รู้จักกันและกัน และหลั่งน้ำตาแห่งความสุขอย่างไม่เขินอาย
ภาพ : เยาวภา ปรีวาสนา รุ่งโรจน์ แฉล้มไธสง และทีมงาน















-สวัสดีครับอาจารย์ฺ
-กิจกรรมรู้จักฉันรู้จักเธอ...น่าสนใจนะครับ..
-ชอบรอยยิ้มของครอบครัวครับ..
เป็นกระบวนกรที่ชัดเจนในการทำกิจกรรมมาก
เห็นกระบวนการครบเลยครับ
ขอบคุณมากๆครับ