วันที่ 11 และ 12 มกราคม 2559 เป็นกระบวนการเรียนรู้ก่อนเข้าสู่บทเรียนในรายวิชา “ภาวะผู้นำ” ประจำภาคเรียนที่ 2/2558 โดยนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่มีสิทธิ์ลงทะเบียนเรียนในรายวิชานี้ คือนิสิตชั้นปีที่ 1 รหัส “48” และวิชานี้ก็ถูกพัฒนามาจากวิชา “การพัฒนานิสิต” ที่กำลังจะปิดตัวลงในภาคเรียนนี้ –
สัปดาห์นี้เป็นการเรียนรู้ผ่านกระบวนการ (กิจกรรม) โดยมีทีมวิทยากร (ผู้ช่วยสอน) ทำหน้าที่เป็นผู้จัดกระบวนการเรียนรู้
คั่นเวลา : ดูคลิปเสริมสร้างอัตลักษณ์และค่านิยมความเป็นนิสิต
ก่อนถึงเวลาเรียนจริงๆ ทีมกระบวนการเปิดคลิปให้นิสิตได้ดูชมคั่นเวลา เสมอเหมือนการสร้างการเรียนรู้ผ่านสื่อสร้างสรรค์ เป็นการบ่มเพาะความเป็นตัวตน “มมส” แก่นิสิต เพราะคลิปที่นำมาเปิดให้ดูให้ชมนั้น คือคลิปที่ว่าด้วยเรื่องจิตสาธารณะ หรือจิตอาสาของนิสิตที่มีต่อการช่วยเหลือสังคมในแบบง่ายๆ โดยเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวนี่แหละ เช่น การแต่งกาย การเข้าสถานบันเทิง การช่วยเหลือผู้ประสบเหตุบนท้องถนน
ครับ, ง่ายงาม ไม่ซับซ้อน ดูเข้าใจง่าย ได้ฮา ได้สาระ และชวนหวนคิดทบทวนตัวเองในประเด็นที่ว่าด้วยอัตลักษณ์นิสิต (ช่วยเหลือสังคมและชุมชน) หรือ ค่านิยมนิสิต (MSU FOR ALL) ที่หมายถึง “พึ่งได้” (พึ่งตนเองได้ และเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้)
มิหนำซ้ำยังเป็นคลิปที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของนิสิตและศิษย์เก่า ซึ่งผมมองว่า แม้นไม่ยิ่งใหญ่อลังการ แต่ง่ายงามในนิยามของเราเอง
ย้อนเวลา : สะท้อน BAR เรียนทำไม ทำไมต้องลงเรียนวิชานี้
ก่อนเข้าสู่กระบวนการหลักของวันนี้ (รู้จักฉันรู้จักเธอ) ทีมกระบวนกร ได้สะท้อนผล BAR จากใบงาน
ในชั่วโมงที่แล้วให้นิสิตรับรู้ร่วมกันในประเด็น “เหตุผลของการลงเรียนวิชาภาวะผู้นำ” เช่น...
- อยากเรียนรู้ความเป็นผู้นำ
- ไม่อยากเป็นผู้ตามตลอดไป
- เรียนง่าย สนุก เกรดดี
- ผู้สอนน่าจะใจดี
- อยากทำโครงการเพื่อสังคม
- วิชาอื่นเต็ม ลงเรียนไม่ทัน
- คณะแนะนำ
- ชื่อน่าสนใจ ท้าทายดี
- ไม่รู้.....
นอกนั้นยังจัดกระบวนการให้นิสิตแต่ละคนได้วิเคราะห์ความเป็นผู้นำ หรือภาวะผู้นำของตนเองในแบบคร่าวๆ – เป็นการวิเคราะห์ตัวเองโดยยังไม่ต้องเรียนว่า “ผู้นำที่ดี” เป็นอย่างไร “ผู้นำไม่ดีเป็นอย่างไร” หากแต่ใช้ตัวเองนั่นแหละเป็น “กรณีศึกษา”
ครับ-ผมว่าสำคัญนะ เพราะเรียนไปๆ จะได้มี “หมุดหมาย” เตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา หรือเอาง่ายๆ ก็คือมีตัวชี้วัดในตัวเอง จะได้ประเมิน “ความเปลี่ยนแปลง” ของตนเองเป็นระยะๆ ไปด้วยว่าที่สุดแห่งการเรียนรู้แล้ว มีความเป็นภาวะผู้นำเช่นใดกันแน่
รู้จักฉันรู้จักเธอ : กระบวนการเรียนรู้สู่การแบ่งปันหลากเครื่องมือ
และแล้วก็ถึงกระบวนการเรียนรู้หลักของชั่วโมง นั่นคือ "รู้จักฉันรู้จักเธอ" อันเป็นกระบวนการเรียนรู้ในแบบ "บันเทิงเริงปัญญา" โดยเริ่มจากให้นิสิตจับคู่แนะนำชื่อเสียงเรียงนาม ชั้นปี-สาขา คณะ และหมุนเวียนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะให้สัญญาณว่า “หยุด”
ครับ-นั่นคือเครื่องมือง่ายๆ อย่างไม่เป็นทางการในมิติ สัมภาษณ์ หรือกระทั่งสังเกตการณ์ -
ถัดจากนั้นจึงเข้าสู่ “รู้จักฉันรู้จักเธอ” แบบเต็มรูปแบบ – กล่าวคือ แบ่งนิสิตออกเป็นกลุ่มๆ ให้แต่ละคน “วาดรูป” ในประเด็น “ความสุข-ความทรงจำอันดีงามของชีวิต” (ความสุขของฉัน) วาดเสร็จก็ให้แต่ละคนในกลุ่มได้ "บอกเล่า-เล่าเรื่อง" ให้เพื่อนในกลุ่มฟัง มีกติกาง่ายๆ “มีคนเล่า มีคนฟัง ห้ามถามซอกแซกระหว่างการเล่า” ฯลฯ
“
...
เมื่อฉันพูดเธอก็ฟังด้วยศรัทธา
เปิดประตูดวงตาสู่ประตูใจ
เมื่อเธอพูดฉันก็ฟังอย่างเป็นมิตร
เรื่องน้อยนิดจึงดูเป็นยิ่งใหญ่
โลกสองโลกจึงนิยามความเป็นไป
ว่าเราต่างก็ใช้ใจนิยาม”
นี่เป็นกระบวนการละลายพฤติกรรมเชิงความคิดที่เราออกแบบไว้ และให้ความสำคัญเอามากๆ สำหรับการปูพรมก่อนการเรียนรู้ตลอดภาคเรียน เพราะนี่คือกระบวนการเรียนรู้ที่ซ่อนการเรียนรู้ว่าด้วย “เครื่องมือ” การเรียนรู้หลายๆ อย่างอยู่ในนั้น
มีความหมายใดในรู้จักฉันรู้จักเธอ
เอาจริงๆ เลยนะครับ-ในฐานะที่ผมนำร่องกระบวนการนี้มาหลายปี และแบกหามไปจัดในหลายเวทีเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตนเองและทีมงานมายาวนาน-
สรุปแบบตรงๆ เลยว่า นี่คือกระบวนการละลายพฤติกรรมที่มุ่งเปิดเปลือยตัวตนสู่กันและกัน ไม่เน้น “ดู โดด ดิ้น” เหมือนวัยรุ่นทั่วไป
- แต่เน้นการละลายพฤติกรรมจากภายในตัวเองเป็นสำคัญ
- เน้นให้ตัวเองได้ฟังเสียงตัวเอง และหาญกล้าที่จะนำเรื่องราวตัวเองมาแบ่งปัน
- เชื่อมร้อยสู่การแลกเปลี่ยนและแบ่งปันเรื่องราวต่อกันและกัน
- ฯลฯ
- ใช่ครับบางทีอาจเป็นเรื่องทัศนคติก่อนทักษะเสียด้วยซ้ำ
ทั้งปวงนั้น คือครรลอง “สัตว์สังคม” ที่รู้จัก “รัก” นั่นแหละ เพราะไม่มีใครอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียวเป็นแน่
กระบวนการรู้จักฉันรู้จักเธอ เป็นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติการ (Action Learning) แถมเป็นปฏิบัติการแบบ “มีส่วนร่วม” อีกต่างหาก มิหนำซ้ำยังซ่อนงำ “เครื่องมือการเรียนรู้ชีวิต” ไว้อย่างหลากหลายเลยทีเดียว เป็นต้นว่า
- การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
- ศิลปะบำบัด
- บันไดแห่งปราชญ์ในวิถีพุทธ (สุ จิ ปุ ลิ)
- จิตตปัญญา
- การจัดการความรู้ (Km) เช่น การเล่าเรื่องผ่านภาพวาด การเล่าเรื่องด้วยวาจา การฟังแบบฝังลึก การทบทวนเรื่องดีๆ (สุนทรียสาธก : Appreciative Inquiring) โสเหล่ (สุนทรียสนทนา : Dialogue) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (ลปรร.) การสังเกต-สัมภาษณ์ การถอดบทเรียนชีวิต (Lesson Learned) หรือฝึกการทบทวนผลการเรียนรู้ชีวิต (After action review : AAR)
เป็นไงครับ-ฟังดูซ่อนงำเครื่องมือการเรียนรู้ไว้หลายชิ้นเลยทีเดียว แต่ละเครื่องมือล้วนเกี่ยวโยงกับการใช้ชีวิต การเรียน และการทำกิจกรรม/โครงการฯ ในเวลาอันใกล้อย่างไม่ต้องสงสัย (แต่ขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่เฉลยตอนนี้)
ผลพวงการเรียนรู้ประจำวัน
ก่อนแยกย้ายกลับ ทีมกระบวนกร ไม่ลืมประเมินผลการเรียนรู้ ทั้งผ่านการ “โยนไมค์” และการ “เขียนใบงาน” ตามครรลอง “สุ จิ ปุ ลิ” เพื่อฝึกการ “สรุปความ” ของนิสิต (ผู้เรียน) รวมถึงฝึกการเขียน "ภาษาประจำชาติ" ....
เป็นต้นว่า
- ได้เพื่อนใหม่ต่างสาขา
- ได้แลกเปลี่ยนทัศนคติกันและกัน
- ได้ระลึก-ทบทวนถึงความสุขของตนเองและผู้อื่น
- ได้ฝึกสมาธิว่าด้วยการใช้ชีวิตกับ "ความสุข" มากกว่า "ความทุกข์"
- ได้ฝึกการรับฟังความคิดเห็นและเรื่องราวชีวิตคนอื่น
- ได้ฝึกฝนการ "กล้าเปิดเผย" และ "การสื่อสาร" เรื่องราวอันสร้างสรรค์ของตนเอง
- ได้ฝึกการนำเสนอความคิดผ่าน “ภาพวาด” และการ “เล่าเรื่อง”
- ได้ฝึกการซักถาม กึ่งสัมภาษณ์ เช่น ชื่อ สาขา คณะ และเรื่องราวความสุข
- ได้ระบายความสุขผ่านภาพวาด
- ได้นั่งเรียนแบบชิวๆ
- ได้ทำงานกลุ่มกับเพื่อนใหม่
- ได้ฝึกการ “เอาตัวรอด” ผ่านสถานการณ์เฉพาะกิจในการจับกลุ่ม
- ได้ฝึกการนำเสนอ “ความคิด” ของตนเอง
- มีความสุข
- ฯลฯ
หมายเหตุ : ภาพ โดย ผศ.ดร.ฉันทนา เวชโอสถศักดา เยาวภา ปรีวาสนา รุ่งโรจน์ แฉล้มไธสง



















