721. สมการพลังมืด (The Dark Side's Equation)

เรียนรู้ศาสตร์ OD ผ่าน "สามก๊ก" (ตอนที่ 51)

ดู Starwars มาถึงภาค 7 ผมเกิดคำถามในใจว่า ถ้าจะสรุปทั้ง 7 ภาค มาสั้นๆ จะได้อะไร ผมได้คำตอบคือ

Starwars น่าจะมีต่อไปอีกนับร้อยภาค ก็คงเป็นประมาณนี้ มีคนเก่งสักคน ที่ด้วยเหตุผลเรื่องจิตใจ หันเข้าไปเป็นฝ่ายมืดที่มีพลังแรงกล้า ทั้งหมดจะอยากเป็นใหญ่ แล้วเริ่มทำร้านชาวบ้าน แต่ก็จะเกิดมีใครสักคนเกิดมาเป็นคนที่มีพลังพิเศษ แล้วจับพลักจับผลูได้เป็นเจไดไปแบบงงๆ ที่สุดเจไดสว่างจะไปรบกับเจไดเกเร แล้วก็รบชนะ สันติสุขกลับมา ...ทิ้งเวลาไปสักพัก ก็จะเกิดเหตุการณ์ด้านมือโผล่มาจัดโหด ด้านสว่างก็จะจัดหนักกลับไป ยังไงด้านสว่างก็ชนะ...”

แปลว่า “ด้านมืดยังไงก็แพ้ด้านสว่าง

ใครสักคนอาจถาม..นี่มันหนัง มาจากนิทาน ของจริงใช้ได้เหรอพี่ ...

ผมว่าใช้ได้เลยครับ ...มาดูกัน

ในมุมมองของผมคงต้องเอาคำสอนของพระพุทธศาสนา และสามก๊กมาอธิบายแล้ว เอาของจริงมากางดูกันเลยดีกว่า

ผมเป็นผู้ที่เรียนรู้เรื่องศาสนาและสามก๊กอยู่ครับ น่าจะอธิบายเรื่องนี้ได้ว่า ด้านมืดแพ้ด้านสว่างได้จริง มาว่ากันดที่ด้านมืดก่อนครับ ผมนึกถึงเรื่องอุปกิเลส 16 ที่น่าจะอธิบายเรื่องตัวร้ายใน Starwars และสามก๊กได้ดีมากๆ

มาดูเรื่องอุปกิเลส 16 กันก่อน ผมนำมาจากพจนานุกรมพุทธศาสตร์

"อุปกิเลส หรือ จิตตอุปกิเลส 16 (ธรรมเครื่องเศร้าหมอง, สิ่งที่ทำให้จิตขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยาก ดุจผ้าเปรอะเปื้อนสกปรก ย้อมไม่ได้ดี — mental defilements)

1. อภิชฌาวิสมโลภะ (คิดเพ่งเล็งอยากได้ โลภไม่สมควร, โลภกล้า จ้องจะเอาไม่เลือกควรไม่ควร )

2. พยาบาท (คิดร้ายเขา)

3. โกธะ (ความโกรธ)

4. อุปนาหะ (ความผูกโกรธ)

5. มักขะ (ความลบหลู่คุณท่าน, ความหลู่ความดีของผู้อื่น, การลบล้างปิดซ่อนคุณค่าความดีของผู้อื่น)

6. ปลาสะ (ความตีเสมอ, ยกตัวเทียมท่าน, เอาตัวขึ้นตั้งขวางไว้ ไม่ยอมยกให้ใครดีกว่าตน)

7. อิสสา (ความริษยา )

8. มัจฉริยะ (ความตระหนี่)

9. มายา (มารยา)

10. สาเถยยะ (ความโอ้อวดหลอกเขา, หลอกด้วยคำโอ้อวด )

11. ถัมภะ (ความหัวดื้อ, กระด้าง )

12. สารัมภะ (ความแข่งดี, ไม่ยอมลดละ มุ่งแต่จะเอาชนะกัน)

13. มานะ (ความถือตัว, ทะนงตน)

14. อติมานะ (ความถือตัวว่ายิ่งกว่าเขา, ดูหมิ่นเขา)

15. มทะ (ความมัวเมา)

16. ปมาทะ (ความประมาท, ละเลย, เลินเล่อ)

ข้อ 2 มีต่างออกไป คือ ในธัมมทายาทสูตร เป็น โทสะ (ความคิดประทุษร้ายเขา) (ม.มู. 12/26/26)"

จะเห็นว่าพวกมืดอย่างดาร์ธ เวเดอร์ ก็พัฒนาตัวเองมาเป็นด้านมืด (สมัยก่อนเป็นเจได้ เท่ห์มากๆ มีแฟนเป็นราชินีเลย) ก็จาก “ความโกรธ” นั่นคือ “โกธะ” ตัวที่สาม ..ตามมาติดๆ ด้วยความอยากได้ คืออยากครองจักรวาลหรือ “อภิชฌาวิสมโลภะ” ส่วนภาค 7 ตัวใหม่คิโล เร็น ดูเหมือนจะเริ่มจาก “มทะ” คือความมัวเมา เกิดศรัทธาในดาร์ธ เวเดอร์ แถมดูไม่ศรัทธาดูหมิ่นพ่อคือฮัน โซโล โดยมองว่าฮันอ่อนแอ นี่คือ”มักขะ” ลบหล่คุณท่านเลย ทำให้ถูกชักจูงไปด้านมืด ที่สุดก็กลายเป็นตัวร้าย ที่หันมาทำลายคนอื่น และที่สุดก็ถูกคนอื่นทำลายล้างจนหมด

มาดูสามก๊ก ผมว่าตัวละควรในสามก๊กมีสีสันน่าติดตามมากกว่า ผมบอกได้เลยว่ายามใด ที่ตัวละครในสามก๊กถูกครอบงำด้วยอุปกิเลสตัวตัวหนึ่ง เขาจะหันไปทำลายคนอื่น แต่ภายในช่วงอายุของตนเองก็จะถูกโต้กลับ อย่างน่ากลัว กรรมติดจรวด

โจโฉครั้งหนึ่งยกทัพไปปราบเตียวสิ้ว เตียวสิ้วยอมปรองดองด้วย แต่ด้วยมี “มทะ” ความหลงเพลินในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เกิดชอบอาสะไภ้รูปงามของเตียวสิ้ว เลยเอามาเป็นภรรยาโดยพละการ เตียวสิ้วโกรธ เลยหันกลับมาโจมตีกองทัพโจโฉแบบไม่ทันตั้งตัว เหตุการณ์นี้ทำให้โจโฉเสียโจงั่งบุตรชายคนโตในการรบครั้งนั้น ที่มอบม้าให้โจโฉหนีไป แล้วตัวเองลุยรบถ่วงเวลากับกองทัพเตียวสิ้วไว้ เลยตายในที่รบ

ผมว่าถ้าโจโฉ ไม่หลุดตอนนั้น หลุดเข้าไปใน Dark Side โจงั่งจะไม่ตาย โจงั่งเป็นคนกล้าหาญ น่าจะได้ติดตามโจโฉ และเรียนรู้กับโจโฉ จนเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญ และเป็นไปได้ที่อาจจะกลบรัศมีสุมาอี้ในเวลาต่อมา เป็นไปได้ว่าถ้าโจงั่งมีชีวิตอยู่ ราชวงค์วุยอาจมั่นคงกว่านี้

เล่าปี่ตอนจะตายนี่ก็เพราะเกิดความโกธะ ที่ซุนกวนตัดหัวกวนอู เลยผูกโกรธ ..หน้ามืดประกาศยกทัพบุกง่อก๊ก แถมใครเตือนก็ไม่ฟังคือมี “ถัมภะ” ที่สุดกลายเป็น Dark Side และแพ้ภัยตนเองในที่สุด

ส่วนฮ่องเต้ที่ชัดมากๆ คือเล่าเสี้ยน นี่ “มทะ” มัวเมา เพลินอยู่ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส นี่ Darkside มาแต่ไกล หลุดโลกเจอขันทีคนสนิทที่ดูมี “สารัมภะ”แข่งดี อยากเอาชนะ เป็นใหญ่ สองคนนี้รวมกันทำให้คนดีอย่างเกียงอุยไม่มีที่ยืน ที่นำมาสู่การล่มสลายของจ๊กก๊กในที่สุด

ดูเหมือน Darkside นี้ไม่ใช่แค่นิทาน แต่เป็นเรื่องจริง Darkside คือกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ นี่เองที่นำมาสู่ความพ่ายแพ้ การสูญเสียของมนุษย์ ในการกลับกันศีลธรรม ก็นำมาสู่ชัยชนะ หรือความรุ่งเรืองของมนุษย์เช่นกัน ถ้าคุณดูให้ดีตัวละครในสามก๊กก็มีทั้งด้านมือด ด้านสว่าง คุณจะเห็นว่าตอนที่รุ่งเรือง อะไรไปได้ดีนั้นตัวเอกจะมีมุมสว่างในแง่ศีลธรรมนี่ชัดมากๆ

เช่นกุยแกเคยบอกข้อดีของโจโฉไว้ว่า โจโฉปฏิบัติตามกฏหมายและระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัด เป็นเหตุให้ปกครองคนได้เป็นอย่างดี นี่น่าจะตรงกับทศพิศราชธรรม คือ “ความเที่ยงธรรม (อวิโรธนํ) คือ ความหนักแน่น ถือความถูกต้อง เที่ยงธรรมเป็นหลัก” ตรงนี้ก็ตรงกับเล่าปี่ช่วงดีๆ อยู่ด้านสว่างเช่นกัน

แต่พอ Dark Side เข้าครอบงำโจโฉ กับเล่าปี่ก็หน้ามืด หันไปทำอะไรบ้าๆบอๆที่นำมาสู่การทำลายตัวเองได้ในที่สุด

ดูเรื่องนิทาน Starwars หรือของจริงในประวัติศาสตร์ ดูจะยืนยัน สอดคล้องกันจริงๆ

Dark Side คือ กิเลส กิเลส ทำลายล้างมนุษย์

Dark Side เท่ากับความล้มเหลว นี่คือสมการพลังมืด (Dark Side’s Equation)

และผมขอสรุปบทเรียน Dark Side’s Equation ดังนี้นะครับ

  1. ด้านมืด คือต้นเหตุแห่งความล้มเหลว
  2. ด้านมือคือกิเลส
  3. กิเลสครอบงำมนุษย์ กำกับมนุษย์
  4. ดูเหมือนคนพวกนี้ขาดสติ พอได้สติก็จะหันไปทำในสิ่งที่ถูกต้อง
  5. ด้านมืด จึงมาพร้อมกับภาวะไร้สติ
  6. ถ้าคุณไม่มีสติมันจะครอบงำและบงการคุณไปนานมากจนกว่าคุณจะล้มเหลว
  7. ถ้าคุณได้สติ คุณจะเจอด้านสว่าง
  8. ถ้าคุณมีสติ คุณจะประสบความสำเร็จ สำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ
  9. คนจะรักคุณมากขึ้น คุณจะเป็นที่รักมากขึ้น
  10. คุณจะมั่นคงกว่า

ดูเหมือนสติจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ผมเลยไปค้นหาพุทธศาสนสุภาษิต เรื่องสติ ปรากฏว่า ใช่ครับ มีสองบทที่ชัดมากๆ

สติมโต สทา ภทฺทํ.

คนผู้มีสติ มีความเจริญทุกเมื่อ.

สํ . ส. ๑๕/ ๓๐๖.

สติมโต สุเว เสยฺโย.

คนมีสติ เป็นผู้ประเสริฐทุกวัน.

พูดง่ายๆ ถ้าดาร์เวเดอร์ หลานของเขาในภาค 7 โจโฉ เล่าปี่ เล่าเสี้ยนได้มีโอกาสเจริญสติอย่างเป็นระบบแล้ว ก็มีโอกาสที่จะไม่หลุดเข้าไปอยู่ในด้านมืด ถูกกิเลสครอบงำจนทำลายตัวเองและคนอื่นอย่างนี้

ไม่แปลกครับเรื่องเจริญสติ หรือ Mindfulness น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

แล้วในโลกยุคปัจจุบันล่ะ เอามาทำอะไรได้

ได้เลยครับ ตอนนี้ผมเป็นครู Thai Coach สอนการโค้ชชิ่งให้สมาคม Thai Coach Association ... เราเน้น Mindfulness ครับ แล้วยังสอนโค้ชชิ่งสารพัดโมเดล ทั้ง Appreciative Inquiry, Positive Psychology, NLP และอื่นๆ แต่เราก็เอา Mindfulness มาเป็นแกนกลาง ศิษย์ของเราครูเคท คุณครูสอนภาษาอังกฤษชื่อดัง ที่มาเรียนกับเรา เล่าว่าครูเอาการเจริญสติไปให้ลูกศิษย์ที่ไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษลองทำดู ปรากฏว่าอะไรที่เคยเป็นปม ความเชื่อที่ปิดกั้น ความกลัวต่างๆ หายไป อยู่ดีๆ คนไม่กล้าพูดก็สามารถพูดออกมาได้เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ (แต่ก่อนครูใช้วิธีให้คนวิเคราะห์ปมตนเอง ตอนนี้มาใช้การเจริญสติ ได้ผลกว่าครับ)

ในโลกของจิตวิทยาบวก (Positive Psychology) เราใช้การเริญสติช่วยครับ ส่วนใหญ่ฝรั่งจะพาคุณวิเคราะห์ใจคุณด้วยเครื่องมือของเขา แต่พอมาถึงวิธีการที่จะทำให้คุณภาพจิต สุขภาพจิตคุณดีขึ้น พี่แกพาเจริญสติ ดูลมหายใจ อาณาปาณสติพื้นฐานนี่เลย ผมไปอังกฤษไปเรียนจิตวิทยาบวก ก็เจอจับเจริญสติเช้าบ่าย ... ชัดไหมครับ ผมยังคิดในใจ อืมมม..มาถึงอังกฤษ เสียงตังค์แพงๆ เพื่อจะมาเรียนสิ่งที่ชาวพุทธหาได้ง่ายๆแถววัดไกล้บ้าน

มาถึงตอนนี้จึงขอคุณเลย ขอผมเองด้วยอย่าเผลอสติตามกิเลสตนเองเด็ดขาด ถามตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ หมั่นเจริญสติ (คุณไม่ต้องเป็นพุทธก็ทำได้ครับ มีหลายวิธีมากๆ) ถ้าคุณเจริญสติ คุณมีโอกาสจะใช้ชีวิตอย่างมีศีลธรรม ที่สำคัญขีดความสามารถ ศักยภาพคุณจะสูงขึ้น คุณจะประสบกับความสุข ความสำเร็จที่ยั่งยืนกว่า ไม่งั้นอ่านเจอด้านมือครอบงำ มีลูกมีหลานสอนให้เป็นคนดี มีสติไว้ก่อน เขาจะเติบโตไปมีชีวิตที่ดี มีความสามารถ ได้รับการยอมรับ และความรักในระยะยาวแน่นอนครับ

คุณล่ะ คิดอย่างไร

วันนี้พอเท่านี้ เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Appreciative Inquiry



ความเห็น (0)