ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๓๖ : PLC เทศบาลบ้านวิทย์น้อย ร.ร. เทศบาลบูรพาพิทยาคาร (๒)

อ.ต๋อย
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

อ่านบันทึกที่ ๑ ที่นี่

บันทึกนี้จะเล่าถึงวิธีการสอนของครูคเณศ ดวงเพียราช ซึ่งผมคิดว่า เป็น BP (Best Practice) ที่ครูปฐมวัยน่าจะเอาไปปรับใช้กับบุคลิกของตนเอง จากการสังเกตของผม ไม่ใช่เฉพาะครูที่อยู่ ร.ร.บูรพาพิทยาคาร เท่านั้น ที่มองว่า ครูคเณศ เป็นผู้นำผู้รู้ แต่ครูที่ปฐมวัยในสังกัดเทศบาลมหาสารคามทุกคน รวมทั้งผู้บริหารทุกโรงเรียน ก็ให้การยอมรับท่านทุกคน ... ตรงนี้อาจไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือ ทำไมครูที่ไม่ได้เรียนมาสายปฐมวัย ถึงได้รับการยอมรับ ... หลังจากได้ไปเยี่ยมการสอนด้วยตนเอง ผมก็เข้าใจ และอยากจะนำเอาเทคนิคและวิธีการของท่านมาเล่าต่อครับ ....

ภูเขาไฟระเบิด

การทดลองที่ครูคเณศ เลือกมาให้เด็กๆ เล่นวันนี้คือ "ภูเขาไฟระเบิด" สาระสำคัญของการทดลองนี้ อยู่ที่ "ปฏิกิริยาเคมี" ระหว่าง "กรด" กับ "่ด่าง" ดังนั้นสำหรับเด็กอนุบาลเล็กๆ ถ้าจะให้เข้าใจกระบวนการทางเคมีคงเป็นเรื่องยาก ดังนั้น วัตถุประสงค์ด้านองค์ความรู้ น่าจะหยุดอยู่ตรง "ปฏิริยาเคมี" แต่เน้นเชื่อมโยงสอนให้รู้เรื่องภูเขาไฟและเรื่องไฟใต้พื้นภิภพ (เรื่องโลก) ไปเลย ...

วิธีการทำการทดลองนี้ สืบค้นได้ทางอินเตอร์เน็ตได้ง่าย สรุปได้สั้นๆ เป็น ๕ ขั้นตอน ดังนี้

  • ปั้นดินน้ำมันเป็นรูปภูเขาไฟ ให้มีโถงกลวงตรงแกน มีปล่องตรงกลางถึงปลาย คล้ายๆ ภูเขาไฟ
  • ใช้ช้อนตักเบ้กกิ้งโซดา (Baking Soda) หรือโซเดียมคาร์บอเนตลงไปในภูเขาไฟประมาณ ๒-๓ ช้อนชา .... เบ้กกิ้งโซดาไม่ใช่ผงฟูนะครับ ผงฟูจะมีส่วนผสมจากเบ้กกิ้งโซดา ความเป็นด่างของมัน จะทำ "ปฏิกิริยาเคมี" เกิดเป็นก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ ทำให้ขนมปังฟูน่ากินนั่นเอง
  • หยดน้ำยาล้างจาน เช่น ซันไลน์ (ที่ชอบใช้กัน) เพื่อจะให้เป็นฟองฟู่ดูเหมือนระเบิดออกมา ... แนะนำว่าอย่าใส่เยอะครับ เพราะฟองมากไป ก็ไม่เหมือนลาวาจากภูเขาไฟจริงๆ
  • เทน้ำส้มสายชู ลงใส่ ... ความเป็นกรดของน้ำส้มสายชู จะทำปฏิกิริยากับเบ้กกิ้งโซดา เกิดฟองอากาศทะลักไหลล้นออกมาก

ที่ว่ามานี้ อ่านไปก็คงไม่เข้าใจครับ ลุยเลยจะดีครับ ครูคเณศ พบว่า หากใช้อีโน (คลายกรดลดแน่นเฟ้อ) จะดีกว่า ...

วิธีการสอนของครูคเณศ

๑) ให้เด็กปั้นภูเขาไฟดินน้ำมัน ... ผมตีความว่า นี่คือการเตรียมนักเรียนที่ดีมาก ในมุมมองของทฤษฎีการเรียนรู้ การปั้นเป็นหนึ่งในกิจกรรม ที่ครบถ้วนทั้ง ๓ ฐาน ทั้งฐานกาย (Hand) ฐานคิด (Head) และฐานใจ (Heart) ขึ้นอยู่กับว่าจะเชื่อมโยงอย่างไร นักวิชาการเรียกว่า "design thinking" จุดเด่นของครูคเณศ คือ นำทำกิจกรรมนี้ได้ผล นักเรียนไม่สนุกเกินไป (ผมหมายถึงเล่นเกินไป จนไม่นิ่ง) และไม่เครียดเกินไป (ครูหลายคนใช้ระเบียบ การปราม ห้าม) ...

๒) วาดภาพภูเขาไฟบนกระดานแล้วอธิบายเชื่อมโยงชีวิตและธรรมชาติสู่การทดลอง .... สิ่งที่เป็น Bp คือ "ไม่รีบ" "ไม่เร่ง" "ไม่เกร็ง" "ไม่เกิน" หมายถึง เป็นธรรมชาติ สังเกตได้จากสิ่งที่เด็กๆ พูดออกมา จะไม่เหมือนการท่องจำ แต่พูดออกมาจากความคิดของตนเอง

๓) สร้างแรงบันดาลใจโดยใช้คำถามและการพูดชี้ชวน ... อันนี้ต้องดูคลิปเองครับ



๔) แนะนำอุปกรณ์ ทีละอันๆ โดยเชื่อมโยงชีวิตประจำวันของเด็ก

๕) "พาทำ" ... ตามขั้นตอนที่ได้กล่าวไปแล้ว ... แต่ดูคลิปนี้ จะได้เรียนรู้วิธี "พาทำ" และ "นำให้เรียนรู้" ครับ


๖) ตั้งคำถาม ชี้ชวนให้สังเกต และให้อธิบาย ทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมด ... ตรงนี้สำคัญ และส่วนใหญ่ ยังขาดอยู่มากๆ ครับ

  • เพราะครูส่วนใหญ่ จะพอใจเพียงเมือเด็กตอบสนองด้วยคำตอบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการตอบสั้นๆ (ความจริงคำถามส่วนใหญ่เป็นคำถามนำ ประเภท ไหม? อะไร? มากขึ้นหรือลดลง? มากกว่าหรือน้อยกว่า? ฯลฯ) สิ่งที่เราต้องฝึกให้นักเรียนคือ การอธิบายเหตุการณ์ การเล่าเรื่องอย่างเป็นลำดับขั้นตอน และเป็นเหตุเป็นผล
  • เพราะครูส่วนใหญ่ จะพอใจเพียงแค่เด็กตอบคำถามได้ ความจริงเด็กไม่ได้ฝึกมาก การตอบคำถามนั้นไม่ยาก เราต้องฝึกให้เด็กตั้งคำถาม พวกเขาจะได้ฝึก "คิดเอง" "สงสัย" เป็นการบ่มเพาะความใฝ่รู้

๗) ทบทวนและสะท้อนการเรียนรู้ด้วยการให้วาดภาพระบายสีภูเขาไฟลงในกระดาษ เป็นรายบุคคล

ข้อเรียนรู้จากดูการสอนของครูคเณศ

ยิ่งมาได้เรียนรู้กับครูคเณศ ผมยิ่งเข้าใจมากขึ้นว่า ทำไมระเบียบวิธีวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ ที่นำมาใช้กับการศึกษานั้นไม่ได้ผล ... เพราะ... นี่ไม่ใช่เพียงศาสตร์และศิลป์ แต่มันเป็น "วัฒนธรรม" ประจำคนจริงๆ คือ...

  • ทำตามได้ยาก
  • ทำซ้ำได้ยาก
  • ทำแบบใหม่ๆ ได้ยาก

ดังนั้น การนำเครื่องมือจัดการความรู้ (Knowledge Management) หรือ KM มาใช้ จึง "ใช่" ทางที่ถูกและเหมาะที่สุด



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์



ความเห็น (0)