ความสุขมีอยู่ ๒ อย่างคือ (๑) ความสุขทางกายและ (๒) ความสุขทางใจ ความสุขทั้ง ๒ อย่างนี้หากอยู่ในบุคคลเดียวกัน บุคคลนั้นคงไม่ต้องแสวงหาสิ่งอื่นใดมาเสริมความบกพร่องของตนอีก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เราไม่มีความสุข เพราะถ้ามีความสุขจริง เราจะไม่แสวงหา

เมื่อหลายปีก่อน มีเพลงเกี่ยวกับความสุขอยู่เพลงหนึ่ง โดยขึ้นต้นว่า "งานคือชีวิต ชีวิตคืองาน บันดาลสุข ทำงานให้สนุก เป็นสุขเมื่อทำงาน..." เมื่อค้นเพลงนี้จากยูทูป จะเป็นเนื้อเพลงนี้เริ่มต้นนาทีที่ ๓๐.๑๕ เป็นเพลงในกลุ่มดอกไม้คุณธรรม จากยูทูปนั่นเอง ผู้ใส่ข้อมูลระบุว่า พ.ศ.๒๕๒๙ ซึ่งน่าจะประมาณนั้น เพลงชุดนี้จะได้รับการเปิดช่วงมีการอบรมคุณธรรมจริยธรรม เช่น อบรมสามเณรภาคฤดูร้อน อบรมเยาวชน เป็นต้น การได้ฟังอีกครั้งหนึ่งทำให้รู้สึกมีความสุข และหวนนึกไปถึงอดีตที่เคยใช้ชีวิตกับการทำงานแบบนั้นโดยไม่มีสิ่งตอบแทนใดๆที่เป็นเม็ดเงิน เนื้อหาของเพลงน่าจะมาจากแนวคิดของพุทธทาสภิกขุ และปัญญานันทภิกขุ ผู้พยายามต่อต้านแนวคิดเรื่อง "งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข" แต่ดูเหมือนว่า แนวคิดของพุทธทาสภิกขุ และปัญญานันทภิกขุจะพ่ายแพ้ต่อความคิดเรื่องงานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข

ทำไมเราจึงทำงานไม่เป็นสุข เพราะไม่ได้ทำงานเพื่อความสำเร็จของงาน แต่เราทำงานเพราะมีเงื่อนไขคือเงิน หมายถึง ถ้าไม่มีเงินฉันจะไม่ทำงาน แตกต่างจากการทำงานโดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องเงิน จริงอยู่ ในปัจจุบัน เราอาจให้ความสำคัญกับเงินเป็นตัวหลัก เงินซื้อได้ทุกอย่างแม้แต่ชีวิตคน แต่หลายคนบอกว่า เงินไม่สามารถซื้อความสุขได้ จะเห็นว่า การตีความเรื่องความสุขของแต่ละคนนั้นต่างกัน นาย ก. อาจตีความเพียงว่า การซื้อรถหรูๆมาไว้ที่บ้านคือความสุข ขณะที่นาย ข. ตีความเพียงว่า การอยู่ในขณะที่จิตเป็นสมาธิคือความสุข จึงดูเหมือนว่า ความสุขที่แผ่ปกคลุมโลกนั้นมีชั้นของความสุข สิ่งที่น่าสนใจคือ ความสุขแบบนาย ก.นั้นเป็นความสุขแบบเคลื่อนย้าย หมายถึง มีรถหรูคันที่ ๑ แล้วก็อยากมีคันที่ ๒ อีก แตกต่างจากความสุขของ นาย ข. เมื่อได้ความสุขแล้วก็ไม่อยากได้สิ่งอื่นอีก

ในการทำงานนั้น เราได้ความสุขแบบใด?

เช้านี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการทำงาน งานอะไรก็ได้ที่ทำแล้วมีความสุข หรือว่า เรายอมที่จะจมอยู่กับการหาความสุขไม่ได้จากการทำงาน ถ้าอย่างนั้น ก็ขอให้มีความสุขจากการจมอยู่ในกองทุกข์ทั้งปวง