เวียนนาเป็นเมืองแห่งเสียงดนตรี ในห้องพักของเราก็มีดนตรีคลาสสิกให้เปิดฟังทั้งคืน โบสถ์หลายๆ แห่งในเวียนนามีคอนเสิร์ตฟรีบ้าง จ่ายเงินบ้าง

คืนหนึ่ง เดินไปเจอวัดเล็กๆ ชื่อเซนต์ปีเตอร์ กะเปิดประตูเข้าไปนั่งพักหนีหนาวสักครู่แล้วแล้วค่อยเดินต่อ

ภายในสวยมาก

ที่โต๊ะในโบสถ์มีแผ่นกระดาษบอกว่าจะมีการแสดงคอนเสิร์ตในนี้อีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า

เราจึงถือโอกาสนั่งรอฟังคอนเสิร์ตต่อซะเลย คนเข้ามานั่งจนเต็ม นักดนตรีนั่งเล่นอยู่ระเบียงชั้นบน

.............................................

คืนถัดมา ไปเดินเล่นจัตุรัสสเตฟาน (Stephan Platz) เพื่อชมวิหารเซนต์สเตฟาน (St.Stephan Cathedral : ฝรั่งเรียกโบสถ์ใหญ่ว่า Cathedral ไม่ใช่ Church) สไตล์โกธิคที่มียอดสูงแหลม สัญลักษณ์ของเวียนนา เหมือน นอทเตรอะดามที่ปารีส และเวสมินสเตอร์ที่ลอนดอน ที่ต้องอยู่ในโปรแกรมท่องเที่ยวของทุกทัวร์

หลังคาเป็นกระจกสี สวยงามมาก

ข้างนอกสวย แต่ข้างในไม่สวยนัก ไม่มีกระจกสีเล่าเรื่องราวเหมือนวิหารใหญ่แห่งอื่น

ที่นี่ก็มีคอนเสิร์ต แต่ต้องเสียเงินเข้าไปฟัง เป็นวงใหญ่

......................................

ตอนเย็นเดินผ่านโรงละครแห่งชาติเวียนนา (Vienna State Opera)โรงโอเปร่าแห่งแรกของเวียนนาตั้งแต่สมัยโมซาร์ท อาคารใหญ่โตสวยงามมาก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารเสียหายบูรณะใหม่เพิ่ม “ที่ยืน” จำนวน 567 ที่สำหรับคนไม่มีเงินเข้าไปยืนฟังแบบไม่เสียเงิน…

โรงละครแห่งนี้อาคารใหญ่มาก และสวยงาม เย็นนี้ลมแรง หนาวมากจนฟันกระทบกึกกัก จนไม่อาจเดินไปถ่ายรูปด้านหน้า

.............................................

โบสถ์คาร์ลเคียร์เชอ (Karlskirche) หรือ โบสถ์เซนต์ชาลส์ (St. Charles Cathedral) โดดเด่นอยู่กลางจัตุรัสคาร์ล สูงถึง 72 เมตร เสาคู่หน้าโบสถ์สลักลวยลายเล่าเรื่องนักบุญชาร์ล

จักรพรรดิคาร์ลที่ 6 ทรงให้สร้างขึ้นในปี 1713 อุทิศให้ นักบุญชาร์ล บอโรมิโอ้ (St. Charles Borromeo) ที่ช่วยชาวเวียนนารอดจากการระบาดของกาฬโรคทั่วยุโรปในยุคกลาง

ออกจากสถานีรถไฟ ก็เจอภาพวัดไกลๆ สวยสะดุดตา

กำลังบูรณะภายนอกด้วย สระน้ำทรงกลมหน้าวัดวันนี้ไม่มีน้ำ

ภายในตกแต่งอย่างหรูหรา ไม่ว่าจะเป็นแท่นบูชา ภาพปูนปั้นของเซนต์บอโรมิโอ้ โบสถ์นี้เป็นหนึ่งในหลายโบสถ์ที่เปิดการแสดงเพลงคลาสสิกในโบสถ์

(ภาพบน) เป็นห้องสารภาพบาป

เสียเงินเข้าชมคนละ 5 ยูโร เข้าไปออกจะตกใจเพราะเจอสิ่งก่อสร้างแปลกปลอม ที่ไม่ควรเข้ามาอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิและสวยงาม

มองจากด้านหลังไปยังแท่นบูชา เป็นภาพข้างบนนี้ ขวามือคือโครงเหล็กตั้งลิพท์ ซ้ายมือเป็นโครงเหล็กสำหรับฐานของบันไดขึ้นถึงยอดโดม

ใครนะช่างคิด นำสิ่งประดิษฐ์สมัยใหม่มาทำลายคุณค่าของสิ่งสวยงาม เก่าแก่ เพื่อบริการนักท่องเที่ยว ไม่คุ้มกันเลย

เป็นลิฟท์ขึ้นไปถึงยอด ลิฟท์แก้วเคลื่อนช้าๆ ให้ชมภาพจิตรกรรมที่ผนังโบสถ์ จอดให้เราลงประมาณกลางโบสถ์ ออกเดินบนแผ่นไม้อัดที่ชวนหวาดเสียงเพราะมีเสียงดัง และยวบยาบ

ลิฟท์จอดส่งแค่ช่วงกลาง นักท่องเที่ยวบางคนหยุดแค่ชั้นนี้ แผ่นกระดานบางแผ่นมีเสียงดัง น่ากลัว

จากจุดนี้มีบันไดให้เดินขึ้นถึงยอดโดม หน้าบันไดเขียนว่า “ห้ามเดินขึ้นเกิน 10 คน” ฉันแหงนมองนับว่ามีคนอยู่บนนั้นกี่คนแล้ว กลัวเป็นคนที่ 11 เดี๋ยวพังครืนลงมา อดกลับบ้านพอดี...555...

เกาะราวแน่นๆ เดินช้าๆ พินิจภาพวาดฝาผนังที่งดงามรอบๆ โดม

การได้ขึ้นมาพินิจภาพสวยงามใกล้ชิดก็เป็นบุญตานะคะ แต่ถ้าต้องแลกกับการทำโครงเหล็กยักษ์ ก็ขอเลือกยืนแหงนดูจากข้างล่างดีกว่า

ขึ้นไปจนถึงระดับ 72 เมตรของยอด โอ้...คนมือบอนยอมเสียเงินขึ้นมาขีดเขียนได้ลงคอ จิตใจทำด้วยอะไร.

............................

Tips ปิดท้าย

ชอบดูถังขยะค่ะ สังเกตว่าเขาทิ้งขยะตรงกับช่องที่เขาบอกไว้เป็นส่วนใหญ่ ดีใจที่คนเวียนนาแยกขยะ

ทุกที่ที่ไปเที่ยว เจอสวยสาธารณะ สนามเด็กเล่น การนั่งเล่นในสวน กับนั่งดูเด็กๆ เป็นความสุขอีกแบบ

สาวน้อยสองคนนี้ วิ่งเล่นเก็บอะไรสักอย่างในสระน้ำหน้าโบสถ์คาร์ลที่ไม่มีน้ำ ดูช่างมีความสุข

เราสองคนนั่งมองอยู่ขอบสระอย่างเพลิดเพลิน.

ศุกร์ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๘

โรงแรม Ibis , Innsbruck , Austria