แพรภัทร
ผู้ช่วยศาตราจารย์ แพรภัทร ยอดแก้ว

ตอนที่ 12 ฝึกฌาณสมาบัติกับฤาษีวาสุเทพ


เมื่อเจ้ามัคคีลาพระภิกษุหนุ่ม แล้วลาลับหาย ไปกับสายน้ำ

พระภิกษุหนุ่มได้ทำหน้าที่ของความเป็นพระแก่วิญญาณเจ้ามัคคี พร้อมเก็บอัฐบริขารมุ่งหน้า เดินทางไปทาง อ.เชียงคาน ต่อไป

ท่านเดินลัดเลาะตาม ป่าเขาลำเนาไพร ผ่านต้นไม้น้อยใหญ่ ลำธารน้ำตก

พบเห็นฝูงวัว กระทิงแดง ฝูงลิงแสม งูจงอาง บ่างชะนี เป็นที่น่าจำเริญตาจำเริญใจยิ่งนัก

ในความงามและเสน่ห์ของธรรมชาติในป่าลึก

นอกจากนี้พระหนุ่มยังได้พบฤาษีผู้ปฏิบัติ ฌาณสมาบัติ อยู่ตามหน้าถ้ำหน้าผา หุบเหว

พระหนุ่มมุ่งหน้าเดินขึ้นถ้ำภูควายเงิน อันเป็นที่อยู่ของพญานาคใหญ่และเหล่าฤาษีจำนวน ๕ ตน

ซึ่งกำลัง บำเพ็ญสมณธรรมนั่งสมาธิอย่างเคร่งขรึม

และก็พลันมองไปเห็นฤาษีตนหนึ่ง ดูแล้วอายุประมาณ ๘๐-๙๐ ปี เดินจงกรมอยู่

พระภิกษุหนุ่มจึงเดินทางเข้าไปสนทนากับ ฤาษีตนนั้น และได้คำตอบจากฤาษีว่า

ท่านอายุหลาย ร้อยปีแล้ว และมีนามว่า ฤาษีวาสุเทพ ที่เดินทางมา จากประเทศอินเดียแถบภูเขาหิมาลัย

พระภิกษุหนุ่มก็กำลังสนใจเรื่องภูเขาหิมาลัย หรือ ป่าหิมพานต์ที่เคย ได้ยินเรื่องราวเล่าขานกันมานานแล้ว

การสนทนาธรรมกับฤาษีผู้สูงวัย ได้ความรู้เรื่องการเข้าฌานสมาบัติในอีกแบบหนึ่ง

ซึ่งก็ตรงกับที่หลวงปู่ปาน วัดบางนมโค เคยมาสอนท่านอธิบายว่า

ลังสมาธิเป็นบาทฐาน และต้องอาศัยสมาธิขั้นอุปจารสมาธิ

จิตให้นิ่ง ให้ว่าง ไม่รับรู้อะไรเลย

ทั้งอายตนะภายนอก อายตนะภายใน

-๕ ชั่วโมง

หรือการเข้าสมาบัติระยะสั้น ๆ เพียงครึ่งชั่วโมง

ถ้าเราทำได้ อย่างนี้บ่อย ๆ ทุกวันจะได้รับอานิสงส์

คือเกิดลาภที่เหล่าเทวดาจัดการให้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

เทวดาก็จะไปดลใจให้คนมาหาเรา มาสนับสนุนเรา

แต่อย่าเบื่อนะ เมื่อคนมาหาเราเยอะ ๆ

เพราะจะทำให้ตกนรก ทำให้ผู้หลงติดตกนรกมามาก ต่อมากแล้ว

แต่การฝึกการเข้าเป็นวิชาหนึ่งที่พระภิกษุจะต้อง ศึกษาและฝึกปฏิบัติให้ได้

ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง เวลา เราต้องการต่อสู้กับพยาธิก็จะสามารถนำมาใช้ได้ทันที

ทำให้เราเป็นพระผู้มีคุณวิเศษก็ได้ ไม่ใช่เป็น

พระภิกษุแล้วไม่รู้เรื่องปฏิบัติ เหมือนเรามีน้ำดื่มอยู่ ในกาน้ำเราแล้ว เราจะดื่มเมื่อไรก็ได้

ดังนั้น พระภิกษุต้องรู้เรื่องกรรมฐานรู้เรื่องวิปัสสนากรรมฐานทั้งสองอย่างให้เกิดความชัดเจน

แล้วเราจะปฏิบัติไม่ผิดทางและได้เป็น พระแท้จริงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง

ในการเข้าฌานนั้น พระภิกษุหนุ่มเคยได้ยิน มาจาก หลวงปู่พิมพา โกวิโท และมาได้ยินจากหลวงปู่ปาน วัดปางนมโค

แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะว่าท่านทั้งสองที่กล่าวมานั้นได้ละสังขารไปหมดแล้ว

จึงทำให้ไม่ได้ฝึกอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพียงแต่เคยทดลอง บ้าง นิด ๆ หน่อย ๆ

คราวนี้มาได้ยินจากปากท่านฤาษีวาสุเทพ ผู้มีอายุ ๓๐๐-๕๐๐ ปี

และฤาษีก็ชักชวนให้ ทำอยู่ทุกวัน ที่พำนักอยู่ที่ถ้ำภูควายเงิน

ฤาษีวาสุเทพ สอนว่า ฝึกการเข้าฌานตามหลักการ ๒ ระดับ คือ

. ฝึกโลกียฌาน

. ฝึกโลกุตตรฌาน

ระดับที่ ๑.ฝึกโลกียฌาน

๑.การฝึกขั้นตอนที่หนึ่ง คือ ขั้นโลกียฌาน แต่ถ้า ได้โลกุตตรฌาน ก็สามารถเข้าได้เช่นกัน

ดังในครั้งพุทธกาลมีพระอรหันต์ชอบเข้าฌาน เข้าทีเป็นเดือน เป็นปี

ท่านจึงได้เป็นเอตทัคคะด้านการเข้าฌาน สมาธิโดยการทำจิตและสติความรู้สึกเอาไว้ในอารมณ์เดียวนาน ๆ

จนจิตดับอารมณ์นิวรณ์ธรรม ที่มารบกวนใจให้สงบระงับลงได้อย่างต่อเนื่อง

๒.สามารถกำหนดเข้าฌานได้เป็นเวลานานเท่าไหร่ ก็ได้

โดยอาศัยปีติเป็นอาหารหล่อเลี้ยงจิตและขับถ่ายออกทางรูขุมขนแทน

๓.หากตายในขณะเข้าฌานจะไปเกิดในชั้นพรหมที่ ๑๐ เรียกว่า พรหมรูปฝัก ไร้ความรู้สึกทั้งหลายจาก อายตนะนั้น

แต่ไม่ใช่หลับ และไม่สัปหงก ตลอดอายุขัย อันยาวนาน

เมื่อหมดบุญกุศลก็เลื่อนขั้นลงมาเป็นชั้น ที่ ๙ จึงจะรู้สึกตัว

ประสาทหรืออายตนะภายในและ ภายนอกจึงจะทำงาน

๔.การเข้าฌานจะเข้าท่าไหนก็ได้ เช่น ท่านั่ง ท่านอน ตะแคงก็ได้

๕.การเข้าฌานส่วนมากมักเข้ากันในขั้นจตุตถฌาน เป็นส่วนมากบางทีก็เข้า อรูปฌาน

๖.การเข้าฌาน เป็นกุศลมากนับประมาณมิได้

๗.ต้องได้อภิญญา ๕ หรือ ๖ แต่การเข้าฌานทุกอย่าง ต้องฝึกให้เกิดความชำนาญ และฝึกให้ต่อเนื่อง

คือ การฝึกจิตให้ปล่อยว่าง จนไม่มีอะไรค้างติดอยู่ในจิต เช่น การภาวนาว่า

เกสา ๆ ๆ ๆ โลมา ๆ ๆ ๆ นะขา ๆ ๆ ๆ ทันตา ๆ ๆ ๆ ตะโจ ๆ ๆ ๆ ๆ

หรือ ว่าเป็น ภาษาไทยง่าย คือ

ผม ๆ ๆ ๆ ขน ๆ ๆ ๆ ๆ เล็บ ๆ ๆ ๆ ๆ ฟัน ๆ ๆ ๆ ๆ หนัง ๆ ๆ ๆ

ภาวนาไปเรื่อย ๆ ทีละอย่าง และปล่อยว่าง ให้หมดไปตลอด

จนจิตเข้าถึงอารมณ์เดียว อย่างสงบลึกลงไปเรื่อย ๆ จนตัดอายตนะ ภายในและภายนอก

ไม่เชื่อมต่อกันจึงทำให้จิต เกิดความว่าง สงบระงับจากสื่อต่าง ๆ ที่มาทาง อายตนะ ๑๒

ระดับที่ ๒. ฝึกโลกุตตรฌาน การเข้านิโรธสมาบัติ ๗

๑.เป็นโลกุตตระ ต้องได้ญาณ คือ วิปัสสนาญาณ

๒.ต้องมีฌานเข็มข้น แข็งแกร่ง ละเอียด บ่มสุกงอม หลายภพชาติ

๓.การเข้าเต็มที่แต่ละครั้งก็ ๗ วัน กำหนด ๒ วัน หรือกี่วันก็ได้ แต่ไม่เกิน ๗ วัน (นิโรธ)

๔.เป็นมหากุศลอย่างมหาศาลมากกว่าการเข้า ฌานสมาบัติ อย่างหาประมาณมิได้

๕.การเข้านิโรธ ต้องเป็นพระอริยะเจ้าขั้นอนาคามี ขึ้นไป หรือฝึกเข้าญาณโสดาบันเข้าขั้นและสกิทา คามีเข้าขั้น ฝึกความเข้มข้นจะเต็มที่ จนถึงขั้น อนาคามีและสามารถเข้านิโรธเต็มที่ ๗ วัน

๖.เมื่อถึงเวลาตายหรือละสังขารแล้วเข้าสู่พรหมชั้น สุทธาวาส ตั้งแต่ อวิหาพรหมชั้น ๑๒, อตัปปะชั้น ๑๓, สุทัสสาชั้น ๑๔, สุทัสสีชั้น ๑๕, อกทิฏฐาชั้น ๑๖ ชั้นใดชั้นหนึ่ง แล้วแต่ตามขั้นของญาณ

๗.เมื่อสามารถละกิเลสอันเป็นกามคุณทั้งห้าได้แล้ว เมื่อตายไป หรือละสังขาร หรือนิพพาน จะไม่มา เกิดอีก

เมื่อท่านฤาษีวาสุเทพพูดให้ฟังจบลง ก็เริ่มฝึก เข้าฌานให้พระภิกษุหนุ่มเห็นทันที

ท่านนั่งอย่างสงบ นานถึงสามวัน

เมื่อเป็นเช่นนั้นพระภิกษุหนุ่มก็ฝึกตามบ้างเหมือนกัน และก็สามารถฝึกนั่งได้ดีเป็นที่น่าพอใจ

พระภิกษุหนุ่มก็ปักกลดอยู่ปฏิบัติธรรมที่ถ้ำภูควาย เงินเป็นเวลา ๙ วัน ๙ คืน ในคืนวันที่ ๗ นั้น

ขณะที่เดินจงกรมอยู่เป็นเวลา ตีสอง ก็มีชายคนหนึ่งเดิน เข้ามาหาแล้วถามเป็นภาษาอีสานว่า

“ พระคุณเจ้าชอบหม่องนี้บ่อ ถ้าชอบผมซิถวาย ให้มาอยู่นี้เลย”

(แปล พระคุณเจ้าชอบที่ตรงนี้ไหม ถ้าชอบผมจะถวายให้มาอยู่นี้เลย)

พระภิกษุหนุ่มก็ตอบว่า ชอบแต่ไม่อยู่ เพราะอาตมา ไม่ต้องการอยู่ อาตมามาเพื่อจะไป ไม่ได้มาเพื่อจะอยู่

ชายผู้เฒ่าอายุประมาณ ๗๐-๘๐ กว่าปี ชวนอีกว่าถ้า พระคุณเจ้าอยู่ผมจะช่วยให้ทได้สเร็จ เพราะผม มีสมบัติมาก พระคุณเจ้าตามผมมาซิผมจะพาไปดู

พระภิกษุหนุ่มก็กำหนดในจิตว่าแผ่เมตตาเดินตาม ชายผู้เฒ่าชราภาพไป ลงไปในถ้ำอย่างง่ายดาย

เหมือนเข้าไปในห้องโถงใหญ่กว้างประมาณ ๑๒ เมตร มีห้อง เล็ก ๆ ประมาณ ๓ ห้อง

เฒ่าชราคนนั้นก็ค่อย ๆ เปิด ประตูออกทีละห้องทั้ง ๓ ห้อง แล้วพูดว่า

“พระคุณเจ้าจะกลัวอะไรว่าจะไม่มีคนช่วยโยมยินดี ช่วยทุกอย่างรัตนะทั้งสามห้องนี้โยมจะยกถวาย

พระคุณเจ้าและบริวารของผมก็จะมาช่วยพระคุณเจ้าอีกหลายร้อยคนที่อยู่หมู่บ้านโน้น”

พร้อมกับชี้มือไปพระภิกษุหนุ่มก็มองตามมือของ ผู้เฒ่าที่ชี้ไป เห็นผู้คนทั้งชายและหญิงเป็นจำนวนมาก

ขณะนั้น พระภิกษุหนุ่มกำลังครุ่นคิดอยู่ในใจว่า เราถูกหลอกหรือเปล่า

เสียงชายผู้เฒ่าก็พูดขึ้นว่า “โยมไม่หลอกท่านหรอก”

พระภิกษุหนุ่มพูดขึ้นว่า

“อาตมายังไม่มีความสามารถที่จะรับทรัพย์ของโยมได้หรอก

เพราะทรัพย์เหล่านี้ไม่ใช่ของอาตมา เป็นสมบัติของแผ่นดิน

และทรัพย์เหล่านี้ก็มีเจ้าของผู้คุ้มครองดูแลรักษาอยู่แล้ว

ชายผู้เฒ่าก็ได้กล่าวว่า

“ไม่เป็นไร พรุ่งนี้โยมจะมาหาท่านใหม่ บางทีท่านอาจจะเปลี่ยนใจ แต่โยมชอบท่าน อยากให้ท่านอยู่ที่นี่”

แล้วก็เดินออกจากถ้ำและหายไปอย่างรวดเร็ว

พอรุ่งเช้าประมาณ ๗ โมงเช้า ท่านฤาษีวาสุเทพเดินมา ทักว่าเป็นอย่างไรท่าน

เมื่อคืนมีโยมมาหา ชอบไหม

พระภิกษุหนุ่มตอบอย่างเรียบเฉยว่า ครบวันที่อาตมา จะเดินทางแล้ว

ตามที่ตั้งจิตอธิษฐานในการปักกลดไว้ ตามสัจจะที่ตั้งไว้

ท่านฤาษีอาตมาลาท่านเลยนะ

ฤาษีตอบว่า “ขอให้มีชัยตลอดกาล”

พระภิกษุหนุ่มเมื่อเก็บบริขารเสร็จแล้วก็นั่งแผ่เมตตา ให้เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา ที่ได้ให้อาศัยอยู่บำเพ็ญ สมณธรรม ณ ที่แห่งนี้

พระภิกษุหนุ่มได้เดินทาง มุ่งหน้าไปสู่เขตอำเภอสังคม จังหวัดหนองคายต่อไป


ทำไมถึงต้องมีองค์ภาวนา

เพราะองค์ภาวนามีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อ การปฏิบัติ

อุปมาเหมือนดั่งเรือที่แล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ถ้ามีเฉพาะเรือแต่ไม่มีคนขับ เรือก็ไม่ สามารถที่จะแล่นไปถึงจุดหมายปลายทางได้

สติที่กำหนดองค์ภาวนาก็เปรียบเสมือนคนจับหางเสือ

หรือเหมือนกับรถที่จำเป็นจะต้องมีคนขับที่รู้จักทาง รู้จักวิธีขับรถให้เดินทางไปถึงเส้นชัยให้ได้

แต่ถ้าไม่มีคนขับจับพวงมาลัยที่เข้าใจ ที่เก่ง ก็ไม่สามารถที่จะไปถึงเส้นชัยได้เลย

รถหรือเรือ ก็จะออกนอกเส้น ทางหรือเดินทางไปได้ไม่ไกลก็จะเกิดปัญหาขึ้นภายหลัง

การปฏิบัติที่จะให้ได้ผลดีร้อยเปอร์เซ็นต์นั้น

ผู้ปฏิบัติจะต้องมีวิริยะ มีสติ มีสมาธิ มีความอดทน

และมีปัญญารู้เท่าทันตามความเป็นจริง ที่เรียกว่า รู้อริยสัจ ๔

รู้ตามความเป็นจริงในปัจจุบันอารมณ์นั้น ๆ


หมายเลขบันทึก: 596544เขียนเมื่อ 20 ตุลาคม 2015 23:42 น. ()แก้ไขเมื่อ 20 ตุลาคม 2015 23:42 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลงจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี