การบูรณาการภัยพิบัติสู่โรงเรียน

จะนำประเด็นภัยพิบัติบูรณาการเข้าสู่การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในโรงเรียนได้อย่างไร

ในรอบทศวรรษที่ผ่านประเด็นเกี่ยวกับภัยพิบัติได้รับความสนใจมากในประเทศไทย โดยเฉพาะภายหลังเกิดภัยพิบัติธรรมชาติครั้งสำคัญ เช่น เกิดสึนามิ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2547 มหาอุทกภัยน้ำท่วมประเทศไทยเมื่อปี 2554 และล่าสุดเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ของประเทศไทยที่จังหวัดเชียงราย เมื่อปี 2557 ต่อสถานการณ์ดังกล่าวนี้ โรงเรียนจะนำประเด็นภัยพิบัติบูรณาการเข้าสู่การจัดกิจกรรรมการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนได้อย่างไร ผู้เขียนได้สังเคราะห์และสรุปแนวทางในนำประเด็นภัยพิบัติบูรณาการเข้าสู่การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในโรงเรียน ดังนี้

1. บูรณาแบบสอดแทรก (Infusion) ในวิชาต่างๆ โดยครูผู้สอนสอดแทรกเนื้อหาสาระการเกี่ยวกับภัยพิบัติเข้าไป เช่น ประเทศอังกฤษบูรณาการภัยพิบัติไว้ในวิชาภูมิศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สิงคโปร์บูรณาการไว้ในวิชาสังคมศึกษา พม่าบูรณาการไว้ในวิชาวิทยาศาสตร์ ทักษะชีวิต ภูมิศาสตร์ และภาษาอังกฤษ (Andrew E. Collins, 2009, p. 182; Marqueza L. Reyes, et al., 2011, p. 13) การบูรณาการแบบนี้สามารถทำได้ง่าย และทำได้ทันทีตามสถานการณ์ที่เกิดภัยพิบัติ เพราะอาศัยครูผู้สอนเพียงคนเดียว

2. บูรณาการแบบข้ามกลุ่มสาระ หรือข้ามวิชา (Interdisciplinary) โดยจัดทำหน่วยการเรียนรู้บูรณาการ เช่นที่โรงเรียนบางระกำวิทยศึกษา สร้างหน่วยการเรียนรู้บูรณาการ โดยมีหัวเรื่อง (Them) รับมือน้ำท่วมบางระกำ แล้วบูรณาการสู่ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เช่น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์กำหนดหัวเรื่องย่อย (Sub-Them) คือ ไฟรั่วน้ำเน่าก็เอาอยู่ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงาน อาชีพฯ กำหนดหัวเรื่องย่อย คือ เตรียมเสบียงเมื่อเสี่ยงภัย เป็นต้น จากนั้นทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ร่วมกันจัดวันบูรณาการเรียนรู้ สู้ภัยพิบัติในลักษณะ Walk Rally กิจกรรมดังกล่าวได้สร้างการเรียนรู้แบบองค์รวม ทั้งความรู้ ทักษะ และความตระหนักในการเตรียมความพร้อมรับมือให้กับนักเรียน (โรงเรียนบางระกำวิทยศึกษา, 2556) วิธีนี้จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แบบองค์รวม เกิดความรู้ ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของครู หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่า 2 คนขึ้นไป

3. จัดทำหลักสูตรภัยพิบัติท้องถิ่นในลักษณะรายวิชาเพิ่มเติม หรือหลักสูตรกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่บูรณาการเนื้อหาสาระเกี่ยวกับภัยพิบัติ ซึ่งเหมาะกับโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติมาก เช่น ประเทศอินโดนีเซียพัฒนาหลักสูตรเกี่ยวกับภัยพิบัติในท้องถิ่นให้กับนักเรียนในพื้นที่เสี่ยงภัยได้เรียนรู้แบบเข้ม ทั้งนี้เพราะประเทศได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติหลายประเภท (Marqueza L. Reyes, et al., 2011, p.13) หรือในประเทศไทย ไพฑูรย์ ฤทธิ์กระโทก (2554) ได้พัฒนาหลักสูตรลูกเสือสามัญตามแนวคิดการผจญภัยศึกษาของลอร์ด บาเด็น พาวเวลล์ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและทักษะการอยู่รอดเมื่อเผชิญภัยพิบัติธรรมชาติของนักเรียนประถมศึกษา นอกจากนี้หลักสูตรภัยพิบัติยังเหมาะสำหรับผู้เรียนที่ศึกษาอยู่ในการศึกษานอกระบบ (Non-Formal Education) เพราะมีความยืดหยุ่นในการจัดการเรียนการสอน เช่น หลักสูตรเสริมสร้างมโนธรรมสำนึกเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ สำหรับเยาวชนที่อาศัยอยู่บนเกาะบริเวณอ่าวไทยของชนินทร สุขเจริญ (2553) เป็นต้น การบูรณาการภัยพิบัติวิธีนี้อาจใช้ระยะเวลานาน แต่จะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนมาก

4. บูรณาการไว้ในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ได้แก่ กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ซึ่งความรู้ ทักษะเกี่ยวกับภัยพิบัติเหมาะกับธรรมชาติของกิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาดมาก เพราะมีวิชาเกี่ยวกับการพึ่งตนเอง การช่วยเหลือผู้ประสบภัย และการผจญภัย เป็นต้น หรือกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ชุมนุม ชมรม ฯลฯ เช่น ชมรมจิตอาสาช่วยเหลือผู้ประสบภัย การบูรณาการภัยพิบัติไว้ในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนั้นสามารถทำได้ง่าย ยืดหยุ่น สามารถทำให้เป็นรูปธรรม และต่อเนื่องได้หากบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับภัยพิบัติไว้ในหลักสูตรกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

5. บูรณาการไว้ในกิจกรรมเสริมหลักสูตร เช่น ชุมนุมยุวชนอาสาป้องกันภัยในโรงเรียน หรือโดยอาจจัดโครงการ กิจกรรมสัปดาห์ หรือวันรณรงค์ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เช่น กิจกรรมฝึกซ้อมแผนอพยพน้ำท่วม แผ่นดินไหว ไฟไหม้ ภายในโรงเรียน จัดประกวดวาดภาพ แต่งคำประพันธ์ โต้วาที เรียงความ หนังสั้น เล่นดนตรี เกมการแข่งขันเกี่ยวกับภัยพิบัติ เป็นต้น (Save the Children and UNICEF, 2010, p. 8) วิธีนี้สามารถทำได้ง่าย รวดเร็ว ตามสถานการณ์ที่เกิด แต่หากไม่ทำต่อเนื่องอาจจะส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนได้น้อย

6. จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับภัยพิบัติภายในโรงเรียน หรือภายในห้องเรียน หรือห้องสมุดพร้อมทั้งจัดหาสื่อการเรียนรู้เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติตัวขณะเกิดภัย เช่น ที่ญี่ปุ่นจัดกิจกรรมห้องเรียนแผ่นดินไหว (“O-Ha-Shi-Mo” Room) เป็นการจัดห้องสมุดสำหรับให้นักเรียนเข้ามาศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับภัยแผ่นดินไหว วิธีการนี้จะช่วยให้ผู้เรียนมีแหล่งศึกษา ค้นคว้าเพิ่มขึ้น เพื่อเสริมความรู้ และประสบการณ์ให้กว้างขึ้น

จากแนวทาง หรือรูปแบบในการนำประเด็นภัยพิบัติเข้าไปบูรณาการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในโรงเรียนข้างต้น จะพบว่ามีทั้งวิธีที่สามารถทำได้ง่าย ทำได้ทันที ยืดหยุ่น และวิธีที่อาจมีความยาก และใช้เวลานาน ซึ่งแต่ละวิธีก็ให้ผลคุ้มค่าที่ต่างกัน ดังนั้นโรงเรียนควรพิจารณาวิธีที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง และบริบทของตน


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน จักรกฤษณ์ จันทะคุณ



ความเห็น (0)