703. เรียนรู้ศาสตร์ OD จาก "สามก๊ก" (ตอนที่ 33)

ชีวิตมีอะไรที่เราต้องแสวงหาอย่างไม่จบสิ้น เมื่อวานผมพูดเรื่อง The Flow ที่ผมเชื่อว่าน่าจะอยู่เบื้องหลังความสำเร็จและความล้มเหลวของผู้นำยุคสามก๊ก The Flow ไม่ได้นำเอามาใช้ในการวิคราะห์ผู้นำเท่านั้น แต่ยังเอามาวิคราะห์องค์กรได้อีก เพื่อหาจุดที่จะทำให้เราสร้างความสำเร็จให้องค์กรได้อย่างต่อเนื่องยั่งยืน วันน้ีผมจะพาท่านมาวิเคราะห์เรื่องราวของเตียวหุย วีรบุรุษคนสำคัญของสามก๊ก ที่มีบทบาทเป็นแม่ทัพใหญ่บริหารองค์กร ที่บังเอิญเตียวหุยไปทำพลาด จนเกิดหายนะ ถึงกับถูกฆ่าตายด้วยลูกน้องตนเอง เตียวหุยทำอะไร และบทเรียนจากยุคสามก๊กจะสอนอะไรเราได้บ้าง ก่อนจะเข้าเรื่องขอกลับไปทบทวนเรื่อง Flow ก่อนครับ

Credit: http://play4fun.asia/5tiger/

เรามาดูว่า Flow คืออะไร ผมขออ้างบทความเมื่อวาน ที่ผมเขียนไว้ละเอียดพอสมควรดังนี้

The Flow หรือภาวะลื่นไหล ทฤษฎีนี้เกิดจากการวิจัยของนักจิตวิทยาคนสำคัญของโลกคือชิกเซ๊นมีฮาย ที่ศึกษาคนเป็นหมื่นคน แล้วพบว่าคนจะมีภาวะอารมณ์หลักๆ อยู่สี่อย่าง นั่นคือภาวะชิลล์ๆ พายเรือในอ่าง หรือหลงทาง (Apathy) เบื่อ (Boredom) วิตกกังวล (Anxeity) และสุขแบบลื่นไหล เพลินลืมวันลืมคืน (Flow) สามอารมณ์แรกไม่ดี แต่ตัวหลัง Flow นี่ถือว่าดีมากๆ งานได้ผลคนเป็นสุข สำเร็จด้วย

ผู้คนพบทฤษฎีความสุขนี้เรียกทฤษฎีตนเองว่า “Flow” คนไทยเรียกว่า “ภาวะลื่นไหล” ซึ่งถือว่าเป็นภาวะความสุขที่พึงปราถนาที่มนุษย์ควรมี

เราจะ Flow หรือไม่ก็ต้องขึ้นกับเงื่อนไขสองอย่างคือ เราทำกิจกรรมที่มีความท้าทายสูง ในขณะเดียวกันเราก็ทักษะสูงด้วย ถ้าสองตัวนี้ไม่สมดุลจิตใจเราก็จะตกอยู่ในอีกสามสถานะ ซึ่งไม่ดีเลยนั่นคือ Apathy Anxiety หรือ Boredom

ความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นไปตามกราฟข้างล่างนี้ครับ

มาดูกันในรายละเอียดที่ลึกกว่าเดิม คราวนี้ผมได้ยกตัวอย่างการตีเทนนิส

มาดูกันครับ

A1: Apathy ประมาณว่าพายเรือในอ่าง ลั๊นลากับชีวิต ตรงนี้ประมาณว่างานที่ทำอยู่ไม่ต้องใช้ทักษะมาก ความท้าทายก็ไม่มาก เหมือนคุณหัดเล่นเทนนิสและคุณเอาแต่เดาะบอร์ด ตอนแรกมันก็ดูสมดุลย์มีความสุขดี แต่ทำไปมากๆ ถ้าคุณไม่ลงสนามแข่งซักทีคุณก็จะเหมือนพายเรือในอ่าง ดูจับจดทำอะไรง่ายๆ อยู่แต่ใน Comfort Zone (พื้นที่สบาย) บางที่จากจุดนี้ก็สามารถขยับไป A 2 คือเบื่อชีวิต ได้ไม่ยาก ดูลั๊ลลาแต่ไม่ก้าวหน้าในชีวิตแน่นอน

A2: Boredom เบื่อหน่าย ประมาณว่าได้ทำอะไรที่ไม่มีความท้าทาย แต่ขณะเดียวกันผู้นั้นกลับมีทักษะสูง ถ้าอยู่ตรงนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะเบื่อหน่ายหมดไฟ ประมาณว่าสมมติคุณเล่นเทนนิสเก่งแล้ว แต่วันๆ ได้เล่นกับคู่ที่ไม่ค่อยเก่ง ไม่ท้าทาย สักพักคุณก็ไม่อยากเล่นสนามนั้นอีกต่อไป

A3: Anxiety หรือขั้นวิตกกังวล ตรงนี้เหมือนเล่นเทนนิสใหม่ๆ แต่คุณต้องไปเล่นกับประเภททีมชาติ (ผมก็เคยเผลอไปเล่น) หมดกันครับ ไม่เล่นแล้ว ไม่ไหวประสาทกิน ถ้าเป็นเทนนิส ก็ประมาณว่าเข้าแข่งทัวนาเม๊นต์วิมเบิลดั้นตลอด

A4: Flow (สุขแบบลืมวันลืมคืน) ภาวะนี้นี่เองที่มนุษย์มีความสุข แบบเพลินลืมวันลืมคืน ตรงนี้ทักษะกับความท้าทายสูงทัดเทียมกัน ตรงนี้ถ้าเป็นเทนนิสก็เหมือนคุณพัฒนาฝีมือขึ้น แล้วได้แข่งกับคนที่เก่งพอกัน แต่ก็ไม่ใช่จะล้มเขาง่ายๆ คุณต้องวางแผนต้องฝึกตัว ประมาทไม่ได้ ตรงนี้เลยคุณจะเข้าสู่ Flow ทักษะและความท้าทายมันสูงพอกัน

มาเข้าเรื่องกันเลย ถ้าท่านตามดูสามก๊กมาเรื่อยๆ ท่านจะเห็นตัวละครคนหนึ่งที่เตะตาผมมากๆ นั่นคือเตียวหุย หนึ่งในวีรบุรุษห้าวเป้งแห่งสามก๊ก ผู้เป็นพี่น้องร่วมสาบานกับเล่าปี่ และกวนอู เตียวหุยมีบุคลิกเป็นคนใจร้อน ไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรมอะไรทั้งสิ้น ผมว่าด้วยทัศนคติแบบนี้เองทำให้เตียวหุยกล้าลุย กล้าได้กล้าเสีย กล้าที่จะชนกับทุกอย่างในโลก ทำใ้ห้เตียวหุยเติบโต เก่งกล้าขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนการที่เตียวหุยไม่กลัวใคร นั่นหมายถึงเตียวหุยพาตัวเองเข้าสู่จุด Anxiety อยู่ตลอดเวลา แต่ด้วยจังหวะที่ดี เตียวหุยร่วมรบกับเล่าปี่กวนอูตั้งแต่ทั้งสามเป็นผู้นำกองทหารขนาดเล็ก

เตียวหุยถือเป็นขุนพลผู้กล้าคนหนึ่ง แน่นอนเมื่อเตียวหุยกระโดด ลูกน้องก็กระโดดตาม แต่ถ้ามากไปก็เป็นภัยครับ

เมื่อครั้งที่กวนอูถูกกองทัพของง่อก๊กจับและตัดหัว เล่าปี่คลั่งแค้นมาก ถึงกับสั่งเกณฑ์ทัพเพื่อไปรบกับง่อก๊กให้ได้ เตียวหุยก็แค้นก็เข้ามาจัดหนักด้วยคน นอกเกณฑ์คนแล้ว ยังมีการสั่งให้หาเสื้อขาวมาด้วย ระมาณเป็นเสื้อไว้ทุกข์ เตียวหุยสั่งการให้นายกองหามาให้ได้ เข้าใจภายในระยะเวลาไม่กี่วัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ แถมคาดโทษด้วย ไม่ได้ตาย ลูกน้องก็พยายามหา หาอย่างไรก็ไม่ได้ เรียกว่าลูกน้องของเตียวหุยอยู่ในภาวะ A3 วิตกกังวล นอนไม่หลบ และกลัวตาย เพราะรู้เตียวหุยเอาจริง

และนี่ครับเมื่ออยู่ใน Anxiety แต่ไม่มีทักษะ Skill อะไร มารองรับเลย หายังไงก็หาไม่ได้ จะเย็บเองก็ทำไม่ได้ ตายแน่ๆ ที่สุดลูกน้องเตียวหุยมองหน้ากัน เลยหันมาตกลงกันว่ายังไงตายแน่ อย่างตายเลย มาฆ่าเตียวหุย แล้วหนีไปสวามิภักดิ์ดีกว่า แล้วคืนนั้นเองเตียวหุยก็ถูกลอบฆ่า ตายตกตามกวนอูไป เพราะอะไรครับ ก็เพราะเตียวหุยไปกำหนดเป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้ให้ลูกน้องนั่นเอง ไปเพิ่มความท้าทาย โดยลูกน้องไม่มีทักษะอะไร หรือตัวช่วยอะไรมารองรับเลย ที่สุดจากกังวล ก็กังวลคิดไม่ตกก็มากขึ้นเรื่อยๆ หาทางออกไม่ได้ ที่สุดก็หันกลับมาฆ่าเตียวหุยเสียเอง

ที่สุดยังไม่ทันออกรบเล่าปี่ก็เสียผู้กล้าไป ใครฆ่าครับก็เตียวหุยเองนั่นแหละที่ฆ่าตัวเอง

เรื่องนี้เป็นบทเรียนใหญ่หลวงมาก ขององค์กร การตั้งเป้าหมายใดๆ ที่มากกเกินไปจะกลายเป็นการคุกคาม ที่หากตั้งตัวไม่ทัน โบราณยุคสามก๊กนี่ วีรบุรุษถึงกับตายให้ดูเห็นๆ

ถ้าเป็นองค์กรยุคใหม่ คงไม่ฆ่ากันครับ แต่ได้เห็นคนตั้งเป้าลาออกแน่ๆ เกิดปัญหาที่เรียกว่า Engagement หรือความผูกพันธ์ต่อองค์กรมันหมดไป

ลูกน้องเตียวหุยลุยมาด้วยกัน ผูกพันธ์กันมา แต่ด้วยการตั้งเป้าหมาย ที่สร้างความท้าทายแบบไม่มีเหตุผลของเตียวหุยนั่นเอง ที่ทำให้ลูกน้องไม่ผูกพันธ์ และตีตัวออกห่างทันที

เราจะแก้ปัญหาอย่างไรครับ ในวงการ OD หรือพัฒนาองค์กร เรามีเครื่องมือหนึ่งมาช่วยครับ คือการตั้งเป้าหมายแบบ Scaling Question ซึ่งได้อิทธิพลมาจากแนวคิดของ Solution-focused Brief Therapy (SFBT)

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Solution_focused_bri...)

มันคืออะไรครับ หากเตียวหุยรู้เรื่องนี้รับรองสงครามอาจพลิกผันก็ได้ Scaling คือการเชิญชวนให้คนที่เป็นลูกน้อง ลูกค้า หรือใครก็ได้ ลองกำหนดเป้าหมาย และความก้าวหน้าของตนเองเป็น Scale ครับ คือให้คะแนนกับสิ่งทำอยู่ โดยให้ Scale 1-10 ให้เขาประเมินเอง เช่นอาจอยู่ที่ 5 ก็ได้ จากนั้นลองถามว่าเขาอยากขยับขึ้นไปกี่คะแนน และถ้าจะได้ตามนั้นต้องทำอะไรบ้าง

ตัวอย่างเช่นเมื่อครู่ ผมโทรไปหาลูกศิษย์ที่ทำวิทยานิพนธ์กับผม คือแทนที่ผมจะไปบังคับเขาว่าคุณต้องส่งผมภายในสิ้นเดือนนี้นะ โดยไม่ฟังอะไร ลูกศิษย์ผมอาจรับปาก แต่ก็ทำไม่ได้ ใครจะรู้ว่าระหว่างนี้ เธออาจต้องเผชิญวิกฤติในชีวิตเช่นธุรกิจกำลังตกอยู่ ต้องหาเงินมาจ่ายคนงาน หัวหมุนไปหมด ผมไปกดดันมากๆ นอกจากไม่ได้งาน ผมอาจเสียลูกศิษย์ที่เก่งมากๆไป เพราะเธอไม่มีทางออก เรียกว่าเตียวหุย Model นี่ยังไงก็ไปไม่รอด

ผมเลยใช้เทคนิค Scaling Question ของ SFBT ผมโทรไปหาเธอแล้วถามว่า “เป็นไงบ้าง สบายดีะ งานถึงไหนแล้ว เอ๊าลองประเมินตนเอง ให้คะแนน 1-10 ตอนนี้คุณ อยู่ตรงไหน.” เธอตอบว่า “หนูว่าหนูอยู่ที่ 8 ค่ะอาจารย์ หนูทำบทที่ 4 จบแล้ว เหลือบทที่ 5 นี่หนูไม่รู้จะทำอย่างไร”

นี่ไงผมรู้แล้ว เธอกำลังเจอความท้าทายอะไรอยู่ เธอ Anxiety ตรงไหน และเธอต้องการ Skill อะไร ผมรู้แล้วเธอเขียนบทที่ 5 ไม่เป็น ผมเลยจัดให้ “อ้าวไม่ยาก บทที่ 5 มันก็คือสรปุย่อบทที่ 1-4 ให้อยู่ในสามสี่หน้า” เธอเลยบอกว่า “หนูจะลองทำให้อาจารย์มาดูค่ะ”

“ได้เลย” ผมตอบ แล้วเราก็นัดหมายกันในวันที่ 10 เดือนหน้า และก็จะสอบกันแล้ว เธอก็จะกลายเป็นมหาบัณฑิตคนเก่ง เป็นความภาคภูมิใจของครูและครอบครัว

นี่ไงครับ ถ้าเตียวหุยใช้ Scaling ของ SFBT น่าจะทำให้เตียวหุยเข้าใจ Anxiety และอาจแนะนำ หรือหาความช่วยเหลือ ที่ทำให้คนของตนเอง Flow ได้...แต่เมื่อไม่มี เอาแต่กดดัย ก็ตายทันทีครับ

ตอนนี้ผมใช้เทคนิค Scaling ซึ่งฟรีครับ ไม่มีลิขสิทธิช่วยเหลือคนรอบตัวของผม โดยเฉพาะถ้าเขากลับมาบ่นๆ ดูวิตกกังวล Scaling question จะทำให้เขามองเห็นความท้าทายชัดเจน ตัวเราเองก็จะช่วยค้นหาทักษะ หรือตัวช่วยที่จำเป็น

ที่สุดถ้าเราใช้ Scaling Questions ในจังหวะดีๆ คนของเราจะ Flow อยู่เสมอ สุข และสำเร็จไปเรื่อยๆ

จริงไหมครับ

ยังไงก็ตามข้าน้อยขอคารวะดวงวิญญาณของท่านเตียวหุย ที่แม้ท่านจะสิ้นชีวิตไปนานแล้ว วีรกรรมของท่าน และความผิดพลาดของท่าน กลับกลายเป็นบทเรียน ที่ส่องประทีปให้มนุษยชาติได้เรียนรู้ ได้จดจำเป็นบทเรียนเห็นไปชั่วกัลปาวสาน

วันนี้พอเท่านี้ เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ

ดร.ภิญโญ รัตนาพันธุ์ www.aithailand.org

Reference: เรื่อง Flow http://www.pursuit-of-happiness.org/history-of-hap...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Appreciative Inquiry



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

บทความมีประโยชน์มากครับอาจารย์ ขอบพระคุณจากใจจริงครับ