​“ความยากจน” ที่ผมภูมิใจ

“ความยากจน” ที่ผมภูมิใจ

**********************

หลายๆท่านที่เคยอ่านหรือเคยได้ยินชีวประวัติของผมในทุกที่ ทุกโอกาส จะคุ้นเคยกับคำว่า “ผมเกิดมาในครอบครัวยากจน” ข้าวไม่พอกิน นาไม่พอแบ่งกัน ต้องไปอยู่วัด” ห่างพ่อห่างแม่ ต้องดิ้นรนหาทางรอดด้วยตัวเอง สอนตัวเอง เรียนด้วยตัวเอง และความหวังในชีวิตทั้งหมดก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด เหลือเพียง การ “เรียนหนังสือ” เพียงอย่างเดียว เพื่อหาช่องทางทำงาน หาเงินมาเลี้ยงตัวเองให้รอดเสียก่อน ถ้าบังเอิญมีมากพอ ก็อาจจะกล้าขอให้ใครสักคนมาเป็นคู่ชีวิต และอาจจะเลี้ยงครอบครัวให้รอดได้ (สมัยเด็กๆ ผมกล้าคิดได้เท่านี้จริงๆ)

ในภาวะของความยากจน ผมมีแต่ความจริงใจ แต่ไม่น่าเชื่อ ยังอุตส่าห์มีคนเห็นใจ มาช่วยประคับประคองให้ผมเดินได้ดีกว่าเดิม กล้าคิดถึงและมีเป้าหมายชีวิตที่ดีกว่าเดิม กล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยกล้าแม้แต่จะฝัน จนได้มาทำงานในมหาวิทยาลัยขอนแก่น และมีโอกาสเรียนต่อจนจบปริญญาเอก ที่ผมยอมรับว่า ไม่เคยคิด ไม่เคยฝัน แค่ทำเต็มที่ไปเรื่อยๆ แต่ก็เป็นหนี้บุญคุณผู้ที่ให้กำลังใจสนับสนุนมากมายตลอดทาง ที่ลืมไม่ได้ และต้องตอบแทนด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ที่ผมคิดได้แค่ ตั้งใจทำบุญ สร้างกุศลตอบแทนให้กับผู้มีพระคุณเหล่านั้น

ด้วยกรอบความคิดของการทำบุญ สร้างกุศล ของเด็กที่เกิดมาในครอบครัวยากจน ผมก็ได้พยายามค้นหาสาเหตุ และค้นหาแนวทางแก้ไข “ความยากจน”ในทุกมิติที่พอจะคิดออกและทำได้จริงๆ ทั้งการทำงานวิจัยกับชุมชน กับครอบครัวเกษตรกรยากจน ทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนในทุกระดับ และสุดท้ายได้พยายามเก็บเงินหาซื้อที่นาเพื่อที่จะทำเป็น “นาคนจน” เป็นต้นแบบ โดยทำแบบคนจนจริงๆ ด้วยการสมมติตัวเองว่า ถ้าเป็นชาวนายากจนจริงๆ ไม่มีแรงงาน ไม่มีทุน ไม่มีเครื่องจักรกล ไม่มีรถไถ ไม่มีเมล็ดพันธุ์ ไม่มีเงินซื้อปุ๋ย ไม่มีเงินซื้อยาฆ่าแมลง มีแต่นาเปล่าๆ จะทำนาได้ไหม จะขาดทุนหรือกำไรอย่างไร ใครๆไม่กล้าลอง ผมจะลองทำเอง นี่คือเหตุผลของการทำนาของผมในปัจจุบัน ที่ขนานนามว่า “นาคนจน”

และยิ่งกว่านั้น ผมยังได้พยายาม “ทำนาแบบอยู่กับธรรมชาติ” ไม่ว่าฝนจะแล้ง น้ำจะท่วม ผมก็จะต้องอยู่ให้ได้ ทำนาแบบคนจนที่สามารถเลี้ยงครอบครัวให้ได้ จึงเป็นที่มาของการทำนาแบบ “ข้าวรูระแหง” ข้าวทนแล้ง และ “ข้าวทนน้ำท่วม” ทนโรค ทนแมลง และสามารถงอกได้เองโดยไม่ต้องหว่านซ้ำอีกเลย (ถ้าไม่แล้งจนเกินไป) แบบ “ไม่ไถ ไม่ดำ ไม่หว่าน” ที่ผมพยายามทำจนสำเร็จแล้วระดับหนึ่ง เป็นตัวอย่างได้ เรียนรู้ได้ ว่าทำได้จริง รอดได้จริงๆ

นี่คือผลของ ความภาคภูมิใจในความยากจนของผม ผมจะสมมติตัวเองว่า “จน” ตลอดเวลา แม้แต่อาหาร ก็ ทานข้าวแค่วันละครั้ง เพียงแค่ 1 จานต่อวัน (แค่ช่วยให้ร่างกายดำรงอยู่ได้ ไม่บริโภคด้วยความเมามัน ไม่อวดโอ้) ใช้ของใช้ทุกอย่างแบบ “น้อยที่สุด” (เพื่อจะลองดูซิว่า น้อยที่สุดแค่ไหนที่ยังทำให้ชีวิตรอดได้อย่างมีคุณภาพเท่าเดิม) เสื้อผ้าใช้น้อยที่สุด รักษาสุขภาพด้วยวิธีธรรมชาติมากที่สุด(ใช้ยาน้อยที่สุด) นอนน้อยที่สุด ทำงานมากที่สุดในทุกเรื่องที่ทำได้ และเรียนรู้มากที่สุดในทุกเรื่องที่ทำได้เช่นกัน

ทำเช่นนี้แล้ว ชีวิตของผมใช้ทรัพยากรเพื่อการดำรงชีพน้อยมากๆ มีนิดๆหน่อยๆก็พอเพียง และพบว่า แม้ปัจจุบันผมไม่จนแล้ว แต่การทำตัวเหมือนคนจนนั้นชีวิตเบาสบายมากๆ จริงๆ เพียงแต่ต้องเรียนรู้มากๆหน่อย เท่านั้นเอง ทั้งการใช้ชีวิต การทำนา การทำงานต่างๆ รวมทั้งการทำงานเพื่อสังคม แต่ ยังไงๆ ผมก็ยังภาคภูมิใจ และชอบคิดแบบ “คนจน” ควรจะคิด คือ ทำเท่าที่ทำได้ด้วยตนเอง ไม่หวังพึ่งใคร ใช้ทรัพยากรน้อยๆ ใช้ความรู้มากๆ เรียนให้เร็ว และใช้ทุกปัญหาให้เป็นโอกาส จนกระทั่งแทบจะไม่มีปัญหาเหลืออยู่อีกต่อไป

นี่แหละ คือ ชีวิตจริงๆของผม เกิดมาอย่างยากจน และภาคภูมิใจในความยากจน อยู่และใช้ชีวิตแบบคนจน แม้ปัจจุบันจะไม่จนก็ตาม

5555555555555555555555555555555555

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความรู้เพื่อชีวิต



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

ผมอยู่โกทูโนว์มาหลายปี อาจารย์ทำให้ผมมีแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตและการทำงานเสมอมานะครับ ขอบพระคุณอาจารย์เสมอมาครับ

เขียนเมื่อ 

It is our life -- live it and tell it the way we like.

But we are different and we cherish different values -- we live with differences too.

Cheer and salute for your life ;-)

เขียนเมื่อ 

มีดอกไม้กับแมลงมาฝาก..อยากเป็นชาวนายากจน..แต่รวยๆๆๆจริงๆๆๆๆๆเจ้าค่ะ...5..