ชินกาลมาลีปกรณ์ฉบับคำกลอนเรื่อง...วัดป่าแดงมหาวิหาร(มหาวิหารวัดป่าแดง)....(อาจารย์สุภัชชา พันเลิศพาณิชย์)

๓)วัดป่าแดงมหาวิหาร(มหาวิหารวัดป่าแดง)

อาจารย์สุภัชชา พันเลิศพาณิชย์

มหาวิหารวัดป่าแดงได้มีคำอธิบายไว้ในชินกาลมาลีปกรณ์ว่า “ท่านผูกศัพท์บาลีว่า รตฺตวนมหาวิหาร วัดนี้อยู่เชิงดอยสุเทพ ปัจจุบันร้างแล้ว” [1] วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยใดนั้นไม่ปรากฏ แต่มีปรากฏในตำนานว่า “อยู่ต่อมาไม่นานนักพระราชมารดาทรงประชวร สวรรคต พระเจ้าติโลกราช โปรดให้ทำการถวายพระเพลิงพระศพพระราชมารดา ณ ที่เดียวกันกับพระราชบิดา และโปรดให้สถาปนาที่ถวายพระเพลิงนั้นเป็นอาราม ให้เริ่มลงมือก่อสร้างในปีมะแม ตรีศก ๘๑๓ (พ.ศ.๑๙๙๔) พระมหาวิหารมีด้านกว้างยาวด้านละ ๒๐ วา ทำรั้วเหล็กล้อมรอบเป็นรูปพลถือกุณตาวุธ(หอก) แล้วขนานนามว่า “วัดอโศการาม” หรือเรียกกันอย่างสามัญว่า “วัดป่าแดงหลวง”[2]

ในชินกาลมาลีปกรณ์ได้กล่าวถึงวัดป่าแดงหลวงไว้ว่า

“ได้ยินว่า ในพรรษาต้นพระเถระเหล่านั้น จำพรรษาอยู่ในเรือท่ามกลางมหาสมุทร ต่อมา ในพรรษาที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ได้จำพรรษาอยู่ในอโยชฌปุระเป็นต้น ต่อจากนั้นมาพระมหาเถรทั้งหลายไปเมืองสัชชนาลัย ได้อุปสมบทให้พระพุทธสาครเถรในเมืองนั้น ภายหลังได้มาเมืองสุโขทัยจำพรรษาอยู่ที่นั่น ในพรรษาที่ ๖ เมื่อพระศาสดาปรินิพพานได้ ๑,๙๗๔ ปี ตรงกับปีจอ จุลศักราช ๗๙๒ พระเถระเหล่านั้น มีพระมหาธัมมคัมภีร์เถร พระมหาเมธังกรเถรเป็นหัวหน้า ได้ไปถึงเมืองเชียงใหม่ พักอยู่ในมหาวิหารวัดป่าแดง

ได้ยินว่า ท่านเหล่านั้นอยู่ในมหาวิหารวัดป่าแดงแห่งเดียว องค์ละ ๗ ปีบ้าง ๘ ปีบ้าง พระมหาเถรเหล่านั้นได้ไปนครเขลางค์เมื่อปีชวด จุลศักราช ๗๙๔ (พ.ศ. ๑๙๗๖) มหาอำมาตย์ชื่อ สุร เป็นใหญ่อยู่ใน นครเขลางค์ ถึงกับยอมสละยศและชีวิต(ตำแหน่งและอาชีพ) ของตนอุปถัมภ์บำรุงพระเถระ”[3]

จะขอกล่าวเล่าถึงวัดป่าแดงมหาวิหาร

เขียนแล้วให้สงสารพระพุทธศาสนา

วัดนี้กลายเป็นร้างเนิ่นนานมา

เขียนทั้งน้ำตาขอเล่าความ

วัดนี้สร้างขึ้นสมัยใดไม่ปรากฏ

เลยร้างหมดไม่สนใจไม่ทวงถาม

รู้แต่ว่าเขียนไว้จับใจความ

พระเจ้านามติโลกราชสร้างไว้ให้มารดา

เพื่อพระราชทานเพลิงพระศพ

ให้บรรจบมารดา-บิดาทางศาสนา

ถวายพระเพลิงมารดรและบิดา

ขนานนามว่า “วัดอโศการาม

ชินกาลมาลีปกรณ์เขียนเล่าเอาไว้ว่า

วัดอโศการามหรือวัดใดใคร่ขอถาม

วัดป่าแดงหลวงคนทั่วไปให้นิยาม

ขอเอ่ยนามพระเถระนี้ต่อไป

พระมหาธัมมคัมภีร์เถร พระมหาเมธังกรเถรเป็นหัวหน้า

จำพรรษาอยู่ในเรือมหาสมุทรที่กว้างใหญ่

ต่อมาเดินทางถึงเมืองสัชชนาลัย

แล้วบวชให้พระพุทธสาครเถรบนฝั่งธาร

ต่อมาเดินทางถึงเมืองชื่อเชียงใหม่

แล้วได้จำพรรษาที่แดงมหาวิหาร

อยู่๗ถึง๘ปีวัดเดียวช่างยาวนาน

แล้วพระเถระเหล่านั้นไปเขลางค์นคร

มีมหาอำมาตย์ชื่อ สุร เป็นใหญ่

ยอมสละยศและอาชีพไม่ผัดผ่อน

ทำนุบำรุงดูแลพระเถระอย่างแน่นอน

เพราะศาสนาไม่รุ่มร้อนมีแต่ใจร่มเย็น

เขียนทั้งน้ำตาเรื่องเล่าเศร้าไม่จบ

จากนั้นไม้พบวัดป่าแดงไม่เคยเห็น

ทั้งอยู่เชิงดอยสุเทพ ใช่ยากเย็น

กลับเป็นวัดร้างให้เห็นทั้งน้ำตา



[1] อ้างแล้ว, พระรัตนปัญญาเถระ, ชินกาลมาลีปกรณ์, หน้า๑๒๐.

[2] อ้างแล้ว, สงวน โชติสุขรัตน์, ตำนานเมืองเหนือ. หน้า ๔๗๑ -๔๗๓.

[3] อ้างแล้ว, พระรัตนปัญญาเถระ, ชินกาลมาลีปกรณ์, หน้า ๑๒๐.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องสั้นกระต่ายใต้เงาจันทร์



ความเห็น (0)