การวิจัยเชิงระบบสู่การปฏิรูประบบดูแลโรคมะเร็ง


ข่าว Cancer reform will save 30,000 lives yearly ลงใน นสพ. The Telegraph วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๘ ที่ผมอ่านพบในห้องรับรองสายการบิน United ที่สนามบินฮีธโรว์ ลอนดอน บอกว่าเกิดจากผลงาน ของหน่วยงานใหม่ชื่อ NHS England ที่ผมเพิ่งรู้จักเมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม นี่เอง โดยผู้อำนวยการของ NICE บอกว่าท่านเองยังงงๆ อยู่ว่าหน่วยงานใหม่นี้ดูจะทำหน้าที่คล้าย NICE

พอมาอ่านพบบทความนี้ ผมจึงตีความว่า หากเปรียบเทียบกับองค์กรในเมืองไทย NHS England คือ สวรส. ส่วน NICE คือ HITAP ทั้งสองหน่วยงานในประเทศควรทำงานร่วมมือกัน เพื่อปฏิรูป (revolution) และวิวัฒน์ (evolution) ของระบบสุขภาพ

จะเห็นว่า NICE และ HITAP ทำงานค่อนไปทางวิวัฒน์ระบบ เป็นงานที่ค่อนไปทาง micro และเน้นการตั้งรับ ในขณะที่งานของ NHS England และ สวรส. หนักไปทางวิจัยและพัฒนาระบบ เพื่อปฏิรูประบบหรืองาน macro และงานเชิงรุก ระบบสุขภาพต้องการการทำงานทั้งสองแบบ ที่มี synergy กัน ผมตีความอย่างนี้ ถูกต้องหรือไม่ ก็ไม่ทราบ

เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าไป ก็จะเปิดโอกาสให้มีการคิดระบบใหม่ ที่ก้าวหน้ากว่าเดิมอย่างมากมาย ในลักษณะของการปฏิรูประบบ อย่างที่อังกฤษจะปฏิรูประบบป้องกันและรักษาโรคมะเร็งตามในข่าว

ผมเกิดคำถามกับตัวเองว่า ในประเทศไทยเราจะมีแนวคิดปฏิรูประบบการดูแลโรคเบาหวาน หรือโรคความดันโลหิตสูง หรือไม่ เทคโนโลยีอะไรเป็นตัวขับเคลื่อน

แต่ ตาม ลิ้งค์นี้ NHS England ทำหน้าที่เชื่อมโยงภาคีผู้เกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพ ให้เข้ามาร่วมกัน ทำความเข้าใจระบบสุขภาพ ด้วยข้อมูลหลักฐาน ผมตีความว่า เขาทำหน้าที่ทำให้ระบบสุขภาพมีความโปร่งใส ให้ทุกฝ่ายสามารถเข้าร่วมแสดงบทบาทได้ โดยยึดข้อมูลหลักฐาน (evidence-based) หากคิดเช่นนี้ ประเทศไทย กำลังต้องการกลไกนี้มาก เพราะเวลานี้ระบบสุขภาพไทยหากมองจากข้างนอก เราได้รับการยกย่องมาก แต่ภายในเราทะเลาะกันเละ ค่อนไปทางใส่ร้ายป้ายสีกัน ทำเพื่อส่วนงานหรือพรรคพวกตน หรือเพื่อตนเอง หลายส่วนของสาระที่สื่อออกมาทางโซเลี่ยลมีเดีย หรือสื่อมวลชน ไม่เป็น evidence-based หรือมิฉนั้นก็ บิดเบือนการตีความ



วิจารณ์ พานิช

๒๑ ก.ค. ๕๘


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)