สูตรการเขียนเรียงความ..ด้วย ๓ ก. (๓ - ๕ - ๔)

ผมนั่งนึกอยู่พักหนึ่ง ก็ได้ความคิดว่า..ต้องใช้สูตรพิเศษในการสอนการเขียนเรียงความกับนักเรียน จะลองใช้สูตร... ๓ ก. ที่ประกอบด้วย ..ก.ที่ ๑ เกริ่น / ก.ที่ ๒ กล่าว / ก.ที่ ๓ เก็บ ซึ่งแต่เดิม(นานแล้ว)เคยสอนว่า ให้แบ่งการเขียนออกเป็น ๓ ส่วน คือ คำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป..

ผมมีโอกาส ได้สอนนักเรียนชั้น ป.๖ อย่างเต็มที่ ดูแลในทุกเรื่อง ทั้งในด้านวิชาการ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและลงลึกถึงกิจกรรมเกษตรอินทรีย์ มีงานให้นักเรียนปฏิบัติทุกวัน สอนควบคู่บูรณาการไปกับนักเรียนชั้น ป.๕ สองชั้นควบต่อวัน เป็นเช่นนี้มานับเดือนแล้ว นับตั้งแต่ครูประจำชั้น ป.๖ ย้ายไป.. จึงเริ่มที่จะชินแล้ว

วันนี้รู้สึกอึ้ง เมื่อเห็นแบบทดสอบคัดกรองการอ่านของ สพฐ. ที่เขตพื้นที่ให้โรงเรียนเป็นผู้สอบเอง ภายในสัปดาห์นี้ ข้อทดสอบที่มีทั้งการอ่านการเขียน ชั้น ป.๕ - ๖ ครั้งนี้ ค่อนข้างที่จะยากและสลับซับซ้อนกว่าครั้งที่ผ่านมา.. การอ่าน..จะเป็นแบบตัวเลือก คือ อ่านแล้ว ตอบคำถาม ซึ่งเรียกว่า การอ่านเอาเรื่อง..

ส่วนการเขียน ไม่มีการเขียนตามคำบอก ตามที่เคยปฏิบัติกันอยู่ แต่ให้นักเรียนชั้น ป.๕ เขียนเรื่องจากภาพ ก็ดูไม่หนักหนาสาหัส แต่ ป.๖ ผมว่าจะยากสักหน่อย เพราะเขาให้เขียนเป็น...เรียงความ..ซึ่งผมไม่เคนได้ฝึกประสบการณ์นักเรียนรุ่นนี้เลย

โดยทั่วไป..ผมจะบูรณาการการเรียนรู้ด้านการเขียน กับนักเรียนชั้น ป.๕ - ๖ เป็นประจำ ไปเรียนแหล่งเรียนรู้ใด ก็จะให้เขียนเรื่องนั้น ในเชิงบรรยาย บางครั้งก็ให้นักเรียนเขียนเชื่อมโยงปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปด้วย เพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับ สามห่วงสองเงื่อนไข

การเขียนที่นักเรียนของผมถนัดมาก คือ เขียนเล่าเรื่องจากประสบการณ์ เขียนเรื่องจากจินตนาการ และเขียนเรื่องเพื่อไปต่อยอดเป็นหนังสือเล่มเล็ก ตลอดจนการเขียนเรื่องจากภาพและเขียนบันทึกประจำวัน ที่เป็นทักษะง่ายๆ ที่นักเรียนชอบ และผมก็คิดว่าสอนง่ายด้วย เพียงบอกนักเรียนว่า..เห็นสิ่งใดก็เขียนบอกมา หรือ คิดอย่างไร ก็เขียนให้ตรงกับความคิด สื่อด้วยภาษาง่ายๆ ไม่ต้องกลัวเขียนผิด คิดว่าเรา..ได้พูดออกมา แต่เป็นการพูดที่ไม่ออกเสียง..ซึ่งต้องใช้ปากกาบอกเล่าเรื่อง

วันนี้..นักเรียนชั้น ป.๖ ต้องเตรียมตัวสู่สนามเรียงความ..ผมคิดหนัก..ว่าจะเริ่มต้นฝึกนักเรียนอย่างไร ซึ่งนักเรียนจะต้องรู้จัก..การตั้งชื่อเรื่อง และเขียนไม่น้อยกว่า ๑๒ บรรทัด ตามเกณฑ์ที่เขาให้มา

ผมนั่งนึกอยู่พักหนึ่ง ก็ได้ความคิดว่า..ต้องใช้สูตรพิเศษในการสอนการเขียนเรียงความกับนักเรียน จะลองใช้สูตร... ๓ ก. ที่ประกอบด้วย ..ก.ที่ ๑ เกริ่น / ก.ที่ ๒ กล่าว / ก.ที่ ๓ เก็บ ซึ่งแต่เดิม(นานแล้ว)เคยสอนว่า ให้แบ่งการเขียนออกเป็น ๓ ส่วน คือ คำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป...เท่าที่เห็นมา ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

จริงๆ เกริ่น ก็คือ คำนำ นั่นเอง ส่วน กล่าว ก็คือ เนื้อเรื่อง และ เก็บ ก็คือบทสรุป วันนี้เมื่อบอกสูตรไปแล้ว ผมก็เลยต้องสาธิตให้นักเรียนเห็นตัวอย่างเรียงความว่า ๓ ก. เป็นอย่างไร อะไรที่เรียกว่า เกริ่น กล่าว และเก็บ

บอกนักเรียนว่า เกริ่น ก็คือการพูดหรือเขียนที่ยังไม่เข้าสู่เนื้อเรื่อง ยังไม่เข้าประเด็น พูดอ้อมๆ หรือเขียนแบบที่ยังไม่ตรงหัวข้อนัก พูดอะไรก็ได้ เช่น จะเขียนเรื่อง แมว..ก็ให้พูดเกริ่นถึงสัตว์เลี้ยงที่อยู่ในบ้าน เป็นต้น

ส่วน..กล่าว ก็คือการเขียนเข้าประเด็น ที่ตรงกับชื่อเรื่อง เช่น เขียนเรื่อง.. แมว ก็บอกไปเลยว่า แมว มีลักษณะรูปร่างอย่างไร นักเรียนมีประสบการณ์ในการเลี้ยงอย่างไร ...ในส่วนของ เก็บ ก็คือ การเขียนจะจบลงแล้ว โดยต้องเก็บประเด็นสั้นๆมาเขียนสรุปว่า แมว ..มีคุณค่าอย่างไร นักเรียนมีความรู้สึกอย่างไรที่ได้เลี้ยงแมว ..อาจจบลงด้วยคุณธรรมหรือคติสอนใจก็ได้ อาทิ ความเมตตา กรุณา ต่อสัตว์เลี้ยง การไม่รังแกสัตว์ เป็นต้น

การฝึกเขียนเรียงความ ในครั้งแรกๆ จะให้นักเรียนเขียนด้วยความยาว ๑๒ บรรทัด ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ครูก็ต้องบอหให้นักเรียนมีความพยายาม และบอกเป็นสูตรให้นักเรียนเตือนความจำเอาไว้ว่า ๓ ๕ ๔ เป็นอย่างน้อย มิฉะนั้น..กรรมการจะหักคะแนน

เกริ่น (๓) กล่าว (๕) และเก็บ (๔) เท่านี้เอง...เชื่อว่า ฝึกนักเรียนบ่อยๆ และให้นักเรียนจำสูตรการเขียนให้ขึ้นใจ ต่อไปนักเรียนอาจไม่ต้องใช้สูตร จะเขียนได้เองโดยอัตโนมัติ..

ชยันต์ เพชรศรีจันทร์

๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๘


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า....จากโรงเรียนเล็ก



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

อย่าลืม " เขียนหนังสือเล่มเล็ก " ส่งไปก่อนสิ้นเดือนนี้นะจ๊ะ

อ้อ..ตุลานี้ ขอให้ท่านและคณะ เดินทางไปเมืองสามอ่าว

ราว ๆ วันที่ 23 ตุลา ได้ไหมจ๊ะ มีทริป พิเศษ

"ในอ้อมกอดดาว ขุนเขา และลำธาร ณ บางสะพานน้อย"

ไว้ต้อนรับ มิตรรักแฟนเพลงจ้าาา


เขียนเมื่อ 

เกริ่น (๓) กล่าว (๕) และเก็บ (๔) เท่านี้เอง....ครับอาจารย์ ผมจะจําไว้ใช้ในการเขียน

สุดยอดเลยค่ ผอ. ขอชื่นชม จะมี ผอ. อย่างนี้สักกี่คนนะ