ศาสนสถานทางพุทธศาสนา

"พี่หนาน"
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

ศาสนสถานทางพุทธศาสนา

...

สามารถเรียกชื่อพุทธศาสนสถานได้หลายประการ แต่สังคมไทยส่วนใหญ่ เรียกกันว่า “วัด” นอกจากวัดแล้วยังอนุโลมเรียกชื่ออื่น ได้อีก คือ....อาวาส ....อาราม ....วิหาร

  • วัด........เป็นสถานที่พักของพระภิกษุ สามเณร เป็นสถานที่บำเพ็ญกิจกรรมทางพุทธศาสนา เป็นที่ตั้งอาคาร เสนาสนะ ของวัดอันประกอบด้วย พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์ ยังอนุโลม เมรุ(เมน)สำหรับเผาศพ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของวัดในปัจจุบัน...
  • อาราม......หมายถึงสถานที่อันร่มรื่น สงบเย็น เป็นสวนป่า มีเสียงนกเสียงร้องของสัตว์ให้ได้ยิน เช่น วัดป่า หรือสำนักสงฆ์ เป็นสถานที่เหมาะสมแก่การปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิกัมมัฏฐานอย่างมาก ...ในพระไตรปิฎก วนโรปสูตร ที่กล่าวถึงว่า “ชนเหล่าใดสร้างอาราม (สวนไม้ดอกไม้ผล)...ชนเหล่านั้นย่อมมีบุญ เจริญในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน...”
  • อาวาส........นอกจากหมายถึง วัดแล้ว ยังหมายถึง ที่อยู่ ที่อาศัยดังตัวอย่างต่อไปนี้... -พุทธาวาส ที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ในวัดเรียกว่า “เขตพุทธาวาส” สถานที่ที่พระพุทธเจ้าประทับในวัดก็คือ พระอุโบสถ พระวิหาร เป็นสำคัญ -สังฆาวาส สถานที่ที่พระสงฆ์อยู่หรืออาศัย โดยกำหนดเขตแยกออกมาจากพุทธาวาส ในวัดก็คือ กุฏิ ศาลาการเปรียญ พระรูปที่ดูแลรักษาวัดเรียกว่า “เจ้าอาวาส” คือผู้ที่อยู่ประจำอาวาส หรือเจ้าผู้ครองอาวาส เป็นใหญ่ภายใน อาวาสนั้นๆ ทางภาคเหนือเรียกกันว่า “ตุ๊หลวง” “ตุ๊” หมายถึง พระ เรียกกันตามวัยตามความเหมาะสม เช่น ตุ๊ลุง(หลวงลุง) ตุ๊อาว(หลวงน้า) ตุ๊ปี่(หลวงพี่) ส่วนคำว่า “หลวง” หมายถึงผู้เป็นใหญ่ ผู้มีร่างกายโตใหญ่ สิ่งของที่มีความใหญ่โต ก็ได้ ในที่นี้หมายถึง “เจ้าอาวาส” ครับ
  • วิหาร.......หมายถึง สถานที่อันสงบร่มเย็น เหมาะแก่การเป็นวัด ในพระไตรปิฎกก็กล่าวแสดงไว้เหมือนกัน ให้ความหมายว่า เป็น “นิเวศน์” “เป็นเครื่องอยู่” “เป็นสถานที่รื่นรมย์” เป็นที่ ”ป้องกันหนาวร้อนและเนื้อร้าย(น่าจะหมายถึงเสือ)..ป้องกันงูและยุง ฝน..ป้องกันลมฝนและแดดกล้า” ตามคำพิจารณาปัจจเวกขณ์ ข้อที่ว่าด้วยเสนาสนะ...

วัดมีนัยยะด้านอื่นอีก คือ เป็นสถานที่ยกระดับจิตใจ คือยกจิตให้พ้นจากความหยาบกระด้าง นำสู่คุณงามความดี เป็นเขตปลอดอบายมุข เป็นเขตอภัยทาน (ห้ามฆ่าสัตว์)...

“วัด”เมื่อครั้งอดีต ศาสตราจารย์ ดร. จุมพล สวัสดิยากร(ราชบัณฑิต)อาจารย์ของ “พี่หนาน” เคยเล่าให้ฟังเมื่อครั้งเรียนวิชาของท่านในลักษณะว่า...

“แต่เดิมเรียกวัดกันว่า “วัดวา” สาเหตุที่เรียกกันว่า “วัดวา” นั้น เพราะชนชาติไทยแต่เดิมนั้น มีการอพยเคลื่อนย้ายสถานที่กันบ่อย จากทางเหนือลงมาทางใต้ (เช่นชุมชนบ้านของพี่หนานและบ้านแฟน(น้ำลอก)ในปัจจุบันหากบอกใครเขาว่าเป็นคนอุตรดิตถ์มักจะไม่ค่อยมีคนเชื่อ เพราะเขาเห็นว่าอุตรดิตถ์ไม่น่าจะพูด “กำเมือง” เหมือนดั่งแถวเชียงรายเชียงใหม่ รกรากบรรพบุรุษอพยพโยกย้ายมาจากแพร่และกลุ่มน้ำลอกอพยพมาจากโยนกเชียงแสนจ.เชียงราย) มาหาสถานที่ตั้งรกราก ทำมาหากินในที่ ๆ อุดมสมบูรณ์ และในขบวนที่อพยพลงมาด้วยนั้น ก็จะมีพระภิกษุสงฆ์เดินทางร่วมมาด้วย เมื่อถึงที่เหมาะสมที่จะหยุดพักค้างคืน ก็จะพากันกำหนดเขตให้พระสงฆ์พักอาศัย โดยการวัดวา(วัดแขน)กับไม้หรือเชือกเสร็จแล้วนำไปวัดพื้นที่บอกเขตให้ผู้ร่วมขบวนทราบว่า “เขตสงฆ์” กว้างกี่วา ยาวกี่วา ห้ามพวกเราชาวบ้านเข้าเขตของสงฆ์ในเวลาวิกาล” จึงเป็นที่มาของคำว่า “วัดวาอาราม” จนได้มีการเรียกขานและใช้ติดปากกันมาจนถึงปัจจุบัน...

อารามในที่นี้จึง หมายถึง สวนที่บอกลักษณะว่า เป็นได้ทั้งสวนดอกไม้ และสวนผลไม้ชนิดต่าง ๆ รวมกัน ให้ทั้งความสวยงาม และอิ่มท้อง...ผู้ที่ทำหรือสร้างอารามก็จะได้บุญตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน แต่ไม่ใช่มีแต่สร้างอารามอย่างเดียวนะ มีอย่างอื่นด้วยลองไปอ่านกัน...

อาราม ในปัจจุบันหมายถึง “วัดราษฎร์” วัดที่ชาวบ้านช่วยกันสร้างเพื่อเป็นสถานที่บำเพ็ญบุญทำกิจกรรมทางพุทธศาสนาด้วย...

อีกนัยยะหนึ่ง หมายถึง “วัดหลวง” เป็นวัดที่พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้างถวาย เรียกกันว่า “พระอารามหลวง” ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตเมืองที่เจริญ หรือตามหัวเมืองใหญ่ ๆ ...

“วิหาร” ครั้งพุทธกาลใช้ต่อท้ายชื่อวัด เช่น เวฬุวันวิหาร เชตะวันวิหาร การถวายวิหาร พระเจ้าพิมพิสารใช้น้ำกรวดใส่มือพระพุทธเจ้า ในซีรี่ย์ภาพยนตร์พระพุทธเจ้าฯ ตามลิงก์ด้านล่าง(ท้ายสุด) ผู้แปลใช้คำว่า “อุทยาน” นั่นก็บ่งบอกหรือแสดงให้เห็นถึงความสงบ ร่มรื่น หรือรื่นรมย์ใจ เมื่อได้อยู่อาศัย ตรงกับคำว่า “นิเวศน์” เบื้องต้นนั้น...

เมืองไทยนิยมใช้คำนี้เฉพาะกับ สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่มีรูปทรงคล้ายพระอุโบสถ แถวภาคเหนือมีจำนวนมาก พระวิหาร ไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา (ไม่มีก้อนหินหรือลูกนิมิตที่แสดงเขตรอบๆ เหมือนอุโบสถ) ไม่สามารถใช้เป็นสถานที่ทำสังฆกรรมบวชลูกหลาน หรือ ลงอุโบสถสวดปาติโมกข์ ทำสังฆกรรมที่มีการขอญัตติได้...

เมื่อสรุปโดยรวมแล้วเมื่อกล่าวถึงศาสนสถาน ชื่อดังกล่าวที่ยกมา ทั้ง “วัด” “อาราม” “อาวาส” “วิหาร” ก็ล้วนแล้วแต่บ่งบอก หรือแสดงถึงความเป็น “พุทธศาสนสถาน” ด้วยกันทั้งนั้นครับ

.......................

“พี่หนาน”

19/8/2558

....................................................................

ขอบคุณเซ็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับศาสนสถานทุกแห่งต่อไปนี้มากครับ...

วัดแรกของพุทธศาสนาที่ถวายโดยพระเจ้าพิมพิสาร (เลื่อนดูตอนท้ายสุดเลยครับ)...

วัดแห่งแรกของไทย...https://www.youtube.com/watch?v=680MHsh7Dio

ข้อความเกี่ยวกับวัดไทย...

http://guru.sanook.com/2153/

สถานการณ์วัดไทยในปัจจุบัน...

http://thaipublica.org/2013/12/monastery-instituti...

.......................................................................................................................................

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Phraputtha



ความเห็น (0)