จากครูสู่กระบวนกรด้วยหัวใจ

ขอบพระคุณทีมงานชุมชนกระบวนกรมจธ.นำโดยคุณครูแก้วและอ.เอกที่เปิดโอกาสให้ผมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จนเกิดแรงบันดาลใจจากกระบวนมืออาชีพคือ คุณบุญเลิศ คณาธนสาร นักเขียนคอลัมน์ "LIFE IS LEARNING" นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์ ผู้มีประสบการณ์เด็กหลังห้องแต่เรียนเป็นที่หนึ่งจบมีความคิดเชิงระบบด้วยอาชีพวิศวกร ครูจิตอาสารร.ดรุณสิกขาลัย (ริเริ่มกระบวนการเรียนรู้ ณ รร.ทางเลือก ครู 1 ท่านต่อนักเรียน 2-4 คน) จนถึงกระบวนกร วิทยากร ที่ปรึกษา ด้วยนามแผง "นายเรียนรู้"

ประเด็นที่ผมได้รับในชุมชนกระบวนกรมจธ. คือ "บทบาทของกระบวนกรคือ ผู้ชี้แนะและออกแบบกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงของผู้เรียน"

กระบวนกรที่ดีควรฝึกฝนทักษะการฟังที่ดี ทักษะการตั้งคำถามที่ดี ทักษะการโค้ช/ที่ปรึกษาได้ดี และทักษะการสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองและผู้อื่่นอย่างดี

ในวงสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้มีคำถามมากมาย ที่คุณบุญเลิศชักชวนให้เกิดโจทย์และกระบวนการคิดได้อย่างเป็นระบบ และมองบวกในการคิดต่อยอดการเรียนรู้ได้น่าประทับใจมากครับ

ผมขอสรุปเคล็ดลับตามโจทย์ท่ี่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เช่น

  • การตั้งคำถามเพื่อชักชวนผู้เรียนให้ร่วมเรียนรู้แบบลงมือทดลองทำและระดมความคิดเชิงวิเคราะห์ไปด้วยกัน โดยไม่มุ่งเน้นตอบคำถามทันที แต่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนขบคิดและต่อยอดการเรียนรู้แบบฝึกแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ชีวิตจริง
  • กระบวนกรออกแบบกระบวนการเรียนรู้เพื่อเน้นการเปลี่ยนแปลงภายในของผู้เรียนทุกช่วงวัย ทุกสาขาอาชีพ ท้าทายการเปลี่ยนแปลงความคิดในเวลาอันสั้นหรือในช่วงที่ต้องฝึกรอคอย เข้าใจการเติบโตทางความคิดอย่างช้าๆ แล้วตัดสินใจด้วยตนเอง
  • ผู้เรียนที่คาดหวังคำตอบ และ/หรือคะแนนจากคำตอบใดๆของครู/อาจารย์ย่อมขาด "มุมมองที่หลากหลายหรือ Matrix Thinking ที่เรียงร้อยคำตอบในหลากๆมิติและประเด็น" เช่น มุมมองของกระบวนกรจะเป็นทางเลือกหนึ่งนอกเหนือจากมุมมองที่มากกว่า 1 คำตอบของผู้เรียนหรือไม่ อย่างไร ในสถานการณ์ที่ต่างกัน
  • แม้ว่าผู้เรียนจะบ่นที่มิได้คำตอบทันที กระบวนกรควรแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้ผู้เรียนคิดเชิงมิติสัมพันธ์ วิจารณ์ และมีสมาธิให้กระบวนกรเข้าใจธรรมชาติของผู้เรียนอย่างอิสระและสร้างกระบวนการเรียนรู้สลับการพักผ่อน มิได้วางกรอบสมรรถนะเฉกเช่นการเป็นวิทยากร
  • การแบ่งกลุ่มเพื่อติดตามกระบวนการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงระหว่างผู้เรียนที่ตื่นรู้กับที่เพิกเฉย ก็จุดประกายให้ผู้เรียนทบทวนข้อผิดพลาดและตัดสินใจปรับปรุงความรู้ความเข้าใจด้วยตัวเอง
  • ผู้เรียนอาจไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ด้วยวิธีการที่หลากหลายทำให้มองเห็นแค่เส้นทางการค้นหาคำตอบเพียงเส้นทางเดียว...กระบวนกรควรจัดสถานการณ์ที่คุ้นเคยและรอบตัวให้ผู้เรียนได้สังเกต "ความหลากหลายของคำตอบที่เป็นไปได้" บางครั้งการฟังคำตอบเด็กเล็กก็ชวนให้ผู้ใหญ่ประหลาดใจไม่น้อยทีเดียว
  • ระบบการศึกษาที่มุ่งแต่วัตถุนิยม (เกรดหรือคะแนน) มิได้ชักชวนให้เกิดกระบวนการคิดแบบวิจารณ์ แบบให้เห็นภาพการเขียน/การวาดบนกระดาน/กระดาษ และแบบสร้างสรรค์ความคิดแปลกใหม้
  • การลดช่องว่างระหว่างผู้ให้กับผู้รับความรู้ความเข้าใจ ถือเป็นการคิดที่ตกผลึกแบบ "เปิดใจให้เรียนรูัไปพร้อมๆกันด้วยความสนุกและความสุขในการแก้ไขปัญหาได้จริง"
  • โจทย์ที่กระตุ้นการเรียนรู้แบบมองเห็นแผนที่ความคิดจนถึงแผนที่กลยุทธ์ เช่น ทำอย่างไรที่จะเปิดใจรับรู้ว่า "คำตอบมิได้มีจุดจบเดียว" "อะไรบ้างที่เรียนรู้ไปแล้ว" "มีมุมมองใดที่เราอยากชักชวนให้เขาได้เดินเก็บเกี่ยวประสบการณ์ดีๆเช่นเดียวกับเรา"
  • เป้าหมายสูงสุดของกระบวนกร คือ "การได้มองเห็นความงดงามตามบริบทของการพัฒนาจิตวิญญาณทั้งผู้เรียนและผู้ให้" เกิดแผนที่ความคิดที่ต่อยอดประสานซึ่งกันและกันผ่านคุณค่า ศรัทธา แรงบันดาลใจ ความเชื่อ และหัวใจความเป็นมนุษย์

ท้ายสุดผมรู้สึกภาคภูมิใจในการปรับบรรยากาศการสอบปากเปล่าในนศ.กิจกรรมบำบัดชั้นปีที่สาม จำนวน 6 ท่านหลังผ่านการฝึกปฏิบัติงานทางคลินิกต่างจังหวัดหลายสัปดาห์...สู่บรรยาการการเกิดกระบวนการเรียนรู้ โดยบอกนศ.ว่า "คะแนนที่ให้นั้นสะท้อนเพียงมุมเล็กๆ ที่ทุกคนมีความตั้งใจดีและผลลัพธ์ก็ผ่านทุกตน...แต่พลังการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในแต่ละกรณีศึกษา (คนไข้/ผู้รับบริการคือกระบวนกรที่ดีเยี่ยม) นั้นสะท้อนมุมชีวิตของผู้เรียนได้อย่างมหาศาล"

ผม "เปิดใจ" โดยยกหัวโขนความเป็นอาจารย์ออกไป เหลือเพียงบทบาท "ผู้เรียนรู้ร่วมกับนศ.ไปพร้อมๆกันทั้ง 6 กรณีศึกษา"

ทำให้ผมเห็น "พัฒนาการทางความคิดที่ยังแยกส่วนที่อาจมาจากการเรียนรู้แบบแยกส่วนในหลักสูตร" ดังเช่น เคสสุขภาพจิตได้รับการประเมินและการให้เหตุผลทางคลินิกในกระบวนการออกแบบสื่อทางกิจกรรมบำบัดที่ดูแตกต่างจากเคสสุขภาพกาย ซึ่งๆพอผมได้ยกตัวอย่างพร้อมตั้งคำถามให้นศ.ได้คิดและลองแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ ก็ทำให้หลายๆประเด็นจุดประกายให้นศ.มีแววตาที่เข้าใจและร้อง "อ๋อ" พร้อมกับพยักหน้าอย่างดีใจและมั่นใจในการมอง "ภาพรวมทั้งกาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ" ของกรณีศึกษาแบบบูรณาการ มิใช่ประเมินทุกองค์ประกอบแยกส่วนของร่างกายจนลืมบทบาทการพัฒนาทักษะชีวิตภายใต้การใช้ตัวเองบำบัด การสร้างสัมพันธภาพเชิงบำบัด การวิเคราะห์กิจกรรมการดำเนินชีวิต การดัดแปรสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับสื่อบำบัดอื่นๆ และการสร้างกระบวนการเรียนรู้สู่สุขภาวะ

ความคิดสร้างสรรค์ที่ชวนให้ผมเกิดโจทย์ต่อยอดให้พัฒนาการบริหารจัดการหลักสูตรมากขึ้น เช่น

  • ผู้รับบริการที่มีความบกพร้องทางกาย จิตสังคม และการเรียนรู้ ล้วนต้องการให้นักกิจกรรมบำบัดประเมิน "ความต้องการในการพัฒนาความสามารถที่เป็นรูปธรรม" เช่น ทักษะการใช้มือในบทบาทชีวิตมากกว่าทักษะการเคลื่อนไหวข้อต่อ-กล้ามเนื้อมือ ทักษะการใส่และการถอดเสื้อผ้าในระดับการรับรู้ที่จำเป็นต้องมีการดัดแปรอุปกรณ์ช่วยติดกระดุมตรงปลายแขนเสื้อเพื่อเตือนการปล่อยเสื้อหลุดจากแขน การพิจารณาอุปกรณ์ดามลดอาการเกร็งในระยะยาวมากกว่าการจัดท่าลงน้ำหนักในช่วงสั้นๆ การออกแบบกระบวนการเรียนรู้เพื่อป้องกันภาวะคุกคามทางเพศวิถีในบุคคลปัญญาอ่อนและอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว การตรวจสอบบุคคลที่เป็นลูกให้เกิดทักษะการกินยาด้วยตนเองก่อนที่จะช่วยพ่อแม่ ที่ทั้งสามคนป่วยด้วยจิตเภทเรื้อรัง การบันทึกรูปแบบการทำกิจกรรมที่สอดคล้องกับรูปแบบการปรับยาจิตเวชที่กระตุ้นผลกระทบต่อความสามารถในการดูแลตนเอง
  • การเรียนรู้แบบเชื่อมโยงและต่อเนื่องของกระบวนการทำงานระหว่างจิตเป็นนาย กายเป็นมิตร คิดเป็นบวก พวกเป็นมิตร ได้แก่ การรับความรู้สึกสู่การรับรู้ พัฒนาต่อยอดเกิดการรู้คิดให้เกิดความรู้ความเข้าใจพร้อมๆกับการรับรู้ตนเอง (ความภาคภูมิใจจนถึงความมั่นใจในสมรรถนะแห่งตน) จนกระทั่งเกิดการรู้คิดแก้ไขสถานการณ์ชีวิตด้วยอารมณ์ที่เหมาะสมผ่านกระบวนการเรียนรู้ตามบริบทสังคมที่หลากหลายด้วยความดีงามที่หล่อเลี้ยงสุขภาวะจิตวิญญาณ
  • สุดท้ายผมถอดบทเรียนว่า "เราไม่ควรจะสอบแยกฝ่ายกาย ฝ่ายจิต ฝ่ายเด็ก ฝ่ายผู้สูงอายุ แยกส่วนกิจกรรมบำบัดบริการในสถานพยาบาลออกจากชุมชน ทำให้ขาดการเชื่อมโยงการให้บริการด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์" เอกสารมากมายที่นศ.บันทึกทุกองค์ประกอบมากมายในชั้นเรียนมิได้ทำให้นศ.เกิดการเรียนรู้ผ่านการลงมือให้บริการกรณีศึกษาต่างๆ จากบรรยากาศการสอบปรับเปลี่ยนเป็นบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่น่าประทับใจ

ผมสรุปว่า SMART คือ กระบวนการที่ดีที่สุดจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปพร้อมๆนศ.ในการทำงานเป็นนักกิจกรรมบำบัดด้วยแรงบันดาลใจในหัวใจของความเป็นมนุษย์ที่ช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยทักษะเมตตาอย่างเต็มศักยภาพ ได้แก่ การเรียนรู้เกิดขึ้นตลอดเวลาในตัวเอง (Self) มุ่งเน้นการค้นหาแรงจูงใจ (Motivation) ความสามารถ (Ability) ตามบทบาทชีวิต (Role) ของกรณีศึกษา ครอบครัว ผู้ดูแล และหมั่นทดสอบ (Test) การเปลี่ยนแปลงใน "ทุกขณะของการกระทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต - การดูแลกิจวัตรประจำวัน การศึกษา การทำงาน การใช้เวลาว่าง การนอนหลับพักผ่อน และการเข้าสังคมด้วยความเป็นพลเมืองดี"

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กิจกรรมบำบัดชีวิต



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

น่าสนใจมาก

พยายามปรับใช้กับงานสอนนะครับ

ถ้ามีโอกาสขอเข้าร่วมบ้างค่ะอาจารย์

เขียนเมื่อ 

มุ่งผู้ร่วมเรียนรู้เปลี่ยนแปลงด้านในตนเองนะคะ เห็นความเชื่อมโยงของแต่ละวิชาที่เรียนผ่านมา เห็นความมีชีวิตองค์รวมของผู้อื่นสะท้อนหาชีวิตตัวเองด้วยนะคะ

ขอบคุณที่อ.ทำให้เข้าใจกิจกรรมของกระบวนกรมากขึ้นนะคะ

ขอบพระคุณพี่ขจิต คุณเข็มสิริ พี่ธิรัมภา พี่ดร.จันทวรรณ พี่ดร.โอ๋ คุณบินหลาดง ท่านวอญา พี่นงนาท คุณทิมดาบ คุณมนัสดาและคุณวินัย