ต่างคนก็ต่างได้เรียนรู้ และต่างคนก็ต่างได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างมีความสุข

        วันที่กลุ่มศูนย์ข้าวชุมชนบ้านหนองกอง ดำเนินการประเมินผลผลิตข้าวในแปลงเรียนรู้เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2549 ที่ผมเคยบ้นทึกแล้วนั้น(ลิงค์) 

        วันนี้ ผมขอบันทึกต่อเนื่องถึงบรรยากาศและการมีส่วนร่วมในภาคีหรือเครื่อข่ายในการปฏิบัติงานภาคสนามของเรา ซึ่งใตความเป็นจริงแล้วในพื้นที่หรือในภาคสนามนั้น เราไม่ได้ดำเนินกิจกรรมต่างเพียงลำพังหน่วยงานของกรมส่งเสริมการเกษตรเพียงหน่วยงานเดียวเท่านั้น เรามีเพื่อน มีเครือข่าย  และในการทำงานเราใช้ชาวบ้านเป็นศูนย์กลางครับ

        ในเบื้องต้น การปฏิบัติงานในภาคสนามเราก็ได้ใช้การประสานงานกับหน่วยงานข้างเคียงอยู่บ้างแล้ว แต่เมื่อเราได้ใช้ KM เป็นเครื่องมือ ทำคุณอำนวยในพื้นที่ของเรามีความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญในการทำงานร่วมกันมากยิ่งขึ้น  และสิ่งที่เราได้รับการแนะนำจากคณะศึกษาดูงานจาก มมหิดล เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2549 (ลิงค์) โดยเฉพาะจาก รศ.ดร.เนาวรัตน์  พรายน้อย ที่ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการทำ KM โดยใช้พื้นที่เป็นฐาน พัฒนาให้เกิดการผลัดดันในเชิงนโยบายของท้องถิ่น

         จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ตำบลนาบ่อคำโดยคุณเชิงชาย เรือนคำปา คุณอำนวยในพื้นที่ของเราได้ ซึ่งในวันนั้นก็ได้เข้า ลปรร.กับคณะศึกษาดูงานจาก ม.มหิดลด้วย ได้นำแนวคิดไปปรับใช้และขยายการ ลปรร.ให้มีวงกว้างออกไป ซึ่งผมก็คงขอนำภาพบรรยากาศการดำเนินกระบวนการของชาวบ้านในวันที่ 9 พ.ย. มาขยายความต่อ เพื่อสื่อให้เห็นการเริ่มต้นขยายการ ลปรร.โดยใช้พื้นที่เป็นฐาน ดังนี้ครับ

  • ในเวที่ที่สถานีอนามัยบ้านหนองกอง ตำบลนาบ่อคำในวันนั้น ท่านนายก อบต. ซึ่งเป็นคุณเอื้ออำนวยตัวจริงในตำบล ได้มาร่วมเวทีด้วย (เสื้อสีฟ้าแขนยาว-คนนั่งขวามือ) และได้สนับสนุนกิจกรรมหลายๆ อย่างของกลุ่มภายในตำบล

 

  • คุณหมอไพรัชช์  โมกมัน หน.สถานนีอนามัยบ้านหนองกอง ก็ได้เอื้อเฟื้อสถานที่ และลงไปร่วมกระบวนการ ลปรร.ของชาวบ้านด้วย  และที่สำคัญคุณหมอก็ได้ปลูกข้าวเองในพื้นที่ 3 ไร่ ใกล้กับสถานีอนามัย เพื่อร่วมทดสอบการปลูกข้าวโดยไม่ใช้สารเคมีด้วย

 

  • ทีมครูที่สนใจ KM ได้ร่วมเวทีการเรียนรู้ด้วย จาก 3 ท่านเดิมคือ (จากซ้ายไปขาว) คนที่1 อ.เกษร  อ่อนคำ จากโรงเรียนหนองกองพิทยาคม คนที่ 2 อ.เรณู รื่นรวย จากโรงเรียนบ้านโนนสมบูรณ์ และ คนที่ 4 อ.ยงยุทธ  ฟองธิวงค์ จากโรงเรียนบ้านแม่พลู(จ.ตาก)  ยังมีครูที่โรงเรียนบ้านหนองกองพิยาคม อีก 1 ท่านที่สนใจอยากเรียนรู้กระบวนการจัดการความรู้ของชาวบ้านมาร่วมด้วย คือคนที่ 3  อ.พรฟ้า ดรุงคชจโรจน์ (ขออภัยหากเขียนนามากุลผิด)

 

  • บรรยากาศของการเสาวนาอย่างเป็นกันเองระหว่างภาคี/เครือข่ายที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ไม่ได้มีใครสั่งการหรือกำหนดกฏเกณฑ์ แม้เวลาจะล่วงเลยไปจนเกือบมืดก็ยัง ลปรร.กันอย่างเพลิดเพลิน ต่างคนก็ต่างได้เรียนรู้ และต่างคนก็ต่างได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างมีความสุข

          ผมบันทึกมาเพื่อให้ได้เห็นภาพของการปฏิบัติงานจริงๆ ในภาคสนามว่า แท้จริงแล้วเราไม่ได้โดดเดี่ยว และการทำงานในพื้นที่เราก็ต้องร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจกันอยู่บ้างแล้ว  เพียงแต่พวกเราปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีการทำงานจากเดิมที่งานใครงานมัน / ของใครของมัน เปลี่ยนมาร่วมมือกันทำงานคนละไม้คนละมือให้มากขึ้น    ออกนอกกรอบเดิมๆ.....  ก็จะสามารถเสริมหนุนซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี   นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีๆ ที่อยากนำมาแลกเปลี่ยนครับ

วีรยุทธ  สมป่าสัก