"ห้วงว่าง ที่ห่างเหิน" (กลอน)


๑. ทำงานหนัก

ในวิถี ชีวิต มีกิจกอบ

ที่ล้อมรอบ ครอบงำ ทำงานหนัก

ภารกิจ ติดตัว พันพัวพรรค

เหมือนชนัก ปักจิต ผลิตกรรม (กระทำ)

งานคือเงิน เงินคืออาหาร ฐานชีวิต

ที่ผูกติด กิจการ งานล้นหลาม

จุลกิจ มหากิจ ที่ติดตาม

จนจิตช้ำ ต่ำตก เข้าปกคลุม

เมื่อภาระ หน้าที่ มีเงื่อนไข

จึงจำใช้ ชีวิต ให้กิจสุม

กว่าจะรอด ปลอดงาน กาลครอบคลุม

ให้หายกลุ้ม คือวันหยุด สุดสัปดาห์


๒. วันหยุด

วันหยุดงาน กาลปลดปล่อย ย่อยกิจจิต

พาชีวิต ไปพิจเพ่ง เล็งปัญหา

ถอยจากที่ หนีจากโต๊ะ โชว์ปัญญา

พิจารณา กิจเก่า ที่เราทำ

พากาย-ใจ ไปทัศนา หาแรงเสริม

เพื่อต่อเติม เพิ่มพูน หนุนชูค้ำ

ล้างเซลล์จิต พิษที่ฝัง ล้างด้วยธรรม

วันหยุดทำ มาทำจิต ให้จิตฟู

เทศกาล วันหยุด วันฉุดจิต

ให้ดูกิจ ในกิจธรรม ตามให้รู้

ทบทวนกิจ ทบทวนธรรม สยัมภู

ไปเติมรู้ อยู่คนเดียว เที่ยวหาตน


๓. เดินทาง

เดินทางไป ไกลที่ ไม่มีกิจ

มีแต่กิจ ของจิตใจ หนีไม่พ้น

ไปดื่มด่ำ ธรรมชาติ ชาติของตน

ไปฝึกฝน ให้ตนตื่น กลืนกินธรรม

ชีวิตชน คนสัตว์ มีบาทบท

มีกรอบกฎ กำหนดทาง ให้ย่างย้ำ

เกิดแก่เจ็บ ตายสูญ มีบุญกรรม

เป็นเครื่องนำ เสบียงส่ง เดินดงภพ

มีนิยาม คำหนึ่ง พึงให้คิด

ว่าชีวิต คือทิศทาง สร้างประสบ

เดินทางโลก อาจตกใน เยื่อใยภพ

เดินทางภพ มีจบได้ ด้วยนิพพาน


๔. ธรรมจิต

เมื่อจิตอาบ ซาบซ่าน สารใยโลก

จิตจึงตก ในรกใย ข่ายสงสาร

จิตถูกเคลือบ คลุกเคล้า เหง้าสันดาน

จิตตันต้าน ธารกระแส แพ้แก่ภัย

จิตในกิจ เกิดพิษผุด ดุจราโรค

ให้ทุกข์โขก โรครุม ประชุมสาย

กิจในจิต คือพิจารณา "ผัสสะใจ"

หยุดยืนได้ ไม่ไหวหวั่น "รู้ทันที"

เราเหินห่าง ร่างจิต จนคิดร้าง

ไม่ก่อสร้าง ฐานจิต มิตรสติ

เมื่อเจอโลก หมกกับคน ปนราคี

ร่างจิตนี้ เป็นที่รก หญ้าปกคลุม


๕. เห็นการเปลี่ยนแปลง

เมื่อหยุดงาน การกระทำ ประจำกิจ

พาชีวิต และจิตใจ ไปที่ชุ่ม

ไปเที่ยวท่อง ส่องหา ป่านกชุม

หรือชุมนุม กลุ่มธรรม ถามปุจฉา

จะกำหนด จดจ่อ ตอความคิด

เพ่งพินิจ จิตตน กลปริศนา

นั่งน้อมนิ่ง ดิ่งสงบ ขบชีวา

ไหนสาระ คุณค่าแท้ ให้แก่ตน

จากชีวิต จิตใจ ครองไว้นี้

พ้นวิถี มรณา มากี่หน

ประสบการณ์ ผ่านมา คราผจญ

เราเห็นผล กลวิถี ชีวีหรือ


๖) จิตที่เหินห่าง

โอกาสกาล วันหยุด สดุดไหม

งานข้างใน ใจเหินห่าง ว่างอีกอื้อ

กิจในจิต ไม่ประสิทธิ คิดฝึกปรือ

จึงแข็งทื่อ รื้อร้าง ห่างสัญจร

คุณค่าแท้ ที่แผ่ซึม ลืมกองทุกข์

คือความสุข อิสระ สงบถอน

จิตกำเนิด เกิดมา ดั่งสาคร

ไม่เร่าร้อน อ่อนแข็ง แรงโมหา

เพราะเราถูก โลกธรรม ครอบงำไว้

จิตจึงกลาย เคลือบแคลง แรงตัณหา

เรารื้อร้าง ห่างจิต ปิดมรรคา

ไม่รู้ว่า "จิตแม่" แคร์ใครเอย

------------------๑/๘/๕๘--------------------

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน จับความคิด



ความเห็น (7)

เขียนเมื่อ 

ชอบใจธรรมจิตครับ

ตอนนี้ชีวิตคือการเดินทางเลยครับ

เขียนเมื่อ 

ข้อแรกก็โดนเต็มๆครับ

งานหนักมากครับ

ชื่นชมครับ

มีความหมายทุกบันทัดเลยทีเดียว

เขียนเมื่อ 

ชอบมากค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีจ้ะท่านอาจารย์ แวะมาทักทายและชื่นชม

ในมธุรสพจนีวลีกลอนอันงดงามจ้ะ

เขียนเมื่อ 

I come from a family without 'weekends and holidays' (วันหยุด). We worked by events in seasons (Nature): dawn, dusk, rains, shines, cold, hot, growing, ripening, drying and dying,...

We relied more on environment than money. From 'good' environment we harvested, shared (or exchanged) and sold (for money to buy something else: clothes, shoes, petrol fuel, dry fish and shrimps,...). We were living pretty much in 'the world' everyday and in the 'Dhamma' on Uposatha days (mornings).

Our thoughts and talks were about weather, farms, neighbours and upcoming community fairs. No deeper dhamma, no economics, no politics and no Internet ;-)

เขียนเมื่อ 

ดิฉันให้คุณค่ากับการทำงาน เมื่อไม่ได้ทำงานหลายวันที่หยุดยาวด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ ได้แต่นั่งมองต้นไม้ใบหญ้า จึงรู้สึกแปลกๆ

การได้ทำงานทำให้ชีวิตมีคุณค่า