เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง : ๒๐. การพัฒนาสตรีในชุมชน ฮาร์เล็มตะวันออก


บันทึกชุด “เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง” ๒๖ ตอน ชุดนี้ ตีความจากหนังสือ Transformative Learning in Practice : Insight from Community, Workplace, and Higher Education เขียนโดย Jack Mezirow, Edward W. Taylor and Associates ตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ. 2009

ภาค ๔ ของหนังสือ เป็นเรื่องการใช้ TL สร้างความเป็นชุมชนและการเปลี่ยนแปลงสังคม ประกอบด้วยบทที่ ๑๗ - ๒๓

ตอนที่ ๒๐ นี้ ได้จากการตีความบทที่ 19 Promoting Personal Empowerment with Women in East Harlem Through Journaling and Coaching เขียนโดย Susan R. Meyer, ประธานองค์กร Life-Work Coach และบริษัท Susan R. Meyer Coaching and Consulting

สรุปได้ว่า เทคนิคการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง โดยวิธีให้เขียนบันทึกตามกรอบ และการโค้ชชิ่ง เพื่อปลดปล่อยโลกทัศน์ออกจากความคิดเดิมๆ และตั้งเป้าไปสู่ชีวิตใหม่ ที่ดำเนินการแก่สตรีด้อยโอกาสในย่าน ฮาร์เล็มตะวันออก ของนครนิวยอร์ก ได้ผลดี

ตอนที่ ๒๐ นี้เล่าเรื่องราวของการใช้เทคนิคเขียนบันทึก (journaling) ร่วมกับโค้ชชิ่ง (coaching) เพื่อเปลี่ยนโลกทัศน์ของคนด้อยโอกาส ในย่านฮาร์เล็มตะวันออก นครนิวยอร์ก เพื่อให้หลุดพ้นจากชีวิต แบบเดิมๆ พบว่าได้ผลอย่างมาก

ผู้เขียนพัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมนี้ขึ้นมา ให้ชื่อว่า LIFTT (Living For Today and Tomorrow) ให้แก่องค์การชื่อ STRIVE (Support and Training Result in Valuable Employees) ซึ่งชื่อบอกชัดเจนว่า ต้องการช่วยให้คนยากจนและมีปัญหาสังคมเหล่านี้ มีงานทำ และเป็นพนักงานที่ดี

LIFTT เริ่มปี ค.ศ. 2004 มีเป้าหมายช่วยเหลือสตรีโดยเฉพาะ (เพราะมีโปรแกรมอื่นช่วยผู้ชายอยู่แล้ว) ใช้เวลาฝึกปฏิบัติการ หนุนด้วยโค้ชชิ่ง ๙ สัปดาห์ เพื่อให้เกิดพลังในตน (personal empowerment) และเห็น ทางเลือกในชีวิต

บทความนี้มาจากประสบการณ์การจัด LIFTT รวม ๙ กลุ่ม ในช่วงเวลา ๒๖ เดือน แต่ละกลุ่มมีคนเข้าร่วม ๔ - ๒๒ คน เฉลี่ยกลุ่มละ ๑๐ คน อายุระหว่าง ๑๗ ถึงกลางๆ ๕๐ ส่วนใหญ่อายุกลางๆ ๒๐ ไปถึง ๓๐ ต้นๆ ส่วนใหญ่มีลูก ๑ คน บางคนมีหลานยายแล้ว มีเชื้อชาติหลากหลายมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นอเมริกันดำ และฮิสปานิก บางคนยังไม่เคยทำงานเลย มีน้อยมากที่จบปริญญาตรีหรือสูงกว่า บางคนมีวุฒิในประเทศภูมิลำเนาเดิมของตน แต่ไม่ได้รับการรับรองในสหรัฐอเมริกา

คนที่เข้าร่วมส่วนใหญ่ มีความนับถือตนเองต่ำ มีทักษะทางสังคมเพียงพอต่อการดำรงชีวิตแบบที่ตน เป็นอยู่ แต่ไม่เพียงพอต่อสภาพชีวิตที่ตนใฝ่ฝัน และนอกจากจะไม่เห็นโอกาสในชีวิตที่ดีกว่าแล้ว ยังไม่คิดว่าตนจะมีโอกาสนั้น มองไม่เห็นโอกาสที่ตนจะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม มองไม่เห็นศักยภาพหรือจุดเด่น ของตน ความคิดวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิมๆ อยู่กับปัญหาเฉพาะหน้า น้อยคนที่จะคิดวางแผนชีวิตในระยะยาว หน้าที่ของ LIFTT คือช่วยให้คนเหล่านี้ตีความเรื่องราวในชีวิตเสียใหม่ เพื่อให้เห็นโอกาสใหม่ๆ ในชีวิตข้างหน้า

คนที่มาเข้าหลักสูตรได้รับเงินช่วยเหลือ ๑๕๐ เหรียญสหรัฐ และได้รับค่าดูแลลูก และค่าเดินทาง ระหว่างมาเข้าหลักสูตร ซึ่งจัดสัปดาห์ละครั้ง ในตอนเย็น ครั้งละ ๓ ชั่วโมง รวม ๙ สัปดาห์ ๗ ครั้งแรกเน้นสาระ ครั้งที่ ๘ เป็นเรื่องการแต่งกายและบุคลิก ครั้งที่ ๙ เป็นพิธีฉลองการจบหลักสูตร

การเรียนแต่ละครั้งเริ่มด้วยอาหารเย็น การพูดคุยเรื่องราวความสำเร็จ ความท้าทาย และการให้โค้ชชิ่งทั่วไป

ชั่วโมงที่สอง เริ่มด้วยการทบทวนบันทึกในเรื่องราวของสัปดาห์ก่อน การอภิปราย และแบบฝึกหัดของหัวข้อต่อไป

ตามด้วยชั่วโมงที่สาม ซึ่งเป็นโค้ชชิ่งเกี่ยวกับหัวข้อของวันนั้น

ผู้เข้ารับการอบรม ได้รับแจกเอกสารเกี่ยวกับหลักสูตร และสมุดร้อยห่วงลวด สำหรับเขียนบันทึก ประวัติชีวิตของตน โดยมีประโยคขึ้นต้นให้เลือก

หัวข้อของการประชุมปฏิบัติการได้แก่ การสร้างวิสัยทัศน์และประวัติชีวิต, ทำความเข้าใจบทบาท และการจัดการบทบาทหลายบทบาทในเวลาเดียวกัน, ทำความเข้าใจเครือข่ายสนับสนุนและการสร้างทีม, การสื่อสาร, การจัดการความเครียด, การกำหนดเป้าหมาย, การวางแผนชีวิต


เป้าหมายและกิจกรรมของโปรแกรม

LIFTT มีเป้าช่วยให้สตรีมีเป้าหมายในชีวิต และวางแผนเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น โดยเริ่มต้นที่ประวัติชีวิตของตนเอง เสริมด้วยข้อเขียนบันทึก (ที่เรียกว่า focused journaling) การทำแบบฝึกหัด และการวางแผนปฏิบัติ

Focused / Structured journaling เป็นเครื่องมือสร้างพลังไปสู่พฤติกรรมใหม่ ช่วยให้ผู้เข้าร่วมโปรแกรม ได้ไตร่ตรองสะท้อนคิด ทำความเข้าใจพฤติกรรม และสมมติฐานหรือความเชื่อของตนเอง เช่นในชิ้นงานหนึ่ง ให้เขียนบันทึกเรื่องปฏิสัมพันธ์ในครอบครัว สำหรับนำมาอภิปรายเรื่องการมีเครือข่ายสนับสนุน และมี ครอบครัวเป็นทีมสนับสนุน

การเขียนบันทึก เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือ โค้ชชิ่งกลุ่ม (group coaching process) โดยนิยามโค้ชชิ่งว่า เป็นกระบวนการชี้นำบุคคลให้เพิ่มสมรรถนะ ความมั่นใจ เกิดเป้าหมาย และขจัดความคิดและพฤติกรรม ที่บั่นทอนการบรรลุเป้าหมาย และนิยามผู้ทำหน้าที่โค้ชว่า เป็นบุคคลที่อำนวยความสะดวกการเรียนรู้จากการ ปฏิบัติ ที่นำไปสู่การพัฒนาความสามารถสำหรับใช้ในอนาคต

โค้ชชิ่งกลุ่ม ในที่นี้หมายถึง การอภิปรายกลุ่มที่มีโค้ชช่วยตั้งคำถามยั่วยุ ให้ดึงเอาประสบการณ์ ของผู้เข้าร่วม เอามานิยามความหมายหรือคุณค่าใหม่ นำไปสู่การเลือกแนวทางปฏิบัติที่แตกต่างจากเดิม มีมิติของ “เพื่อนโค้ชเพื่อน” (peer coaching) โดยที่สมาชิกช่วยเสนอมุมมอง ข้อเสนอแนะ และข้อสนับสนุน การแลกเปลี่ยนนี้ นำไปสู่พลังทั้งต่อผู้ให้และผู้รับ

คุณอำนวย ของกิจกรรมกลุ่ม ต้องสร้างบรรยากาศปลอดภัยและสบายใจ ที่จะช่วยให้สมาชิก ใคร่ครวญไตร่ตรองทบทวนตนเอง เพื่อแสวงหามุมมอง และโอกาสใหม่ๆ หลุดพ้นจากกรอบความคิดเดิมๆ และจากข้อรัดรึง หรืออิทธิพลภายนอกเดิมๆ โดยต้องตระหนักว่า ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้เคยมีประสบการณ์ ชีวิตที่เจ็บปวด บางคนจึงเปิดใจยาก

ในพิธีจบหลักสูตร สตรีหลายคนเปิดใจบอกแก่กลุ่มว่า ตนไม่เคยมีเพื่อนสนิทที่เป็นผู้หญิงด้วยกันเลย ในชีวิต มาได้เพื่อนในกลุ่มจากการเข้ารับการอบรมครั้งนี้ และเชื่อว่าหลักสูตรนี้จะเปลี่ยนชีวิตของตนเอง


โอกาสเปลี่ยนแปลงตนเอง

Mezirow and Associates (1990) เสนอเครื่องมือสำหรับจุดประกาย หรือช่วยกระบวนการเปลี่ยนแปลง (transformation) ได้แก่

  • การเขียนบันทึกจากการใคร่ครวญสะท้อนคิด (reflective journal writing)
  • รวบรวมประวัติชีวิต (composing life histories)
  • วิเคราะห์สิ่งเปรียบเทียบ (metaphor analysis)
  • แผนที่หลักการ (conceptual mapping)

ในหลักสูตร LIFTT การเขียนบันทึกตามโครงสร้างที่กำหนด (structured journal) ร่วมกับโค้ชชิ่ง ช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้ใคร่ครวญประสบการณ์ และตรวจสอบกรอบความคิดของตน ช่วยเพิ่มโอกาสเกิดการเรียนรู้ สู่การเปลี่ยนแปลง โดยโค้ชชิ่งช่วยชี้ทางหรือมุมมองใหม่ๆ ที่ไม่ตกร่องเดิม เขาใช้คำว่า reinventing the past

เครื่องมือทั้งสอง จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ตรวจสอบอดีต ทำความเข้าใจเสียใหม่ เพื่อเอาชนะแรงกดดันด้านลบจากบ้าน โรงเรียน และชุมชน และเพื่อฟื้นความมั่นใจว่าตนสามารถบรรลุ ความสำเร็จตามเป้าหมาย ที่ตั้งขึ้นใหม่ได้


เขียนบันทึกเรื่องของตนเอง

การเขียนเรื่องของตนเองเป็นเครื่องมือสำคัญให้ได้ใคร่ครวญไตร่ตรองตรวจสอบชีวิตของตนเอง จากุมมองที่เคยชิน ประเด็นที่หนังสือไม่ได้เขียน แต่ผมตีความว่ามีความหมายมาก คือคนเหล่านี้มีวิถีชีวิต ที่ทำลายความมั่นใจในตัวตน หรือความเคารพตนเอง (self-esteem) การได้เขียนเรื่องราวของตนเอง จึงเป็นเครื่องมือเรียกความมั่นใจในตัวตนของตนเอง กลับคืนมา เปิดช่องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตนเอง

เขายกตัวอย่างผู้เข้าร่วมหลักสูตรที่ติดยา ผู้เข้าร่วมที่ตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์จนไม่สามารถจัดการ ชีวิตของตนเองได้ อีกคนหนึ่งเพิ่งออกจากคุกด้วยข้อหาฆ่าคนตาย และบอกว่า ชีวิตของคนเรา ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ “การสร้างความจริง” (construction of reality) ซึ่งหมายความว่า ความเป็นจริงในชีวิตของคนเราเป็นสิ่งที่แต่ละคนสร้างขึ้น (ไม่ใช่ความจริงแท้) ใครสร้าง “ความจริง” ที่เป็นโทษแก่ตนเอง ก็ต้องรับผลกรรมนั้น โครงการ LIFTT ช่วยให้ผู้เข้าร่วม สร้าง “ความจริง” ขึ้นใหม่ เพื่อนำไปสู่ชีวิตใหม่ ซึ่งก็คือการเปลี่ยนแปลง (transformation)

ทบทวนชีวิตด้วยการเขียนกึ่งสะท้อนคิด เปลี่ยนมุมมองใหม่ ตั้งเป้าหมายใหม่ และลงมือปฏิบัติ เพื่อเป้าหมายใหม่ สู่การเปลี่ยนแปลงตนเอง


เชื่อมโยงการบันทึกกับการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง

การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง เริ่มจากการตรวจสอบกระบวนทัศน์ของตน หากกระบวนทัศน์นี้ ขาดภาพลักษณ์ของตนเอง กระบวนการเขียนเรื่องราวในชีวิตของตนจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง คือเกิดภาพลักษณ์ของตนเอง

ยิ่งผู้เขียนเรื่องราวชีวิตของตนรู้สึกว่า ชีวิตของตนมีช่องว่างจากสังคมภาพรวมมากเพียงใด การเขียนเรื่องราวชีวิตของตนก็จะยิ่งมีคุณ ต่อการสร้างตัวตน มากเพียงนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเชื่อมโยงชีวิตช่วงที่ประสบความสำเร็จ เข้ากับอนาคตที่มุ่งหวัง เป็นการเรียกเอาพลังที่ ขาดหายไปกลับคืนมา โดยอาศัยการช่วยเหลือจากโค้ชชิ่ง

โค้ชชิ่ง ช่วยให้ผู้เข้าหลักสูตร ตรวจสอบเรื่องราวในชีวิตของตนด้วยแว่นตาหลายอัน หรือด้วยหลายมุมมอง ตีความหลายแบบ และเลือกแบบที่เป็นคุณต่อชีวิตในอนาคตของตนมากที่สุด


ความท้าทายต่อโค้ช

ความท้าทายต่อโค้ช คือความแตกต่างหลากหลายในมิติต่างๆ ของผู้เข้ารับการอบรม กับตัวโค้ช (คือผู้เขียนบทความ) และความแตกต่างในตัวผู้เข้ารับการอบรมแต่ละรุ่น


ไม่ร่วมวง

ผู้เข้าหลักสูตรบางคนไม่ตั้งใจเข้าร่วมในแต่ละขั้นของหลักสูตร และบางคนก่อกวนด้วยซ้ำ คือคุยกัน ส่งเสียงดัง ไม่ฟัง เพื่อกลบเกลื่อนความกลัว ที่จะต้องเปิดเผยความจริงในชีวิตของตนเอง คนเหล่านี้ไม่พร้อม ที่จะมาเข้าหลักสูตร และควรถูกกรองออกไปตั้งแต่แรก และเมื่อหลงเข้ามา ก็จะออกไปโดยไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ


แสดงความเหนือกว่า

เนื่องจากผู้เข้าหลักสูตรมีอายุต่างกันมาก บางคนที่อายุมากกว่าคราวแม่ ก็จะพูดว่า “สมัยฉันอายุขนาดเธอ ฉันทำอย่างนี้ๆ” ทำให้ผู้อายุน้อยกว่าไม่เป็นตัวของตัวเอง การเขียนและสะท้อนคิดเรื่องราวชีวิตของตนก็จะยาก และทำให้เกิด peer coaching ได้ยาก


เวลาเพื่อการโค้ช

ในตอนต้น กำหนดให้มีการโค้ชเฉพาะในชั่วโมงแรก ซึ่งตรงกับเวลารับประทานอาหารเย็นเท่านั้น แต่ในที่สุดก็ยืดหยุ่นให้มีการโค้ชชิ่งได้ทั้งในชั่วโมงแรกและในชั่วโมงท้าย เพราะความต้องการของผู้เข้า หลักสูตรไม่ตรงกัน บางคนเตรียมเขียนมาอย่างดี และกระตือรือร้นที่จะรับการโค้ชตั้งแต่เริ่มชั่วโมงแรก บางคนเพิ่งละจากงานประจำ เครื่องยังไม่ติด บางคนยิ่งเครื่องติดช้า กว่าจะพร้อมต่อการโค้ชก็เข้าช่วงท้าย ของเวลาสามชั่วโมง


รู้สึกสูญเสีย

ผู้เข้าร่วมหลักสูตรบางคนเคยชินกับชีวิตที่ตนไม่ต้องขวนขวาย และมีคนคอยดูแลปกป้อง จึงไม่อยากเปลี่ยนแปลง บางคนชีวิตในปัจจุบันมีรายได้ดี หากจะเปลี่ยนแปลงชีวิต ก็จะขาดรายได้ก้อนใหญ่ ซึ่งอาจได้จากกิจการผิดกฎหมาย


ความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลง

ความท้าทายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดต่อผู้เข้าร่วมหลักสูตรเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อคนใน ครอบครัวด้วย ในกรณีนี้โค้ชต้องหาทางให้ผู้เข้าหลักสูตรเข้าใจความสัมพันธ์ ชี้ให้เห็นว่าผู้เข้าหลักสูตร อยู่ในฐานะเหยื่อของความสัมพันธ์นั้นอย่างไร


สร้างและดำรงบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ

ในกลุ่มคนที่มีเบื้องหลังชีวิตที่เจ็บปวด การสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจต่อกันและกัน เป็นเรื่องยากยิ่ง ยิ่งตัวโค้ชเป็นคนที่มาจากต่างสังคมและเศรษฐฐานะ ยิ่งยาก สิ่งที่โค้ชต้องยึดไว้เป็นหลักคือ ความต้องการของผู้เข้าหลักสูตร สำคัญกว่าเป้าหมายของหลักสูตร

ผู้เขียน (โค้ช) ใช้เทคนิคบทบาทจำลอง (role play) ในกิจกรรมต่างๆ จนในที่สุดทั้งกลุ่มตระหนักว่า ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันมีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้เข้าหลักสูตร


ไตร่ตรองสะท้อนคิด

การเขียนบันทึก และการโค้ช นำไปสู่การไตร่ตรองสะท้อนคิด และการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องไม่สับสน กับการบำบัดทางจิตวิทยา ซึ่งมีความแตกต่างกันโดยเส้นแบ่งที่บางมาก สิ่งที่โค้ชต้องตระหนักก็คือ กระบวนการที่ทำอาจไป ปลดล็อกความจำเก่าๆ ที่รุนแรงของผู้เข้าหลักสูตร หรือทำให้เกิดความอารมณ์ ความรู้สึกที่รุนแรง โค้ชต้องช่วยหนุนให้เขามีความเข้มแข็งทางใจที่จะยืนหยัดต่อไป ทั้งโดยตัวโค้ชเอง, โดย peer coaching และในบางกรณีอาจต้องขอความช่วยเหลือจากนักจิตวิทยา

ความเป็นจริงก็คือ ไม่ทุกคนที่เข้าหลักสูตร บรรลุความเปลี่ยนแปลงภายในตน และโค้ชต้องไม่ เอาความคาดหวังของตนเองไปใส่ให้แก่ผู้เข้าร่วมหลักสูตร โดยต้องเข้าใจว่าคนกลุ่มนี้ต้องต่อสู้กับอุปสรรค นานาประการ ได้แก่ การแบ่งแยกชนชั้น, ความยากจน, และกฎเกณฑ์ที่ยึดถือกันในสังคมท้องถิ่น และในโลก

ถึงกระนั้นก็ตาม กว่าร้อยละ ๗๕ ของผู้เข้าหลักสูตรประสบความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายของตน ได้แก่ มีงานที่ดีกว่าเดิม, กลับไปเรียนต่อ, พ้นจากการบังคับของศาล, เป็นต้น


วิจารณ์ พานิช

๑๑ ก.พ. ๕๘


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)