คุณภาพชีวิตการทำงานของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี

ภาณุ
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

คุณภาพชีวิตการทำงานของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี

ยุพิณ คำกรุ1, เพียงใจ โพธิ์เงิน1, ภาณุ อดกลั้น2

1โรงพยาบาลมะเร็ง อุดรธานี

2วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี

บทนำและวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตการทำงานของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี

วิธีการ:กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพ 67 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่ายเครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ และแบบวัดคุณภาพชีวิตการทำงาน วิเคราะห์ข้อมูลใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษา:

1. พยาบาลวิชาชีพพึงพอใจต่อสุขภาพตนเองอยู่ในระดับปานกลาง คุณภาพชีวิตอยู่ในระดับ ปานกลาง ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ 1) สุขภาพกายระดับปานกลาง 2) จิตใจระดับปานกลาง 3) สัมพันธภาพทางสังคมระดับมาก 4) สภาพแวดล้อมระดับปานกลาง ความคิดเห็นเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ระดับปานกลาง

2. คุณภาพชีวิตการทำงฺานของพยาบาลวิชาชีพ 8 ด้านอยู่ในระดับมาก 1) ค่าตอบแทนที่เพียงพอและยุติธรรมระดับปานกลาง 2) การทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมระดับมาก 3) โอกาสที่ได้รับการพัฒนาและใช้ความสามารถของบุคคลระดับมาก 4) โอกาสความก้าวหนาและความมั่นคงในการทำงานระดับมาก 5) การทำงานและการดำเนินชีวิตระดับปานกลาง 6) สิทธิส่วนบุคคลในการทำงานระดับมาก 7) สถานที่ทำงานที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาพระดับมาก 8) การมีส่วนร่วมในการทำงานและความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นระดับมาก

สรุปผลการศึกษา: คุณภาพชีวิตนของพยาบาลวิชาชีพอยู่ในระดับปานกลาง และคุณภาพชีวิตการทำงฺานของพยาบาลวิชาชีพอยู่ในระดับมาก

คำสำคัญ: คุณภาพชีวิตการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ

Quality of work life among nurses, Udon Thani Cancer Hospital

By Yupin Khumkru1, Piengjai Po-ngeung1, Panu Odklun2

1Udon Thani Cancer Hospital.

2 Boromarajonani College of Nursing, Udon Thani.

Background & Objective: Nurses as the largest group of health care providers, quality of working life to be able to provide quality care to their patients. Therefore, attention should be paid to the nurses’ working life.

Objectives: The aim of this research was to study quality of work life among nurses in Udon Thani Cancer Hospital.

Methods: This study was conducted on 67 nurses. The data-gathering instrument consisted of two parts. The first part consisted of short form quality of Life questionnaire by World Health Organization, and the second part was Quality of Working Life questionnaire. Data were analyzed using the SPSS, frequency, percentage, mean and standard deviation were used.

Results:

1. The results of the study showed they had moderate level of satisfied with their health, and They had moderate level of quality of life composed in 4 component : 1) moderate level of the physical health 2) moderate level of psychological 3) high level of in social relationship level 4) moderate level of environment.

2. They had moderate level of quality of working life composed in 8 component : 1) moderate level of adequate compensation and justice 2) high level of beneficial to the community 3) high level of the opportunity to be developed and the ability of the individual 4) high level of bold step and stability 5) moderate level of working and living 6) high level of privacy in the workplace 7) high level of safety workplace and health 8) high level of participation and relationships.

Conclusions:

They had moderate level of quality of life and moderate level of quality of working life, it is necessary to pay more attention to quality of work life among nurses and its affecting factors.

Keyword: Quality of work life among Nurses

บทนำและวัตถุประสงค์:

งานการพยาบาลเป็นงานที่ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้ป่วยและญาติ มีหน้าที่ให้บริการทางสุขภาพแก่ผู้ป่วยและญาติตลอด 24 ชั่วโมง เวลาในการปฏิบัติงานมีความแตกต่างจากวิชาชีพอื่น ต้องเผชิญกับความ เร่งรีบในการช่วยชีวิต บรรเทาความเจ็บป่วย ทำให้เกิดความเครียดได้ตลอดเวลาที่ทำงาน ต้องเผชิญกับ ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ การติดเชื้อโรค การบาดเจ็บจากการทำงาน และอื่นๆอีกมากมาย ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตการทำงาน การออกจากงานพยาบาลก่อนวัยอันควร การขาดแคลนพยาบาล จึงไม่ใช่เพียงปัญหาของวิชาชีพเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของระบบบริการสุขภาพ และส่งผลต่อคุณภาพบริการในแต่ละหน่วยบริการ อัตราความพึงพอใจของผู้ป่วยและญาติลดลงต่ำกว่าเป้าหมายตามเกณฑ์ชี้วัดที่กำหนดไว้ และจากสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาล ความแออัดของจำนวนผู้ป่วยในแต่ละหน่วยบริการ ส่งผลให้พยาบาลซึ่งปฏิบัติการพยาบาลใกล้ชิดกับผู้ป่วยติดโรคฉกฉวยโอกาส1,7 เพราะการที่พยาบาลจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อื่นได้นั้น คุณภาพชีวิตของพยาบาลจะต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน2 จากสภาพการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านนโยบายการเมือง กฎระเบียบต่างๆ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของบุคคลทุกกลุ่มการสร้างหลักประกันสุขภาพทางด้านสาธารณสุขทำให้มีผู้ใช้บริการมากขึ้น ทำให้พยาบาลมีปริมาณภาระงานมากขึ้น ขณะเดียวกันปัญหาการผลิตจำนวนพยาบาลลดลง พยาบาลไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการภายหลังจบการศึกษา ประกอบกับจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทำให้สภาพแวดล้อมในโรงพยาบาลโดยรวมอยู่ในสภาพแออัดโดยเฉพาะผู้ป่วยในซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องมีการเสริมเตียง เพิ่มอุปกรณ์เพื่อรองรับผู้ป่วยอย่างไม่จำกัดจำนวน มีการรอคอยการรับบริการเป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังประสบปัญหาเรียกร้องสิทธิผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากผู้ป่วยและญาติส่วนใหญ่มีการศึกษา มีความรู้ และมีความต้องการ ความคาดหวังจากการให้บริการของโรงพยาบาลสูง สภาพปัญหาดังกล่าวทำให้พยาบาลที่ปฏิบัติงานขาดขวัญและกำลังใจส่วนหนึ่งลาออกไปทำงานกับภาคเอกชนที่ได้รับค่าตอบแทนมากขึ้น 3,4,5 ความแตกต่างที่ผู้ป่วยและญาติเลือกใช้บริการระหว่างโรงพยาบาลรัฐบาลกับโรงพยาบาลเอกชน หรือระหว่างโรงพยาบาลเอกชนด้วยกันเอง ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือคุณภาพการบริการของพยาบาลนั่นเอง ผู้ป่วยและญาติจะคาดหวังกับพฤติกรรมบริการที่ยิ้มแย้ม นุ่มนวล เป็นมิตร บริการที่รวดเร็ว สะดวกสบาย มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่ได้ถึงระดับความต้องการของผู้ป่วยและญาติก็อาจจะมีคำร้องเรียนเกิดขึ้น6 ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติการพยาบาลส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความไม่พึงพอใจในพฤติกรรมบริการ การไม่ได้รับบริการตามที่คาดหวัง ไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ เรื่องเกี่ยวกับ มรรยาท กิริยาวาจา ภาษาพูด การสื่อสาร การให้ข้อมูล และเทคนิคบริการเป็นต้น ปัญหาในการปฏิบัติงานที่พบมากที่สุดคือปริมาณงานมากเกินกว่าที่จะทำแต่ละอย่างให้สมบูรณ์ได้ เนื่องจากปริมาณงานที่มีมาก และปริมาณงาน ไม่สมดุลกับจำนวนบุคลากรที่มีอยู่ ทำให้พยาบาลเกิดความเหนื่อยล้าขาดความกระตือรือร้นในการทำงานและเกิดความไม่พึงพอใจในการทำงานทำให้เกิดการขาดงาน ลาออกจากงาน ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลทำให้โรงพยาบาล มีรายได้น้อยลง และมีงบประมาณที่จำกัด ส่งผลให้รายได้เสริมของพยาบาลวิชาชีพเช่น ค่าปฏิบัติงานล่วงเวลาลดลงด้วย พยาบาลวิชาชีพขาดแรงจูงใจในการปฏิบัติงานทำให้การปฏิบัติงานไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร9 การที่ผู้บริหารเข้าถึงความต้องการของผู้ปฏิบัติงานและผสมผสานความต้องการนั้น ให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์การ ทำให้ผู้ปฏิบัติงานมีความพึงพอใจในการทำงาน มีความกระตือรือร้น มุ่งมั่นที่จะทำงานให้บรรลุเป้าหมายขององค์การ รวมทั้งมีการพัฒนาชีวิตในการทำงานของผู้ปฏิบัติงานด้วย เรียกว่า คุณภาพชีวิตการทำงานโดยมีพื้นฐานจากสภาพการดำรงชีวิตที่ดี มีองค์ประกอบที่เอื้อประโยชน์ต่อการทำงานมีขวัญและกำลังใจอันเป็นปัจจัยทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานองค์การต้องการประสบความสำเร็จในเป้าหมายจากการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ8 ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาคุณภาพชีวิตการทำงานของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานีเพื่อได้ทราบถึงระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของพยาบาลวิชาชีพประจำหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี และเสนอต่อผู้บริหารในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในกลุ่มพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานีต่อไป

วิธีการ:

กลุ่มตัวอย่าง

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Development)10 กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี จำนวน 67 คน ซึ่งได้มาการสุ่มแบบแบ่งชั้น(Stratified Random Sampling)

ขนาดกลุ่มตัวอย่าง

คณะผู้วิจัยใช้ตารางการสุ่มตัวอย่างสำเร็จรูปที่มีประชากรขนาดเล็ก โดยมี ระดับความเชื่อมั่น 95 % ของเครซี่ และมอร์แกน11 ได้ตัวอย่าง 67 คน จากหอผู้ป่วยสามัญชาย 9 คน หอผู้ป่วยสามัญหญิง 9 คน หอผู้ป่วยหนัก 5 คน หอผู้ป่วยพิเศษ1 7 คน หอผู้ป่วยพิเศษ2 7 คน ห้องผ่าตัด 9 คน หอผู้ป่วยนอกและ งานส่งต่อ 17 คน สำนักงานและ DRG 4 คน

เครื่องมือการวิจัย

เครื่องชี้วัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ ฉบับภาษาไทย โดยพัฒนามาจากเครื่องชี้วัดคุณภาพชีวิตขององค์การ อนามัยโลก 100 ข้อโดยทำการเลือกคำถามมาเพียง 1 ข้อจากแต่ละหมวดใน 24 หมวด รวม 24 ข้อ และรวมกับหมวดที่เป็นคุณภาพชีวิตและสุขภาพทั่วไปโดยรวมอีก 2 ข้อ รวมทั้งสิ้น 4 ด้าน 26 ข้อ ค่าความเชื่อมั่น (Cronbach's alpha coefficient) เท่ากับ 0.92 นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้เพิ่มคำถามเพื่อให้ได้ข้อมูลคุณภาพชีวิตการทำงานโดยใช้แนวคิดของวอลตัน(Walton, 1973) มี 8 ด้าน 47 ข้อ ซึ่งเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และเข้ากับสถานการณ์ของโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานีในปัจจุบัน

การวิเคราะห์ข้อมูล

1. ข้อมูลทั่วไป ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

2. คะแนนแบบวัดคุณภาพชีวิต WHOQOL-2612 ข้อคำถามที่มีความหมายทางบวก 23 ข้อและ ข้อคำถามที่มี ความหมายทางลบ 3 ข้อ คือข้อ 2, 9, 11 แต่ละข้อเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ให้ผู้ตอบเลือกตอบ กลุ่มที่ 1 ข้อความทางบวก 23 ข้อ กลุ่มที่ 2 ข้อความทางลบ 3 ข้อ (ข้อ 2, 9, 11) คะแนนคุณภาพชีวิตมีคะแนน ตั้งแต่ 31 - 130 คะแนน โดยเมื่อผู้ตอบรวมคะแนนทุกข้อได้คะแนนเท่าไร สามารถเปรียบเทียบกับเกณฑ์ปกติที่กำหนดดังนี้ คะแนน 31- 60 คะแนน แสดงถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี คะแนน 61 - 95 คะแนน แสดงถึงการมีคุณภาพชีวิตกลาง ๆ คะแนน 96 - 130 คะแนน แสดงถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีการแบ่งระดับคะแนนคุณภาพชีวิต แยกออกเป็นองค์ประกอบต่าง ๆ ได้ดังนี้

องค์ประกอบ

การมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี

คุณภาพชีวิตกลาง ๆ

คุณภาพชีวิตที่ดี

ด้านสุขภาพกาย

7-16

17-26

27-35

ด้านจิตใจ

6-14

15-22

23-30

ด้านสัมพันธภาพทางสังคม

3-7

8-11

12-15

ด้านสิ่งแวดล้อม

8-18

19-29

30-50

คุณภาพชีวิตโดยรวม

31- 60

61 - 95

96 - 130

3. คะแนนแบบวัดคุณภาพชีวิตการทำงานใช้สถิติการหาค่าเฉลี่ยร้อยละ (Percentage) การหาค่าเฉลี่ยและการหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ได้กำหนดเกณฑ์ความหมาย ของคะแนน โดยอาศัยแนวคิด Best, J. W. (1978) ซึ่งได้แปลความหมายของคะแนนเฉลี่ยตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ดังนี้

4.50 - 5.00 หมายถึง ระดับคุณภาพชีวิตการทำงานสูงสุด

3.50 - 4.49 หมายถึง ระดับคุณภาพชีวิตการทำงานสูง

2.50 - 3.49 หมายถึง ระดับคุณภาพชีวิตการทำงานปานกลาง

1.50 - 2.49 หมายถึง ระดับคุณภาพชีวิตการทำงานต่ำ

1.00 - 1.49 หมายถึง ระดับคุณภาพชีวิตการทำงานต่ำที่สุด

ผลการศึกษา:

1. ข้อมูลทั่วไปพบว่าส่วนมากกลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 89.60 อายุระหว่าง 25–30 ปี และ อายุระหว่าง 36 – 40 ปี เท่ากันคิดเป็นร้อยละ 29.85 อายุเฉลี่ย 35.54 ปี สถานภาพสมรสคู่ คิดเป็นร้อยละ 64.18 รายได้ 20,001 – 30,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นร้อยละ 47.76 รายได้เฉลี่ย 27,019 บาทต่อเดือน ชำระหนี้สิน 10,001–20,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นร้อยละ 38.81 ชำระหนี้สินเฉลี่ย 16,103 บาทต่อเดือน ประสบการณ์ในการทำงานน้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 ปี คิดเป็นร้อยละ 26.87 ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพระดับชำนาญการ คิดเป็นร้อยละ 49.26 ประชุม/อบรม/ศึกษาดูงานที่เกี่ยวข้องกับการพยาบาล 1-2 ครั้ง/ปี คิดเป็นร้อยละ 67.16 เฉลี่ย 2.84 ครั้ง/ปี ผู้ป่วยที่ให้บริการน้อยกว่าหรือเท่ากับ 10 รายต่อวัน คิดเป็น ร้อยละ 41.79 เฉลี่ย 21.75 รายต่อวัน วันหยุดจริง 7–8 วันต่อเดือน คิดเป็นร้อยละ 53.73 เฉลี่ย 6.57 วัน ต่อเดือน

2. คุณภาพชีวิตของพยาบาล สำรวจโดยใช้ WHOQOL - BREF – THAI พบว่า 1) พยาบาลพอใจกับสุขภาพของตนเองในระดับปานกลาง(= 3.37, S.D. = 0.87) 2) คุณภาพชีวิตของพยาบาลด้านสุขภาพกายอยู่ในระดับไม่ดี คิดเป็นร้อยละ 1.49 อยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 89.55 อยู่ในระดับดี คิดเป็นร้อยละ 8.96 3) คุณภาพชีวิตของพยาบาลด้านจิตใจอยู่ในระดับไม่ดี คิดเป็นร้อยละ 1.49 อยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 70.15 อยู่ในระดับดี คิดเป็นร้อยละ 28.36 4) คุณภาพชีวิตของพยาบาลด้านสัมพันธภาพทางสังคม อยู่ในระดับไม่ดี คิดเป็นร้อยละ 1.49 อยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 41.79 อยู่ในระดับดี คิดเป็นร้อยละ 56.72 5)คุณภาพชีวิตของพยาบาลด้านสภาพแวดล้อม อยู่ในระดับไม่ดี คิดเป็นร้อยละ 1.49 อยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 65.67 อยู่ในระดับดี คิดเป็นร้อยละ 32.84 6) คุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ตามความรู้สึกของพยาบาลอยู่ในระดับดี(= 3.72, S.D. = 0.67)

3. คุณภาพชีวิตการทำงฺานของพยาบาลประจำโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี พบว่า 1) คุณภาพชีวิตการทำงฺานของพยาบาลด้านค่าตอบแทนที่เพียงพอและยุติธรรม อยู่ในระดับสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 4.48 อยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 23.88 อยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 50.75 อยู่ในระดับต่ำ คิดเป็นร้อยละ 19.40 อยู่ในระดับต่ำสุด คิดเป็นร้อยละ 1.49 2) ด้านการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม อยู่ในระดับสูงสุดคิดเป็นร้อยละ 17.91 อยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 62.69 อยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 19.42 3) ด้านโอกาสที่ได้รับการพัฒนาและใช้ความสามารถของบุคคลอยู่ในระดับสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 4.48 อยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 62.69 อยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 29.85 อยู่ในระดับต่ำ คิดเป็นร้อยละ 2.99 4) ด้านโอกาสความก้าวหน้าและความมั่นคงในการทำงานอยู่ในระดับสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 4.48 อยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 55.22 อยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 34.33 อยู่ในระดับต่ำ คิดเป็นร้อยละ 5.97 5) ด้านการทำงานและการดำเนินชีวิตโดยรวม อยู่ในระดับสูงสุดคิดเป็นร้อยละ 2.99 อยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 50.75 อยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 37.31 อยู่ในระดับต่ำคิดเป็นร้อยละ 7.46 อยู่ในระดับต่ำสุด คิดเป็นร้อยละ 1.49 6) ด้านสิทธิส่วนบุคคลในการทำงาน อยู่ในระดับสูงสุดคิดเป็นร้อยละ 13.43 อยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 61.19 อยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 22.39 อยู่ในระดับต่ำ คิดเป็น ร้อยละ 2.99 7) ด้านสถานที่ทำงานที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาพ อยู่ในระดับสูงสุดคิดเป็นร้อยละ 10.45 อยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 66.67 อยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 20.90 อยู่ในระดับต่ำ คิดเป็น ร้อยละ 1.49 อยู่ในระดับต่ำสุด คิดเป็นร้อยละ 1.49 8) ด้านการมีส่วนร่วมในการทำงาน และความสัมพันธ์กับ บุคคลอื่น อยู่ในระดับสูงสุดคิดเป็นร้อยละ 10.45 อยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 68.66 อยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 19.40 อยู่ในระดับต่ำ คิดเป็นร้อยละ 1.49 9) คุณภาพชีวิตการทำงานโดยรวมตามความคิดเห็นของพยาบาลอยู่ในระดับสูงสุดคิดเป็นร้อยละ 8.96 อยู่ในระดับเห็นด้วยสูง คิดเป็นร้อยละ 56.72 อยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 31.34 อยู่ในระดับต่ำ คิดเป็นร้อยละ 2.99

สรุปผลการศึกษา:

1. พยาบาลของโรงพยาบาลประมาณ 3 ใน 4 อายุระหว่าง 25-40 ปี รายได้ 20,001–30,000 บาทต่อเดือน ต้องชำระหนี้สิน 10,001–20,000 บาทต่อเดือน คงเหลือประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน พยาบาลประมาณ 2 ใน 3 มีประสบการณ์ในการทำงานน้อยกว่า 5 ปี ประชุม/อบรม/ศึกษาดูงาน 1-2 ครั้ง/ปี ประมาณ 1 ใน 2 มีวันหยุดจริง 7 – 8 วันต่อเดือน

2. คุณภาพชีวิตของพยาบาล สรุปได้ว่าพยาบาลพอใจกับสุขภาพของตนเองในระดับปานกลางคุณภาพชีวิตของพยาบาลในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางโดย ด้านสุขภาพกายอยู่ในระดับปานกลาง ด้านจิตใจอยู่ในระดับปานกลาง ด้านสัมพันธภาพทางสังคมอยู่ในระดับดี ด้านสภาพแวดล้อม อยู่ในระดับ ปานกลาง และคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ตามความรู้สึกของพยาบาลอยู่ในระดับดี

คุณภาพชีวิตการทำงฺานของพยาบาล สรุปได้ว่าคุณภาพชีวิตการทำงานของพยาบาลในภาพรวมอยู่ในระดับสูง โดยด้านค่าตอบแทนที่เพียงพอและยุติธรรมอยู่ในระดับปานกลาง ด้านการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอยู่ในระดับสูง ด้านโอกาสที่ได้รับการพัฒนาและใช้ความสามารถของบุคคลอยู่ในระดับสูง ด้านโอกาสความก้าวหน้าและความมั่นคงในการทำงานอยู่ในระดับสูง ด้านการทำงานและการดำเนินชีวิตโดยรวม อยู่ในระดับสูง ด้านสิทธิส่วนบุคคลในการทำงานอยู่ในระดับสูงด้านสถานที่ทำงานที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาพอยู่ในระดับสูง ด้านการมีส่วนร่วมในการทำงาน และความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นอยู่ในระดับสูง และคุณภาพชีวิตการทำงานโดยรวมตามความคิดเห็นของพยาบาลอยู่ในระดับสูง

กิตติกรรมประกาศ

ขอขอบคุณ นพ.อิสระ เจียวิริยบุญญา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี รองผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล หัวหน้าหอผู้ป่วย พยาบาลประจำการ ทุกหอผู้ป่วย ที่ได้ให้การสนับสนุนให้งานวิจัยสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

เอกสารอ้างอิง

1 เอื้ออารี เพ็ชรสุวรรณนวรัตน์ สุวรรณผ่อง นพพร โหวธีระกุล, ฉวีวรรณ บุญสุยา. 2555. คุณภาพชีวิตการ

ทำงานของพยาบาลโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง.

2 พลับพลึง ใจ๋คอดี, กัญญดา ประจุศิลป.(2552).ความสัมพันธ์ปัจจัยส่วนบุคคล คุณลักษณะของงาน

บรรยากาศองค์การกับคุณภาพชีวิตการทำงานของพยาบาลวิสัญญี โรงพยาบาลของรัฐ ในเขตเทพมหานคร

3 สุวรีย์ เพชรแต่ง วันเพ็ญ แก้วปาน สุรินธร กลัมพากร จุฑาธิป ศีลบุตร.(2557). ปัจจัยที่มีผลต่อ

คุณภาพชีวิตการทำงานของพยาบาลสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในหน่วยบริการปฐมภูมิเขตภาคกลาง.วารสารพยาบาลสาธารณสุข,28 :1

4 จิรนันท์ ศรีจริต.(2554).ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตการทำงานของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาล

ศูนย์หาดใหญ่.

5 ประยม ศิริมา กิตติ เหลาสุภาพ สุภาดา คำสุชาติ .( 2556) .คุณภาพชีวิตการทำงานของผู้อำนวยการ

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในจังหวัดศรีสะเกษ.

6 วารุณี แดบสูงเนิน.(2554).คุณภาพชีวิตการทำงาน ความผูกพันต่อองค์การ การเสริมสร้างพลังในงาน

และคุณภาพการให้บริการของพยาบาลระดับปฏิบัติการโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร.วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ)มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

7 วงเดือน เลาหวัฒนภิญโญ พัทธมน สุริโย เกล็ดดาว ลิมปิศิลป์ พัชรา ยิ้มศรวล. (2552).คุณภาพชีวิตการ

ทำงานของพยาบาลในโรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี.

8 อมรา มโนยศ.(2552).คุณภาพชีวิตการทำงานกับพฤติกรรมจริยธรรมของพยาบาลในหน่วยไตเทียมใน

โรงพยาบาลภาคเหนือ.วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิตสาขาการบริหารการพยาบาล.บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

9 สุกานดา ขวัญเมือง.(2552).คุณภาพชีวิตการทำงานของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลสระบุรี .วิทยาสิพนธ์

บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (สาขาการจัดการทั่วไป).สำนักวิทยจัดการ . มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี.

10 Burns, Nancy and Grove, Susan K. (2011). Understanding Nursing Research. Fifth Edition).

Maryland, Elsvier Saunders.

11 Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities.

Educational and Psychological Measurement, 30(3), pp. 607-610.

12 เครื่องชี้วัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ ฉบับภาษาไทย สืบค้นจาก

http://www.dmh.go.th/test/download/files/whoqol.pd... วันที่เข้าไปสืบค้น 1 ตุลาคม 2557.

13 Best, J. W. (1978). Research in Education (3rd Ed). New Jersey: Prentice-Hall.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ป เอก พิบูลสงคราม รุ่น 1



ความเห็น (0)