วิพากษ์ ร่าง พรบ. การจัดซื้อจัดจ้างการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ... หรือที่เรียกกันอีกอย่างว่า ร่าง “พรบ.เพิ่มความโปร่งใส” ตอนที่ 1

วิพากษ์ ร่าง พรบ. การจัดซื้อจัดจ้างการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ... หรือที่เรียกกันอีกอย่างว่า ร่าง “พรบ.เพิ่มความโปร่งใส” ตอนที่ 1

23 กรกฎาคม 2558

สรณะ เทพเนาว์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ [1]

ความเป็นมา

แนวคิดในการรวบรวม ระเบียบ กฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง ของหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐที่หน่วยงานแต่ละหน่วยงานถือระเบียบฯ ปฏิบัติที่แตกต่างกัน ให้มาใช้ในระเบียบกฎหมายฉบับเดียวกัน มีความเป็นมาเริ่มแต่ปี 2550

29 ตุลาคม 2550 ครม.มีมติอนุมัติหลักการ ตามที่กรมบัญชีกลาง เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ…… [2] และมีการรับฟังความเห็นร่าง พรฎ. 2 ครั้ง เมื่อ 26 ธันวาคม 2557 และ 2 กุมภาพันธ์ 2558 [3]

10 กุมภาพันธ์ 2558 เสนอร่าง พรบ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. .... เข้า คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) เพื่อพิจารณา

3 มีนาคม 2558 คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) และคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (กวพ.อ.) มีมติให้ปรับปรุงแก้ไขร่าง พรบ.ฯ

7 กรกฎาคม 2558 กระทรวงการคลัง เสนอ ครม.อนุมัติหลักการร่าง พรบ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. .... [4]

การยกระดับกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างฯ จากเดิม “ระเบียบ” ให้เป็น “พระราชบัญญัติ” ซึ่งมีความเข้มข้นของสภาพบังคับใช้ที่มากกว่า เป็นกฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่าระเบียบ มีบทกำหนดโทษทางอาญาได้ จนถึงขั้นจำคุก ปัจจุบันหน่วยงานของรัฐทั่วไปใช้ระเบียบว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างหลักที่สำคัญ คือ (1) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 7 พ.ศ. 2552) [5] (2) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 [6] (3) ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2553 [7]

นายพีเดอร์ บลูมเบิร์ก (Mr. Peder Blomberg) ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดซื้อจัดจ้างจากประเทศสวีเดน ได้แสดงความเห็นว่า ประเทศไทยควรมีการปรับปรุงกระบวนการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วประมูลและทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างให้มีความรวดเร็วมากขึ้น เพราะมีคดีที่เกี่ยวกับการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างถึง 60 – 70% แต่สามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดได้ไม่มากนัก [8] นอกจากนี้นักวิชาการเสนอว่า ควรรวบรวมกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างของประเทศไทยให้เป็นฉบับเดียวกัน และควรจะมีการตรากฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ เช่น พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐแห่งชาติ [9] ทั้งนี้เพื่อลดอัตราเสี่ยงจากปัญหาการคอร์รัปชัน โดยส่วนตัวผู้เขียนขอสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวในการยกฐานะกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างฯ จาก ระเบียบฯ ให้เป็น พรบ. ซึ่งเจตจำนงหลักก็เพื่อการแก้ไขปัญหาการทุจริต และความมีมาตรฐานของกฎหมายไทย ดังได้บัญญัติไว้ในร่าง มาตรา 8 [10] ว่า การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุของหน่วยงานของรัฐต้องก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สาธารณะ และต้องสอดคล้องกับหลักการ คุ้มค่า โปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และตรวจสอบได้

ข้อเสนอมาตรการรองรับเบื้องต้นตาม พรบ. ฯ

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อทุกคนรู้ถึงปัญหาและรู้ถึงวิธีแก้ปัญหา ทุกคนต้องบอกถึงปัญหาได้และต้องบอกด้วยว่าใครจะเป็นผู้แก้ปัญหา ใครจะเป็นผู้ทำ ต้องบอกให้ครบเลยฉะนั้น ผู้เขียน จึงมีข้อเสนอเบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้ พรบ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้ ไม่ให้เกิดความล่าช้าในการปฏิบัติ เห็นควรมีมาตรการรองรับเบื้องต้น ตามร่าง พรบ. ทั้ง 123 มาตรา ดังนี้

1. ให้กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

ตามร่าง พรบ. มาตรา 17 [11] กำหนดให้อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ฉะนั้น จึงเป็นผู้มีหน้าที่ในการรวมระเบียบกฎหมายทั้งหมด แต่อาจเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ อาทิเช่น

(1.1) ปัญหาต่าง ๆ ด้านบุคลากร อาทิ การขออัตรากำลังจาก สำนักงาน กพ. อาจเกิดปัญหาข้อห้ามการเพิ่มอัตรากำลังคนที่ต้องมีการควบคุมจำกัด จึงอาจไม่ได้อัตรากำลังตามที่ร้องขอไป

(1.2) บุคลากรที่ได้รับการจัดสรรเป็นอัตรากำลังใหม่ หากเป็นข้าราชการบรรจุใหม่อาจได้บุคลากรที่ไม่มีความรู้ประสบการณ์หรือบุคลากรต้องมาเริ่มเรียนรู้งานใหม่ ทางแก้ไขโดยการรับโอนบุคลากรเดิมที่มีความรู้ประสบการณ์เข้ามาทำงานในหน่วยงานใหม่ ซึ่งหมายถึงบุคลากรที่เคยปฏิบัติงานการจัดซื้อจัดจ้างฯ อยู่เดิม เข้ามาทำงานด้านการจัดซื้อจัดจ้างฯ ในหน่วยงานใหม่ที่ได้รับการจัดตั้งฯ จะทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แต่ในระยะยาว อัตรากำลังใหม่จากข้าราชการบรรจุใหม่นั้น ยังมีความจำเป็นอยู่

(1.3) การแก้ไขปัญหาการบริหารบุคคลกรโดย สำนักงาน กพ. ร่วมกับกรมบัญชีกลาง ในการรับโอนข้าราชการที่ปฏิบัติงานด้านการจัดซื้อจัดจ้างอยู่เดิม ไม่จำเป็นต้องบัญญัติไว้ในร่าง พรบ. ด้วยเหตุผลก็คือ เมื่อมีการดึงงานการจัดซื้อจัดจ้างมาจากหน่วยงานต่าง ๆ ก็ต้องดึงบุคลากรคนรับผิดชอบเดิมในหน่วยงานนั้น ๆ มาด้วย ทั้งนี้เพื่อความต่อเนื่องของงานที่ไม่ต้องมาเรียนรู้งานหรือสอนงานใหม่ที่เป็นการสร้างภาระ ทำให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพ มิใช่ว่าการยิ่งปฏิรูปหน่วยงานแต่กลับเกิดปัญหาหรือมีภาระในอัตรากำลังที่เพิ่มมากขึ้น

2. คณะกรรมการต่าง ๆ ตามร่าง พรบ. ควรเป็นข้าราชการมืออาชีพที่ปฏิบัติงานประจำเต็มเวลา

ตามร่าง พรบ. นี้ ได้แก่ คณะกรรมการฯ 5 คณะ ตามร่างมาตรา 4 [12] ประกอบด้วย 1. “คณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ”2. “คณะกรรมการวินิจฉัย”3. “คณะกรรมการกำกับราคากลาง”4. “คณะกรรมการความร่วมมือ” 5. “คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์” โดยกำหนดให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการฯ จากผู้ทรงคุณวุฒิและข้าราชการระดับสูงตำแหน่งระดับ อธิบดีหรือผู้แทน อาจเกิดปัญหาทางปฏิบัติ อาทิเช่น

(2.1) ข้าราชการระดับสูงระดับ 9 ระดับ 10 เหล่านั้นต่างมีงานประจำที่ต้องปฏิบัติในส่วนของตนอยู่แล้ว อาจทำให้งานคณะกรรมการฯ ที่รับมอบหมายล่าช้าและไม่ต่อเนื่องได้ ผลที่ตามก็คือ งานการจัดซื้อจัดจ้างฯ ถือเป็นงานฝาก ที่ไม่มีข้าราชการระดับสูงผู้ใดกล้าทุ่มเทการปฏิบัติงาน เมื่อถึงเวลาประชุมพิจารณาก็อาจเพียงมานั่งดูระเบียบวาระการประชุม ตามที่ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ นำเสนอ โดยไม่ได้มีการศึกษาข้อมูลเตรียมการล่วงหน้า แม้จะเห็นว่าข้าราชการระดับ 9 ระดับ 10 มีวุฒิภาวะประสบการณ์สูง เพียงเห็นเรื่องและเอกสารตามระเบียบวาระการประชุมเท่านั้น ก็สามารถวินิจฉัยอนุมัติ เห็นชอบ หรือสั่งการได้ ฉะนั้น การคัดเลือกข้าราชการระดับสูง ระดับ 9 ระดับ 10 แล้วมอบหมายความรับผิดชอบจะเป็นบุคคลคนใดก็ได้ แต่ขอให้ตัดขาดจากตำแหน่งหน้าที่งานประจำที่ปฏิบัติด้วย ซึ่งจะส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพได้อย่างแน่นอน เพราะมีการปฏิบัติหน้าที่แบบ “มืออาชีพที่ปฏิบัติงานประจำเต็มเวลา” กล่าวคือ การแต่งตั้งข้าราชการมาปฏิบัติหน้าที่ในคณะกรรมการฯ มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องขาดจากงานประจำเพื่อมาปฏิบัติงานได้เต็มเวลาแบบมืออาชีพ เพราะ พรบ. ฉบับนี้มีความสำคัญมาก ถือเป็นงานหลักสำคัญในการแก้ปัญหาการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้าง ที่มิใช่งานฝากแต่อย่างใด

(2.2) ในการประชุมพิจารณาของคณะกรรมการฯ ที่มีประสิทธิภาพนั้น ต้องมีข้อเสนอแนะและคำแนะนำโดยคณะกรรมการฯ เพื่อการพัฒนาองค์กรด้วยหากพิจารณาในแง่มุมนี้จะเห็นว่า องค์กรจะไม่มีโอกาสพัฒนาหรือพัฒนาได้น้อย เพราะข้าราชการระดับสูงที่มาปฏิบัติงานนี้มิใช่เป็นงานหลัก และหากยิ่งกรณีที่ผู้แทนฯ ผู้มาประชุมแทนก็อาจไม่มีความต่อเนื่องของงานได้นี่คือลักษณะของระบบราชการที่มีปัญหา ทำให้ผลการประชุมในแต่ละคราวถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบวาระที่ฝ่ายเลขานุการฯ เสนอเท่านั้น หาได้มีผลใด ๆ ในอันที่จะก่อให้เกิดการส่งเสริมหรือพัฒนาองค์กรไม่

ผู้เขียนขอยกตัวอย่างอา ิงานมิ้จะเห็นว่า หรือพัฒนาได้น้อย ี่ไม่ต้อองมาเรียนรู้งานหรือสอนงานใหม่ ประสบการณ์จริงจากองค์กรต่าง ๆ ในกรณีดังกล่าว ได้แก่

(1) “คณะกรรมการการกระจายอำนาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก.ก.ถ.)” [13] ตาม พรบ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น พ.ศ. 2542 สังกัดสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ ที่มาจากข้าราชทุกกระทรวง ทบวง กรม มาปฏิบัติงานโดยไม่มีการปฏิบัติงานประจำเต็มเวลา ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. ก็คือ การถ่ายโอนอำนาจหน้าที่ให้แก่ อปท. ตามแผนและขั้นตอนในการกระจายอำนาจที่ล่าช้าและไม่ทันระยะเวลาตามที่กำหนด

(2) “คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ก.ก.ต)” [14] ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมีลักษณะการปฏิบัติงานด้านเดียวในการเลือกตั้งเท่านั้น เพราะเป็นลักษณะ “งานเฉพาะทาง” ลักษณะของงานในแต่ละวันเปรียบเทียบได้ว่า “การหายใจเข้าหายใจออกของคณะกรรมการฯ ก็เป็นเฉพาะงานเลือกตั้งเท่านั้น”ฉะนั้น ในกรณีผู้ปฏิบัติงานในคณะกรรมการฯ ที่ทำงานหน้าเดียวจึงน่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่า

(3) “ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)” [15] ถือเป็นส่วนราชการตาม พรบ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 มีรูปแบบเฉพาะที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง มีฐานะเป็นนิติบุคคล และอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่เป็นงานนโยบายสำคัญด้านความมั่นคงของประเทศ ซึ่งถือได้ว่าเป็นองค์กรแบบเฉพาะกิจ (Ad hoc Organization) มีลักษณะการทำงานที่ใช้อำนาจสั่งการร่วมกับ กอ.รมน. มีการจัดส่งเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายพลเรือนไปปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานภายใน ศอ.บต. [16] โดยข้าราชการที่มาปฏิบัติงานหน้าเดียวขาดจากงานในหน้าที่ประจำเดิม เป็นต้น

3. ปัญหาความพร้อมในการดำเนินการตาม พรบ. อาจมีระยะเวลายาวนาน

แม้ ร่าง พรบ. จะได้กำหนดระยะเวลาในการดำเนินการไว้อย่างชัดเจน โดยมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ตามร่างมาตรา 2 [17] ในปัญหาการเตรียมการด้านบุคลากรจึงเป็นปัญหาตามมาที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเมื่อ พรบ. ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษามีผลบังคับใช้แล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือ การบริหารและการนำกฎหมายไปใช้งาน หรือการบังคับใช้ (Compliance and Law enforcement) ซึ่งต้องมีการเตรียมความพร้อมของบุคคลกร เพราะ “คน” หรือ “เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในงานการจัดซื้อจัดจ้างฯ” ถือเป็นปัจจัยหลักในการบริหารจัดการอย่างหนึ่ง (4 M) อาจเกิดปัญหาทางปฏิบัติขึ้น อาทิเช่น

(3.1) การอบรมชี้แจงแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ปฏิบัติการตามกฎหมายและผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ เจ้าหน้าที่หรือบรรดาข้าราชการในส่วนราชการหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ควรได้รับการอบรมกันอย่างทั่วถึงและครบถ้วนโดยเร็ว โดยเฉพาะ อปท. ทั้งหมด (เทศบาล อบต. อบจ. กทม.และเมืองพัทยา) รวมจำนวน 7,853 แห่ง [18] และส่วนราชการ กระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ การบริหารจัดการอบรมเตรียมการเพื่อให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนทันเวลาตามที่กำหนดไว้ใน ร่าง พรบ. นี้ ตามมาตรา 122 [19] บัญญัติให้ใช้ระเบียบเดิมไปพลางก่อนที่จะมีการตรากฎกระทรวงและระเบียบ เพื่อใช้บังคับจะเสร็จเรียบร้อย “...จนกว่า จะมีการออกกฎกระทรวงและระเบียบ เพื่อใช้บังคับตามพระราชบัญญัตินี้...”จึงเป็น “ปัญหาการเตรียมความพร้อมของบุคลากรผู้ปฏิบัติ” ฉะนั้นการเตรียมแผนการที่ดีไว้ล่วงหน้าจึงมีความจำเป็น

(3.2) วิทยากรที่บรรยายให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เป็น “นักวิชาการ” แต่หากเกิดปัญหาในการปฏิบัติงานผู้ที่ให้คำตอบก็คือ เจ้าหน้าที่หรือข้าราชการในหน่วยงานที่รับผิดชอบ ฉะนั้น วิทยากรผู้ฝึกอบรมควรมอบหมายให้ข้าราชการผู้ปฏิบัติงานจริงเป็นวิทยากรบรรยายถ่ายทอดความรู้ มากกว่าวิทยากรที่มาจากบรรดานักวิชาการทั้งหลาย เป็นต้น ตามหลักการปฏิบัติที่ว่าผู้ที่ให้ความรู้ในการอบรมต้องเป็นบุคคลคนเดียวกับคนที่จะตอบข้อหารือปัญหาทางปฏิบัตินั่นเอง

(3.3) แนวคิดเพื่อการแก้ไขปัญหาเตรียมความพร้อมบุคคลากรผู้ปฎิบัติ ให้ทันกับการบังคับใช้ตาม พรบ. นี้ก็คือ อาจจัดการอบรมผ่านทางวีดิโอคอนเฟอร์เรนซ์พร้อมกันทั่วประเทศ พร้อมการแจกแผ่นข้อมูลซีดีการอบรมให้กลับไปศึกษาด้วยตนเองเพิ่มเติม โดยจัดแบ่งเป็น “การอบรมเป็นการทั่วไป” “การอบรมหลัก” “การอบรมเฉพาะทาง” ฯลฯ โดยการตรวจสอบแยกแยะประเภทและจำนวนผู้เข้าร่วมอบรมไว้ให้พร้อม

(3.4) เพื่อให้การฝึกอบรมดังกล่าวมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควรมีการทดสอบความรู้แก่เจ้าหน้าที่ด้วย โดยการจัดส่งข้อสอบหรือแบบทดสอบไปให้ส่วนราชการหน่วยงานต้นสังกัด เช่น กระทรวง ทบวง กรม เป็นผู้จัดการทดสอบวัดความรู้หากเป็น อปท. ก็ให้จังหวัดเป็นผู้ดำเนินการ คาดว่าภายในระยะเวลาอันสั้นเพียงประมาณ 2 สัปดาห์ก็จะสามารถวัดความรู้บุคคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างทั่วถึงและครบถ้วน

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อคิดเห็นเบื้องต้นในประเด็นปลีกย่อยเล็กน้อยของผู้เขียนนี้ คงเป็นแรงเสริมให้บรรดาส่วนราชการ และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้รับทราบ และหาแนวทางประสานการปฏิบัติเพื่อให้การบังตับใช้กฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างฯ ได้ภายในระยะเวลาอันสั้นและรวดเร็ว ในการจัดการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป



[1] สรณะ เทพเนาว์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ, หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2558ปีที่ 65 ฉบับที่ 22734 หน้า 10 <การเมืองท้องถิ่น> & สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์<หน้า 80 ปีที่ 62 ฉบับที่ 45 วันศุกร์ที่ 24 - วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม 2558>

[2] ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ..., สำนักพัฒนามาตรฐานระบบพัสดุภาครัฐ

, กรมบัญชีกลางกระทรวงการคลัง, http://klang.cgd.go.th/plk/w_sep/ppt_e-Auction50.ppt & http://part.sopmoei.com/support/doc/ksd_1.pdf

[3] ปรุฬห์ รุจนธำรง, “ร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ....”, แผนงานศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.), 15 พฤษภาคม 2558, http://www.hfocus.org/sites/default/files/files_upload/raang_phrb.cchadchuuecchadcchaangbrihaarphasduphaakhrath_kphy.pdf

[4] ร่าง พรบ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. .... , http://www.gprocurement.go.th/wps/wcm/connect/4ceffa00490688b7a92ebb5334f06631/procurement_%28draft%29act_58.pdf?MOD=AJPERES & ร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ...., 7 กรกฎาคม 2558, http://www.isranews.org/thaireform/thaireform-data/item/39747-ร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ-พ-ศ.html

[5] ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 7 พ.ศ. 2552), http://www.tu.ac.th/org/ofrector/planning/m1_m8/01_2535.pdf

[6] ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2549, http://kmcenter.rid.go.th/kcsupply/doc/law/eauction2549.pdf

[7] ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2553, http://wiroj101.blogspot.com/2013/11/2535-9-2553.html

[8] เร่งดันกม.จัดซื้อจัดจ้างแก้ทุจริต, เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ, 8 มกราคม 2558, http://tdri.or.th/tdri-insight/%E0%B8%B4%E0%B8%B4bbn2015-01-08/

[9] ยุทธนา ปาลบุตร, ปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ปีที่ 7 ฉบับที่ 2, 2557, http://journalgrad.ssru.ac.th/index.php/issue14/article/view/81

[10] มาตรา 8 การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุของหน่วยงานของรัฐต้องก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สาธารณะ และต้องสอดคล้องกับหลักการดังต่อไปนี้

(1) คุ้มค่า โดยพัสดุที่จัดซื้อจัดจ้างต้องมีคุณภาพหรือคุณลักษณะที่ตอบสนองวัตถุประสงค์ ในการใช้งานของหน่วยงานของรัฐมากที่สุด มีราคาที่เหมาะสม และมีแผนการบริหารพัสดุที่เหมาะสมและชัดเจน

(2) โปร่งใส โดยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุต้องกระทาโดยเปิดเผย เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม มีหลักฐานการดำเนินงานชัดเจน และมีการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุในทุกขั้นตอน

(3) มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยต้องมีการวางแผนการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุล่วงหน้าเพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และมีการประเมินและเปิดเผยผลสัมฤทธิ์ของการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุทุกปี

(4) ตรวจสอบได้ โดยต้องมีการเก็บข้อมูลการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุอย่างเป็นระบบเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ

[11] มาตรา 17 ให้มีคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมายเป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อัยการสูงสุด เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปราบการทุจริตแห่งชาติ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกินเจ็ดคนเป็นกรรมการ โดยในจำนวนนี้ ให้แต่งตั้งจากผู้แทนภาคเอกชนที่มาจากองค์กรเศรษฐกิจและสภาวิชาชีพที่มีกฎหมายรองรับอย่างน้อย ห้าคน

ให้อธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ข้าราชการของกรมบัญชีกลาง ซึ่งอธิบดีกรมบัญชีกลางมอบหมายจำนวนไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

[12] มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้

“คณะกรรมการนโยบาย” หมายความว่า คณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ

“คณะกรรมการวินิจฉัย” หมายความว่า คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ

“คณะกรรมการกากับราคากลาง” หมายความว่า คณะกรรมการกากับราคากลางและ ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ

“คณะกรรมการความร่วมมือ” หมายความว่า คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต

“คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์” หมายความว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และ ข้อร้องเรียน

[13] โครงสร้างของ คณะกรรมการการกระจายอำนาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก.ก.ถ.), สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นส่วนราชการสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อตั้งขึ้นตามมาตรา 15 แห่ง พรบ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น พ.ศ. 2542, http://www.odloc.go.th/web/?page_id=117

[14] คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ก.ก.ต), http://www.ect.go.th/th/?page_id=210 ,

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พ.ศ. 2540 ได้บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นองค์กรอิสระโดยมีคณะกรรมการ จำนวน 5 คน ทรงกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง โดยการเลือกสรรของวุฒิสภา มีวาระดำรงตำแหน่ง 7 ปี และ ดำรงตำแหน่งได้เพียงครั้งเดียว

[15] พรบ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553, http://www.thailaws.com/law/thaiacts/code2172.pdf ,

“มาตรา 8 ให้มีศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรียกโดยย่อว่า “ศอ.บต.” เป็นส่วนราชการรูปแบบเฉพาะที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง มีฐานะเป็นนิติบุคคล และอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการตามระราชบัญญัตินี้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

การบริหารราชการของ ศอ.บต. ถ้ามิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในพระราชบัญญัตินี้หรือคณะรัฐมนตรีมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน

& ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ตาม พรบ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553, http://www.sbpac.go.th/index.php/2014-11-27-03-45-40/2014-11-27-03-47-29, เดิมปี 2551 ศอ.บต. และ กองบัญชาการผสม พลเรือนตำรวจทหารที่ 43 (พตท.43) เป็นหน่วยงานอำนวยการ เป็นหน่วยงานในสังกัด กอ.รมน. ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาทั้งกอ.รมน. และ ศอ.บต. ทำให้มีเอกภาพ เชิงนโยบาย เป็นศูนย์บูรณาการแผนงาน/โครงการของหน่วยงาน

[16] พรบ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 มาตรา 17 วรรคสอง “ให้หน่วยงานของรัฐฝ่ายพลเรือนจัดส่งเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายพลเรือนไปปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานภายในตามวรรคหนึ่ง ตามจำนวนที่เลขาธิการร้องขอโดยเร็ว และให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลหรือองค์กรอื่นที่มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกันของหน่วยงานของรัฐนั้นจัดให้หน่วยงานของรัฐที่จัดส่งเจ้าหน้าที่ของรัฐไปปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานภายในของ ศอ.บต. มีอัตรากำลังทดแทนเท่าจำนวนอัตรากำลังที่จัดส่งไป”

[17] มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

[18] ข้อมูล ณ วันที่ 9 มีนาคม 2558, ส่วนวิจัยและพัฒนาระบบ รูปแบบและโครงสร้าง สำนักพัฒนาระบบ รูปแบบและโครงสร้าง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, http://www.dla.go.th/work/abt/

[19] มาตรา 122 ในระหว่างที่ยังมิได้ออกกฎกระทรวงและระเบียบ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำระเบียบ หรือข้อบังคับ หรือข้อบัญญัติ หรือแนวทางปฏิบัติที่กำหนดไว้แล้วซึ่งใช้อยู่เดิมมาใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้โดยอนุโลม และให้คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุและคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือคณะกรรมการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ตามระเบียบ หรือข้อบังคับ หรือข้อบัญญัติของหน่วยงานของรัฐนั้น มีอำนาจหน้าที่ตามที่มีอยู่เดิมจนกว่า จะมีการออกกฎกระทรวงและระเบียบ เพื่อใช้บังคับตามพระราชบัญญัตินี้

ในกรณีที่ไม่อาจนำระเบียบ หรือข้อบังคับ หรือข้อบัญญัติ หรือแนวทางปฏิบัติที่กำหนดไว้แล้วมาใช้บังคับได้ตามวรรคหนึ่ง การดำเนินการของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Local Administration



ความเห็น (0)