สบเนื่องจากบันทึก บันทึกที่ผ่านมา ผมได้เขียนถึงการจัดทำหนังสืออ่านเล่นมาเล่มหนึ่ง ส่วนหนึ่งจัดทำเป็นรูปเล่มแจกจ่าย และแปลงไปสู่การเป็น E-book เรียนนอกฤดู
จึงถือโอกาสขยายความเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ที่เกี่ยวโยงกับเรื่องกิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชาการพัฒนานิสิต
บรรดาเรื่องเล่าจำนวน ๖ เรื่องจากรายวิชาพัฒนานิสิต เป็นส่วนหนึ่งในหลายๆ กิจกรรม/โครงการที่นิสิตได้จัดทำขึ้นในภาคเรียนที่ ๒/๒๕๕๗ ส่วนอีก ๒ เรื่องเป็นเรื่องกระบวนการเรียนการสอนในชั้นเรียน
ที่คงพอสะท้อน หรือเชื่อมโยงให้เห็นถึงการเรียนรู้ในแบบ “บันเทิงเริงปัญญา” ในรายวิชาพัฒนานิสิต ที่เน้นนิสิตเป็นศูนย์กลาง เน้นการเรียนรู้ของนิสิต ไม่ใช่เน้นการลงไปพัฒนาชุมชน แต่เป็นการเรียนรู้คู่บริการที่จะช่วยให้นิสิตได้เรียนรู้กระบวนการและทักษะของการทำประโยชน์เพื่อสังคม (จิตสาธารณะ : เยาวชนจิตอาสา) อย่างมีขั้นตอน มีระเบียบวิธีการบนฐานของการมีส่วนร่วมระหว่างนิสิตกับนิสิตและนิสิตกับชุมชน
วิชาการพัฒนานิสิต : จากทฤษฎีสู่การลงมือทำ
การเรียนรู้ในรายวิชาการพัฒนานิสิต จะมุ่งให้นิสิตได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ เพราะเชื่อว่า “ปัญญา” หรือ “ความรู้” ควรต้องก่อเกิดจากการลงมือทำ จึงจะเรียกได้ว่านั่นคือ “ปัญญาปฏิบัติ” ด้วยเหตุนี้การเรียนการสอนจึงมุ่งให้นิสิตได้ลงมือทำอย่างเป็นทีม (กลุ่ม) โดยการกระตุ้น หรือเปิดโอกาสให้นิสิตได้นำแนวคิดในเรื่องของการเขียนโครงการ การประเมินโครงการ การจัดกิจกรรมเรียนรู้ชุมชน (เรียนรู้คู่บริการ) การทำงานเป็นทีม ผู้นำ ผู้ตาม จิตสาธารณะไปสู่การปฏิบัติจริงภายใต้ชื่อ “โครงการเพื่อการพัฒนานิสิต” ด้วยการใช้ชุมชนเป็นห้องเรียน ซึ่งชุมชนที่ว่านี้ เป็นได้ทั้งที่อยู่ในมหาวิทยาลัยและชุมชนที่หมายถึง หมู่บ้านภายนอกมหาวิทยาลัยฯ
ฉะนี้แล้วเมื่อนิสิตหรือผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติก็เท่ากับว่าได้นำทฤษฎีไปสู่การลงมือทำจริง เป็นการทำจริงในรูปของทีม เป็นการทำงานจริงในสถานการณ์จริงไม่ใช่ “เพ้อฝัน-จินตนาการ” ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงผลพวงของการเรียนรู้หน้างาน อันหมายถึงทักษะการสร้างทีม ทักษะการประสานผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทักษะการแบกรับกับความกดดัน และอื่นๆ จิปาถะ
วิชาการพัฒนานิสิต : ฝึกการทำงานกับชุมชนบน(โจทย์) ความต้องการของชุมชน
ทุกโครงการที่นิสิตจัดขึ้นประกอบการวัดผลการเรียนรู้ในรายวิชาพัฒนานิสิต จะถูกปักหมุดชัดเจนว่าต้องมาจากความต้องการของชุมชน (โจทย์) แต่ให้เน้นโจทย์เล็กๆ ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะไม่ต้องการให้เป็นการงานที่ซับซ้อนใหญ่โตในเชิงการพัฒนาอย่างยิ่งใหญ่ แต่เน้นการงานที่สมาชิกในกลุ่มได้ลงแรงทำร่วมกันให้ได้มากที่สุด (ทำไปเรียนรู้ไปอย่างเป็นทีม)
ด้วยเหตุนี้การงานเนื่องในโครงการที่จัดขึ้นบนความต้องการของชุมชน จึงดำเนินการไปในแบบที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่นิสิตจะพึงรับผิดชอบได้ เช่น ทาสีกำแพงวัด ทาสีหอระฆัง ทำรั้วหมู่บ้าน เลี้ยงอาหารบ้านพักคนชรา ล้างบ่อพักน้ำประปามหาวิทยาลัยฯ รณรงค์การจัดการเรื่องขยะและสิ่งแวดล้อมในชุมชน
กิจกรรมเหล่านี้ ดูเหมือนจะเป็นกิจกรรมลงแรงผ่านงานเชิงกายภาพเป็นหัวใจหลัก แต่ก็ตั้งประเด็นการเรียนรู้ชัดเจนว่านิสิตต้อง “เรียนรู้บริบทชุมชน” ควบคู่กันไปให้ได้มากที่สุด มีระบบของการแบ่งส่วนหน้าที่ในกลุ่ม ตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ และมุ่งให้เรียนรู้แบบบูรณาการ ไม่ใช่ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ไม่สนใจเรื่องราวอื่นๆ ที่อยู่ในบริบทของการงานที่กำลังลงมือทำ
วิชาการพัฒนานิสิต : ชุมชนคือห้องเรียน (คลังความรู้)
การจัดโครงการเพื่อการพัฒนานิสิต คือกระบวนการบนฐานคิดที่เชื่อว่า “ชุมชนคือห้องเรียน” หรือ “คลังความรู้” ซึ่งความรู้อาจอยู่ในรูปของผู้คน สถานที่ ประเพณี/กิจกรรม ซึ่งนิสิตที่ลงไปยังชุมชนต้องถอดรหัส หรือสัญญะความรู้เหล่านั้นออกมาให้ได้ในระดับหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น ชุมชนมีประวัติศาสตร์อย่างไร สถานที่ที่ทำกิจกรรมสำคัญอย่างไรต่อชุมชน
การจัดกิจกรรมในภาคเรียนที่ ๒/๒๕๕๗ นิสิตจึงได้เรียนรู้ว่าชุมชนที่จัดกิจกรรมนั้นมีความสำคัญทั้งเหมือนและต่างกัน เช่น เป็นหมู่บ้านที่มีตำนานจระเข้ประจำเมืองมหาสารคาม (บ้านท่าขอนยาง) ชุมชนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (บ้านกุดร่อง) ชุมชนตำนานพระยืน (โรงเรียนบ้านคันธาร์) ชุมชนงานบริการวิชาการและงานบริการสังคมมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (โรงเรียนนาสีนวน)
หรือกระทั่งการ “ถอดรหัสความรู้” ผ่านกิจกรรมหน้างานเล็กๆ เช่น การทีสีกำแพงวัด ก็กระตุ้นการเรียนรู้ถึงบทบาทและสถานะของกำแพงวัดที่เป็นสถานที่จัดเก็บอัฐิของผู้คน และการเชื่อมโยงไปยังเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังมาเยือน ซึ่งเป็นมหกรรมอันสำคัญของ “คนไทย” เพราะชุมชนจะต้องมาอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรดาเครือญาติ หรือบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว
วิชาการพัฒนานิสิต : “เรียนรู้” ...แล้ว “รู้อะไร”
อีกหนึ่งจุดเด่นของการเรียนรู้ในรายวิชาพัฒนานิสิต คือเมื่อเสร็จสิ้นการจัดกิจกรรมโครงการเพื่อการพัฒนานิสิตแล้ว นิสิตจะมีการสะท้อนผลการเรียนรู้ (สกัดการเรียนรู้) ทั้งในระบบกลุ่ม/ทีม และเชิงบุคคล ผ่านระบบและกลไกสำคัญๆ เช่น รายงานกลุ่ม นิทรรศการกลุ่ม การนำเสนอหน้าชั้นเรียนในรูปแบบของสื่อที่หลากหลาย และการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ตลอดจนการเขียน “เรื่องเล่าเร้าพลัง” ของนิสิตเป็นรายบุคคล
กระบวนการเหล่านี้ ส่วนหนึ่งคือการหนุนเสริมให้นิสิตได้ฝึกทักษะการจัดการความรู้ร่วมกัน หรือกระทั่งการจัดการความรู้ในเชิงเดี่ยว จากนั้นจึงแปลงความรู้มาสู่การเป็น “สื่อสร้างสรรค์” ที่แตะต้องสัมผัสได้ รวมถึงเป็นกระบวนการของการเชื่อมโยงให้นิสิตได้เห็นความสำคัญของระบบและกลไกการ “สื่อสารสร้างพลัง” ต่อสาธารณะอย่างหลากรูปแบบ ขึ้นอยู่กับว่านิสิตจะสนใจ หรือสันทัดรูปแบบใด
กระบวนการทั้งปวงนี้คือการสะท้อนผลการเรียนรู้ของนิสิต (เรียนรู้แล้ว...รู้อะไร) ทั้งยังให้อิสระต่อนิสิตในการออกแบบกระบวนการสะท้อนผลการเรียนรู้ว่า “รู้อะไร” ซึ่งเป็นเสมือนการบ่มเพาะให้นิสิตได้เป็น “นักออกแบบการเรียนรู้” ไปในตัวด้วยเช่นกัน
วิชาการพัฒนานิสิต : ที่สุดแล้วคือการ “เรียนรู้ตัวเอง”
ทุกกระบวนการของการเรียนรู้ในรายวิชาพัฒนานิสิต โดยเฉพาะการที่นิสิตเรียนรู้ผ่านการลงมือทำโครงการฯ ที่สุดแล้วจะปักหมุดด้วยคำถามสำคัญคือ “เมื่อลงมือทำแล้ว รู้จักตนเองมากขึ้นแค่ไหน” กล่าวคือในทุกกิจกรรมที่นิสิตจัดขึ้น ในทางกระบวนการจะตั้งคำถามป้อนกลับไปยังนิสิต มุ่งให้นิสิตทบทวนตัวเองว่าสิ่งที่ลงมือทำให้กับสังคม (บริการสังคม) ส่งผลต่อการคิดทบทวนตัวตน หรือรากเหง้าของตนเองกี่มากน้อย
ยกตัวอย่างเช่น การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนนั้นๆ ก็ต้องตั้งคำถามกลับมาที่ตัวนิสิตว่า “แล้วประวัติศาสตร์ชุมชนอันเป็นบ้านเกิดของนิสิตล่ะ-นิสิตรู้ หรือมีความรู้กี่มากน้อย” หรือการบริการด้วยการสร้างประโยชน์ต่อชุมชนอื่นๆ นิสิตเองก็ต้องตั้งคำถามกลับมาที่ตัวเองว่า ได้ทำสิ่งนั้นกับตัวเอง หรือครอบครัวบ้างแล้วหรือยัง
นี่อาจจะเป็นกระบวนการเรียนรู้อันง่ายงามของการทบทวนตัวเองผ่านสถานการณ์จากสิ่งอื่นๆ เป็นสำคัญ เพราะคงเปล่าประโยชน์หากเรียนรู้และรู้แต่เฉพาะเรื่องราวของผู้อื่น แต่ไม่รู้ความเป็นตัวตน หรือรากเหง้าของนิสิตเอง
ครับ, เข้าอ่านเพิ่มเติมในระบบ ebook ได้ที่ เรียนนอกฤดู







