โลกทัศน์ (world view) และวัฒนธรรมในการมองโลกและสิ่งแวดล้อม

บันทึกนี้เป็นบันทึกแรกเกี่ยวกับชุมชนคนรักโลก ผมคิดว่าจะเขียนอะไรเป็นปฐมฤกษ์เกี่ยวกับ
สิ่งแวดล้อมดี ก็มานึกถึงทรรศนะพื้นฐานของมนุษย์ก็คือวัฒนธรรม วัฒนธรรมเป็นระบบความสัมพันธ์
พื้นฐานสามประการ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ ความสัมพันธ์ระหว่าง
มนุษย์กับธรรมชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสังคม หรือเป็นโลกทัศน์ชีวทัศน์ในการมองโลก
และชีวิต ผมจะไม่เขียนอะไรที่เป็นแนวปฏิบัติ หรือ แนวการทำ ผมจะเขียนเรื่องในความคิดจิตวิญญาณ
เป็นหลัก

สิ่งเหนือธรรมชาติ เป็นสิ่งแวดล้อมแรกที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นมาในวัฒนธรรม คือความคิดที่มั่นใจว่ามีสิ่ง
ที่อยู่เบื้องหลังธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นอำนาจที่ให้คุณให้โทษเหนือธรรมชาติ (Supernatural power)
ในบรรดาธรรมชาติที่เปลี่ยนแปรไปอยู่ตลอดเวลาเช่นฤดูกาลที่ผ่านไป เกิดความไม่แน่นอน เช่น ฟ้าผ่า
ดินถล่ม แผ่นดินไหว พายุ ไฟไหม้ น้ำท่วม ทุกปรากฎการณ์นั้นมีคำอธิบายกำกับว่ามีอำนาจเหนือธรรมชาติ
บันดาลให้เป็นไป ก็มีผลต่อวิถีการปฎิบัติของมนุษย์ เกิดป่าศักดิ์สิทธิ์ เกิดดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ทำให้เกิดการ
รักษาธรรมชาติไม่ใช้ให้มากเกินไป การใช้ก็สอดคล้องกับความไม่แน่นอน คือสร้างบ้านด้วยไม้ไผ่ ด้วยใบตอง
อย่างง่าย เมื่อเกิดความไม่แน่นอนเช่นถูกลมพัด น้ำท่วม ก็สามารถสร้างใหม่ได้ทันที

ธรรมชาติ เป็นสิ่งแวดล้อมที่กำหนดให้มนุษย์ใช้สอยในวัฒนธรรมสอดคล้องกับ สิ่งเหนือธรรมชาติ มีข้อห้าม
ในการใช้ธรรมชาติ ในสังคมจีน มีภูมิปัญญาที่เรียกว่า "ฮวงจุ้ย" วิธีคิดในการจัดการธรรมชาติให้สอดคล้องกับการ
ตั้งบ้านเรือน โดยมีความสอดคล้องกับธรรมชาติ เช่นบ้านที่มีฮวงจุ้ยดี คือ บ้านที่สอดคล้องกับดินน้ำลมไฟ มีน้ำ
สมบูรณ์ และหลีกเลี่ยง ฮวงจุ้ยที่ไม่ดี การจัดการในภูมิปัญญาคนล้านนา คือ การจัดการเหมืองฝาย ที่จัดการโดย
อาศัยความเชื่อเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติ และระบบสังคม ให้ความช่วยเหลือกันในระบบเครือญาติ และกลุ่มผู้ใช้น้ำ
ทำให้การจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างมีส่วนร่วม ในสังคมตะวันตก การคิดค้นเทคโนโลยีที่เกิดจาก
แร่ การถลุงเหล็ก ทำให้เกิดวิถีการผลิตที่เปลี่ยนไป ทำให้มีการผลิตได้จำนวนมากขึ้น และเกิดการสะสมเกิดขึ้น
ทำให้เกิดการค้าอย่างกว้างขวาง แม้ในสังคมอินเดีย วิถีการผลิตที่ผลิตได้มากขึ้น ก็ทำให้การผลิตส่วนเกินจำนวนมาก
จึงทำให้เกิดชนชั้นนักบวชขึ้นเพื่อบำรุงเลี้ยง แม้แต่พระพุทธเจ้าก็เกิดในยุคที่ผลิตส่วนเกินได้จำนวนมาก

สังคม เป็นสิ่งแวดล้อมที่กำหนดให้มนุษย์อยู่รวมกัน และมีสิ่งกำหนดคือสิ่งเหนือธรรมชาติ และวิธีการใช้ธรรมชาติ
วัฒนธรรมแรกของมนุษย์รวมถึงการนับถือผีบรรพบุรุษ การนับถือเช่นนี้ก่อให้เกิดการรวมตัวกันในระบบเครือญาติ
เพื่อที่จะบูชาบรรพบุรุษ ถือเป็นพวกเดียวกัน สังคมเผ่าพันธ์เดียวกัน มีการใช้และบริโภคทรัพยากรธรรมชาติกัน
อย่างมีกติกา คือเคารพเจ้าที หรือสิ่งเหนือธรรมชาติที่ควบคุมธรรมชาติอยู่ร่วมกัน ถ้าใครทำผิดต่อสิ่งที่อยู่ร่วมกันก็
จะถูกลงโทษตามกติกาของสังคมนั้น ๆ และเมื่อสังคมเริ่มเป็นเมืองมากขึ้น กลุ่มผู้นำจะเป็นผู้กำหนดให้ใช้มากกว่า
ผู้อื่น ตระกูลผู้นำจึงถูกท้าทายและช่วงชิง เกิดสงครามเพื่อแย่งชิงทรัพยากร และเกิดกลุ่มผู้มั่งคั่งใหม่คือพ่อค้าวาณิช
ได้มีสิทธิมีเสียงในระบบสังคมจนชี้นำสังคมจนถึงทุกวันนี้

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกนี้นอกจากอุกาบาตตกลงบนโลก จนทำลายล้างเผ่าพันธ์ุไดโนเสาร์ ตลอดจนการ
เปลี่ยนแปลงอากาศเกิดทำให้เกิดยุคน้ำแข็ง กระทบต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหลายทำให้สูญพันธ์เป็นจำนวนมาก ดังจะเห็น
ได้จากหลักฐานฟอสซิลต่าง ๆ ทำให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลง มนุษย์ที่อยู่ในโ่ลกนี้แม้จะต่างกันด้านสถานที่อยู่แต่
ก็สามารถคิดเทคโนโลยีร่วมยุคด้วยกันได้ แต่เทคโนโลยีทั้งหลายแหล่ได้ทำลายธรรมชาติไม่มากเท่าไร เพราะมี
เทคโนโลยีอยู่อย่างจำกัด ทำให้สามารถใช้สอยได้อย่างประหยัด การเปลี่ยนแปลงของระบบสังคมที่ไปสู่การปฏิวัติ
อุตสาหกรรมเมื่อประมาณร้อยกว่าปีนี่เอง ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงไปถึงขั้นที่จะทำลายโลกเลยทีเดียว

ทำไมระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม จึงทำลายโลกและสิ่งแวดล้อมได้กว้างขวาง ก่อนที่จะเกิดยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมได้
เกิดการปฏิวัติทางความคิดไปสู่ยุควัตถุนิยมวิทยาศาสตร์ ถือกันว่าเป็นเป็นก้าวสำคัญของมนุษยชาติ โดยความคิด
ดังกล่าวมีสมมุติฐานว่า ทุกอย่างเป็นวัตถุทุกอย่างที่สามารถตรวจสอบและอธิบายได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
เมื่อทุกอย่างเป็นวัตถุนิยม จึงไม่สามารถตรวจสอบและอธิบายสิ่งเหนือธรรมชาติได้ หรือไม่สามารถพิสูจน์ได้ ทำให้
ทรรศนะพื้นฐานจากความมั่นใจว่าไม่มีสิ่งเหนือธรรมชาติ ก็เกิดความคิดที่จะเอาชนะธรรมชาติได้ เช่น การคิดค้นเอา
ชนะโรคที่เกิดจากเชื้อโรค การตัดไม้จากผืนป่าอเมซอน ผืนป่าของ พม่า ไทย ซึ่งแต่เดิมถ้าไม่ใช่ชนชั้นเจ้านายจะไม่
มีโอกาสได้มีบ้านจากไม้ในลักษณะถาวร ความเชื่อที่ว่าธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่มีสิ่งเหนือธรรมชาติ ดังนิทานเรื่องสิ่งเหนือ
ธรรมชาติอยู่ในป่า ยังปรากฎหลงเหลืออยู่จำนวนมากมาย แต่ผู้คนไม่เชื่อถือกันแล้ว ก่อให้เกิดการนำเอาธรรมชาติมาใช้
กันอย่างแพร่หลาย เพื่อกำไรสูงสุด สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่บนผิวโลกสามารถนำเอามาเป็นทรัพยสิทธิของมนุษย์ได้

ความคิดวิทยาศาสตร์สองประการที่มีส่วนทำลายธรรมชาติและโลก คือ วิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ในการค้นพบ
ทางวัตถุทั้งทางด้านกายภาพ การค้นพบธาตุ ค้นพบไฟฟ้า อะตอม และ ด้านชีวภาพต่าง ๆ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ต่าง ๆ เช่น
การเกษตรสมัยใหม่ สิ่งสำคัญคือวิทยาศาสตร์ประยุกต์ด้านเศรษฐกิจ การทำธรรมชาติให้เป็นสินค้า เพื่อบริโภค เพื่อสร้าง
ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ อย่างน้อยที่สุด ผลิตภัณฑ์ในโลกใบนี้ เกิดจากการขุดแร่เกือบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีการ
ใช้เทคโนโลยีอย่างเต็มที่ เช่นการขุดพลอยที่เมืองจันทร์ ได้หมดไปอย่างรวดเร็วจนต้องไปขุดต่อที่แอฟริกา การเปลี่ยนแปลง
ความคิดความเชื่อและวัฒนธรรมจึงมีส่วนในการทำลายโลก การศึกษาในระบบทั้งโลกนี้เป็นไปเพื่อรับใช้วิทยาศาสตร์สอง
ประเภทนี้ทั้งนั้น มีการถ่ายทอดอุดมการณ์และวิธีคิดแบบทุนนิยม แต่เพียงเป้าหมายเดียว ครู อาจารย์ ก็เป็นเครื่องมือของระบบ
ทุนนิยมทั้งการแต่งกายความคิด เพื่อการบริโภคนิยมทั้งสินค้าและการบริโภคด้วยกันทั้งนั้น ลำพังวิทยาศาสตร์เพียว ๆ อย่าง
ไอน์สไตน์คิดเรื่องระเบิดปรมณู ก็จะไม่มีปัญหาใด ๆ แต่ถ้าคนนำไปผลิตเพื่อทำลายมนุษยชาติ แต่สุดท้ายก็เพื่อการโชว์สินค้า
เพื่อจะขายในระบบทุนนิยมอย่างที่เป็นไป ต่อไปในอนาคต การสร้างเชื้อโรคใหม่ ๆ ขึ้นมาให้ระบาด แล้วจึงสร้างการค้ายา
ค้าวัคซีน

การให้คุณค่าเกี่ยวกับเงิน ทำให้เกิดการแยกครอบครัวเพื่อไปแรงงานในระบบทุนนิยม แยกเด็กไปอยู่โรงเรียนเพื่อเตรียมระบบ
ทุนนิยมเพื่อหาเงินต่อไป ภูมิปัญญาและการอยู่ร่วมกันในชุมชนช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็หมดสิ้นลง เมื่อวิทยาศาสตร์เข้าไป
แทนที่ผีปู่ย่า เข้าไปแทนที่เจ้าที่ตามธรรมชาติ จึงมุ่งหวังแต่เพียงเงิน "ค่าจ้าง" ในการทำลายโลกนี้ทั้งสิ้น รวมทั้งระบบ การ
แย่งชิงเงินทำให้เกิดอาชญากรรม การคอรัปชั่น เพราะเส้นทางแห่งการผลิตทุนนิยมถูกปิดไว้และผูกขาดไว้เพียงตระกูลไม่กี่
ตระกูล อาหารการกินนับวันก็จะไม่มีความหลากหลาย เพราะได้นำเอาทรัพยากรทางทะเลอุดมสมบูรณ์โดยไม่ละเว้นปลาเล็ก
ปลาน้อยมาทำอาหารในฟาร์ม ทำให้เหลือปลา ไก่ หมู ไข่ ที่ผลิตจากระบบทุนนิยมไม่กี่อย่าง

เมื่อโลกทัศน์เปลี่ยน คนก็เปลี่ยน วิถีการผลิตก็เปลี่ยน ไม่เว้นแม้แต่ระบบสังคมนิยมต่าง ๆ ที่เหลือ ก็มุ่งการผลิต เพื่อความ
ก้าวหน้าทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน เพื่อความได้เปรียบทางการค้า จึงเกิดโลกันตรานุวัตร คือ โลกเคลื่อนไหวไปทางนรก
มากขึ้น ก็เพราะเราทั้งหลายช่วยกันผลักดันกันไปเอง ด้วยจิตสำนึก ด้วยจิตเหนือสำนึก ด้วยจิตไร้สำนึก แล้วที่เขียน ๆ มา
ไม่มีคำตอบ ทางออก ให้ชุมชนรักโลกเลยหรือ คำตอบของผม เห็นตัวอย่างชุมชนในอเมริกา เช่นชุมชนอมิช ในอเมริกา
ชุมชนฉือจี้ ในไต้หวัน ปราชญ์ชาวบ้านในประเทศไทย ชุมชนเกษตรทางเลือก วัดป่า ชุมชนในเครือของสันติอโศก และอื่น ๆ
อีกมากมาย เป็นตัวอย่างของชุมชนที่มีวิธีคิด และคุณค่าที่อิงศาสนธรรม หรือกลับไปที่ความเชื่อดั้งเดิม โดยรวมกลุ่มกัน
เป็นชุมชนหรือสังคมทางเลือก จะเกิดพลังมากกว่าในการรักษ์ธรรมชาติ รักษ์โลก

























































บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรียนรู้ตลอดชีวิต



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

Let us stop and look at some archeological evidence: rubbish on roads; smelly, grey water in canals; hazy brown smog in the sky;... There are manytheories to describe them, to explain their origins, their futures and what they are 'right now'. Each theory proposes some options to reduce their projected (by the theory) impacts to us, society and the world. Some theories give more weight to some features (components and/or processes) than others. Nevertheless, most theories agree on evidence (facts collected around the world) available that 'we are in emergent situation'. We don't have have time to consider all archeologies (or results of 'past events'), we have to act --now--. Time to sit down and reflect on our actions and theories and what weights on some evidence we have is --later--.

A fire is lit in our house and we want to run after and catch the culprit first?