683. เรียนรู้ศาสตร์ OD จาก "สามก๊ก" (ตอนที่ 13)

สามก๊กในตอนนี้ ผมอยากพูดถึงวิธีการสอนของผมครับ ผมสอนอย่างไร ผมใช้วิธีการแบบ Appreciative Inquiry ในการพานักศึกษา ศึกษาวรรณกรรมสามก๊กที่มีความหนา 1,500 หน้า ... จริงๆ ผมไม่ได้สอนด้วยความรู้สึกอหังการ์ในความรู้นัก ผมเองก็ไม่รู้มาก มิบังอาจบอกว่ารู้สามก๊กจริง

ผมเองได้แรงบันดาลใจจากวิธีทาง AI ที่เป็นกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยการร่วมค้นหาสิ่งดีๆ ร่วมกันของคนในองค์กร เพื่อนำสิ่งดีๆ ที่ได้มาขยายผล โดยยืนอยู่บนสมมตฐานที่ว่า ในทุกคนทุกองค์กร มีเรื่องราวๆดีๆ ซ่อนเร้น เรื่องราวดังกล่าวเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ระบบเดินไปด้วยดี

ผมเองจบปริญญาเอกด้านนี้ และเอา AI มาใช้ในการพัฒนาองค์กรได้ผลมาหลายที่ จนทำเป็นชมรมเผยแพร่คือ www.aithailand.org

ผลพลอยได้จากนิสัยการพยายามค้นหาสิ่งดีๆ ของผม เริ่มพัฒนาขึ้นช่วงที่ทำปริญญาเอก ซึ่งนอกจากต้องทำ AI ไปด้วย ยังต้องอ่านหนังสือค้นคว้าไปด้วยก็เริ่มอ่านแบบ AI โดยไม่รู้ตัว และผมค้นพบว่า การค้นหาเรื่องดีๆ ในเอกสารวิชาการ ทำให้เราอ่านจับประเด็นเอามาใช้งานได้ดี เรียกว่าตกผลึกได้เร็ว ทำให้อ่านหนังสือได้มาก ในเวลาที่สั้น แถมเอาไปใช้ได้ไม่ลืม

สามก๊ก เป็นอะไรที่ผมอ่านมาตั้งแต่เด็ก และเมื่อโตขึ้น มีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น ผมกลับมาอ่านอีกครั้งก็เจอเรื่องดีๆ ที่เอามาคิดต่อได้เยอะมากๆ ผมเองผมสอน MBA มาหลายปี ผมเห็นคนรุ่นใหม่ ไม่รู้จัก ไม่เคยอื่น ไม่เคยดู ผมเลยอยากให้คนรุ่นใหม่ศึกษาศาสตร์สามก๊ก ก็เริ่มสอนใน MBA โดยสอนให้นักศึกษาช่วยกันดึงความรู้ออกมา ชั้นเรียนจะแบ่งเป็นห้าครั้ง แต่ละครั้งจะแบ่งกันอ่าน ระยะแรกๆ ก็สุ่มๆ เปิด คนละ 5 หน้าสิบหน้า แล้วเอาประเด็นมาคุยกัน ครั้งหลังๆ ก็ขยายจำนวนหน้า เช่นสองครั้งที่ผ่านมาผมให้เปิดสุ่มอ่านคนละห้าหน้า จากนั้นตั้งโจทย์ถามว่า “ลองมองหาครั้งที่ตัวละครได้รับชัยชนะ หรือพ่ายแพ้ อะไรเป็นสาเหตุ”

ทุกคนก็จะอ่านแล้วมาแชร์กัน โดยจัดเป็นวงสภากาแฟ (World Cafe) วงละห้าคน มีคนจดประเด็น ก็จะได้ประเด็นการค้นพบ 5 ประเด็น จากนั้นเปลี่ยนกลุ่ม แบบสุ่มให้ไปเล่ากลุ่มใหม่ วนสี่ห้าครั้ง ก็จะได้เรื่องราวๆ ประมาณ 15-16 เรื่อง ในแต่ละกลุ่ม ชั้นตอนนี้แสดงว่าเราเจอเรื่องดีๆ แล้ว 15 เรื่อง ขั้นตอนนี้เราเรียกว่า กระบวนการสืบค้นร่วมกัน (Discovery)

จากนั้นผมจะให้สรุปประเด็น เราเรียกว่าการหาหัวใจของเรื่องดีๆ (Positive Core) โดยให้ทุกกลุ่มสรุปเรื่องราวทั้งหมดให้เรา “สามคำ” (บางกลุ่มขอสี่คำ)... แล้วผมก็ทำเป็น Mindmap ดังนี้


หลังจากนั้นผมก็จะบอกเขาลองเชื่อมโยงกันดูว่าเจออะไร จะเห็นว่าข้อสรุป แม้มาจากต่างกลุ่มจะออกมาในแนวเดียวกัน ว่าคนชนะ หรือแพ้ มันอยู่ที่ตัวเราเอง เช่นคนชนะนี่ต้อง “เก่งคิด เก่งคน เก่งธรรมะ” อืม บทสรุปของเด็กๆ นี่เข้าท่า ชัดมากๆ บางคนก็บอกว่า “ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา” ..นี่ก็ชัดมากๆ ..เห็นไหมครับคล้ายๆ กัน

ตรงนี้สามารถนำไปเล่นต่อว่า ให้เขาวาดฝันถึงภาพในอนาคตโดยมีคำสามคำนี้เชื่อมโยงเข้าไป (Dream) จากนั้นมาออกแบบชีวิตกัน (Design) และทำจริง (Destiny) ก็จะครบวงจร AI

แต่ครั้งนี้ผมลองเชื่อมโยงให้เขาเห็นก่อนว่าทำไมคนปัจจุบันยังอ่านสามก๊ก... ก็เพราะมันอธิบายอะไรๆ ในปัจจุบันได้เยอะมากๆ

คุณจะเห็นหลายคนในสามก็ก เป็นยอดมนุษย์ (แน่นอนไม่สมบูรณ์แบบ) ผมค้นพบว่าข้อสรุปที่เจอ เหมือนๆกับทฤษฎี Five Minds of the Future ของศาสตราจารย์ Howard Gardner นักจิตวิทยาคนสำคัญที่สุดในโลกคนหนึ่งในยุคปัจจุบัน คือหลังจากอาจารย์ศึกษาคนมามาก อาจารย์ตั้งคำถามว่า คนเราจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ที่จะเป็นคนแห่งอนาคต คือคนที่สามารถอยู่ได้ และอยู่ดีในโลกที่เต็มไปด้วยความสับสน เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาจารย์สรุปคุณสมบัติไว้ห้าประการคือ

1. The Disciplined Mind คือคิดอย่างผู้เชี่ยวชาญ คือต้องมีความรู้จริง

2. The Synthesised Mind ข้อมูล ความรู้ท่วมฟ้า ต้องวิเคราะห์ สังเคราะห์นำไปใช้ให้เป็น

3. The Creative Mind มีความคิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ

4. The Respectful Mind มีมุทิตาจิต เห็นคุณค่าคนอื่น

5. The Ethical Mind มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีจริยธรรม

ผมว่าลองดูให้ดีจะเห็น ตัวละครเด่นๆ ในสามก๊ก ยามชนะนี่จะใช้ทั้งห้าด้าน และแม้โหดๆ อย่างโจโฉ ก็ยังแอบมีมุม Ethical Mind เพราะอะไรครับ อย่าลืมโจโฉ มองหาต้นแบบฮ่องเต้ดีๆ รูปแบบการปกครองดีๆ ในประวัติศาสตร์ ที่สำคัญคือรักษาสัจจะ .. 4 ข้อแรกไม่ต้องพูดถึง ...

คล้ายๆกับนักศึกษาผมสรุปมาไหมครับ “เก่งคิด เก่งคน เก่งธรรม” หรือ “ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา”

นี่คือสายธารภูมิปัญญา จากยุคโบราณ ที่เราสามารถนำมาเชื่อโยงเข้ากับทฤษฎีดีๆ แห่งอนาคต และยังทำให้เห็นว่าสังคมเราบูชาอะไรผิดๆ หรือเปล่า เพราะทั้งคนเก่งยุคสามก๊ก และอาจารย์ Howard ไม่ได้พูดถึงสถาบันเลยครับ เช่นมีข่าวบอกธนาคารแห่งหนึ่งเลือกรับคนเข้าทำงาน โดยตัดคนจาราชภัฎ และรามออกไป ...ผมว่าคนทำนี่อาจพลาดครับ เกรด สถาบันอาจเป็นส่วนหนึ่ง

ผมเองยังจำได้สมัยผมทำงานเป็นวิศวกรให้บริษัท AMPS ผมเจอฝ่านจัดซื้อชื่อพี่รัตน์ พี่รัตน์จบรามคำแหงครับ เป็นคนแห่งอนาคตเลยครับ เพราะมี Disciplined Mind มีความเป็น Expert ในเรื่องการจัดซื้อ ให้เกียรติวิศวกรแม้เป็นน้องใหม่ (Respectful Mind) ทำให้เรามีปัญหาอะไรก็ไปหารือ เป็นคนมีจริยธรรม Ethical Mind ตรงไปตรงมาแบบคนใต้ ที่สำคัญมี Creative Mind สร้างสรรค์ ...

ผมยังจำและระลึกถึงความดีของพี่รัตน์ได้ไม่ลืม รู้สึกพี่รัตน์เป็นส่วนสำคัญ เป็นกำลังสำคัญของบริษัท และน้องๆ ที่เข้าใหม่ ทำให้ผมแม้ยุคนั้นทำงานไม่เก่งนัก แต่ก็ได้ความรู้ ประสบการณ์มาต่อยอด จนมาเป็นอาจารย์สอน MBA ในทุกวันนี้

รามคำแหงครับ สุดยอดไหม ...ได้หมดครับ ผมเจอเด็กราชภัฎ เจ้ากบ มาเรียนกับผม ที่ MBA คนนีมีครบห้าเลย.. ตอนนี้จบปริญญาเอก เป็นอาจารย์ ...

สุโขทัยธรรมาธิราช พ่อผมก็จบที่นี่ เป็นคนน่ารักมากๆ สร้างฐานะได้มั่นคง ส่งผมไปเรียนมหาวิทยาลัยดีๆ อย่างลาดกระบัง Veriginia Tech ได้ แม่ผมก็ม. 6 ผมบอกได้เลยว่ามีจิตใจแบบ Five Minds of The Future ปัจจุบัน เกษียณอย่างมีความสุข ทำสวนอยู่บ้านนอก อ้อยังเป็นลูกค้าของธนาคารแห่งนั้นด้วย ...

รามคำแหงของพี่รัตน์ ราชภัฎของเจ้ากบ สุโขทัยของพ่อ โรงแรียนนารีรัตน์ของแม่ สามารถสร้างคนแห่งอนาคตได้เยอะมาก ๆ สุดยอดครับ

สังคมเราควรมองหาคน ควรบ่มเพาะคนที่มี Five Minds หรือเก่งคิด เก่งคน เก่งธรรมะ มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาได้แล้วครับ

Five Minds of The Future …เป็นคนสร้างประวัติศาสตร์ที่แท้จริง ไม่ว่าจะยุคสามก๊ก ยุคปัจจุบัน หรือในอนาคต ไม่ใช่เกรดและสถาบันแน่นอนครับ

วันนี้พอเท่านี้ เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ

บทความโดยดร.ภิญโญ รัตนาพันธุ์ www.aithailand.org

Note: ตอนนี้ MBA KKU วิทยาเขตกรุงเทพ เปิดรับนักศึกษาใหม่ พากันมาเรียนนะครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Appreciative Inquiry



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

บทความชุดนี้อ่านสนุก ได้ความรู้และข้อคิดที่เป็นประโยชน์มากครับ
ถ้าอาจารย์กรุณาอนุญาต ผมจะขอทำ Link จากเว็บไซต์ "สามก๊กวิทยา" มาที่บทความชุดนี้ได้ไหมครับ
ผมเชื่อว่าผู้ที่รักในวิชาสามก๊กและมุ่งมั่นในศาสตร์การพัฒนาองค์กร จะต้องชื่นชอบเป็นแน่ครับ


ยินดีครับคุณสุธี จัดเต็มได้เลยครับ

เขียนเมื่อ 

ขอบพระคุณอาจารย์ภิญโญมากๆครับ