เกี่ยวกับตัวเอง

ผมชื่อ เบิร์ด นี้คือชื่อที่ไช่ในสมัยที่สมัครเรียนที่โรงเรียนบ้านปากลำปิล็อค ผมเกิด 3 มีนาคม 2533ตามที่ลงในตอนสมัครเรียนที่อำเภอทองภาภูมิ ตำบลห้วยแขย่ง จังหวัดกาญจนบุรี ไม่ทราบชื่อหมู่บ้าน พ่อชื่อเตี๊ย เชื้อชาติมอญ แม่ชื่อดาว เชื้อชาติพม่า พ่อหนีสงครามจากพม่าเข้ามาไทย ตอนอายุ20ผมจำได้เท่านี้ในเวลานี้ สวนแม่ผมเองจำอะไรไม่ได้เพราะเท่าที่พ่อบอกและจำได้คือ แม่ทิ้งผมไปหลังคลอด2เดือนผมอาศัยอยู่กับพ่อ2คน พ่อมีอาชีพรับจ้างเฝ้าไร่และที่ดินแถวๆนั้น การเฝ้าไร่คือมีคนจากในเมืองจังหวัดอื่นมาซื้อที่ไว้ก็จะจ้างคนดูแลคอยเฝ้าไร่เพราะเจ้าของแต่ละคนกว่าจะมาดูก็นานๆที ผมจำได้ว่าพ่อถือบัตรประจำตัวสีส้ม และพ่อยังเคยลงทะเบียนทำบัตรสีฟ้า แต่ผมก็ไม่เคยเห็นว่าพ่อถือให้ดู ผมเกิดที่นั้นแต่ไม่ได้คลอดโรงบาลเป็นการทำคลอดกันเองตามภาษาคนไม่รู้กฏหมายที่หลบหนีเข้ามาในไทย เลยไม่มีใบเกิด พ่อเคยเล่าให้ฟังพ่อมีคนรู้จักในตัวเมืองทองภาภูมิ ชื่อว่าลุงถวิล ภรรยาลุงถวิล คือคนให้นมผมกินตอนผมเด็กๆหลังจากที่แม่ทิ้งผมไป ซึ่งผมเองก็เคยไปเที่ยวบ้านลุงถวิลประจำแม้กระทั่งเวลาปิดเทอมผมเองก็จะไปขออยู่กับลุงทุกปิดเทอมเพราะผูกพันกับลุงถวิลและครอบครัวมาก ลุงถวิลเองก็เป็นคนต่างด่าวหลบหนีเข้าเมือง แต่มีเอกสารที่ทางราชการออกให้แต่ผมไม่รู้ว่าแบบไหน พ่อย้ายไปมาหลายที่แถวๆนั้นผมถึงไม่มีเพื่อนหรือคนรู้จักที่สนิท จนตอนผมอายุสัก7ขวบพ่อเริ่มส่งผมเข้าเรียนที่ โรงเรียนบ้านปากลำปิล็อค โดยเข้าเรียนที่ ป.1ทันที่เพราะครุเห็นว่าอายุแยอะไม่จำเป็นต้องเข้าอนุบาล ผมเรียนดีได้ทุนเด็กยากจนทุกปีและเคยเป็นตัวแทนโรงเรียนมาคัดตัวเล่นบอลในอำเภอเมืองกาญจนบุรีด้วยแต่ผมจำปีไม่ได้ ผมอาศัยอยุ่กับพ่อ2คน จนปี2543 ตอนนั้นผมกำลังเรียนป.3 ที่โรงเรียนบ้านปากลำปิล็อค พ่อมาเสียชีวิตลงโดยพ่อโดนเพื่อนบ้านฆ่าตะกรรม ตอนนั้นผมสับสนและงงไปหมดกับชีวิตตัวเอง พ่อเสียผมตอน9ขวบได้ โดยมีเพื่อนบ้านที่รู้จักพ่อมาช่วยงาน ก่อนวันเผ่าพ่อ1วันมีคนมาหาผมและบอกว่าเป็นญาติผมโดยบอกเป็นพีชายพ่อผม ตอนนั้นผมเองก็งงเพราะเท่าที่รู้พ่อไม่เคยเล่าให้ฟังว่ามีพี่น้อง เขาเอารูปให้ดูหน้าตาพี่ชายพ่อกับพ่อเหมือนกันผมจึงเชื่อว่าน่าจะไช่ วันเผ่าพ่อยังไม่เสร็จทางญาติที่มารับผมอ้างว่ารีบต้องเดินทางกลับเพราะกำลังเรียนอยู่กลัวกลับไปเรียนไม่ทัน ในเวลานั้นผมเองไม่ทันตั้งตัว ไม่ได้เก็บเอกสารของพ่อเลยสักชิ้นแถมบ้านที่อยู่กับพ่อก็ต้องทิ้งไปแบบไม่มีเวลาไปเก็บของ ทุกวันนี้ผมถึงไม่มีเอกสารของพ่อสักอย่าง ญาติพาผมไปที่ สังขละบุรี ที่ชุมชนมอญ เท่าที่ผมทราบญาติถือบัตรประจำตัวเลข6 และมีสมุดครอบครัวอะไรสักอย่างที่ทางราชการถ่ายไว้ คล้ายๆทะเบียนบ้านโดยมีรูปทุกคนในนั้น ผมไปเรียนต่อที่นั้นโดยไช้สมุดเรื่องสุขภาพนักเรียนเป็นหลักฐาน ผมเรียนที่นั้นโดยเป็นนักกีฬาโรงเรียนคือเป็นนักฟุตบอล โดยทางโรงเรียนมักถามหาทะเบียนบ้านผมเสมอในตอนนั้นคำตอบของผมคือผมไม่มี ญาติผมเองก้ไม่เคยทำอะไรให้ผมเลยตอนอยู่ที่นั้น การเป็นอยู่ยากลำบาก ทางญาติทำเหมือนผมไม่ไช่ญาติ ผมลำบากถึงขนาดต้องเก็บผักมาขายให้ร้านค้าเพื่อแลกกับเงินเพื่อไปเรียนซื้ออุปกรณ์การเรียนเอง ขอญาติทางญาติก็จะบอกว่าไม่มีเงิน ลำพังลูกเขา3คนก็เงินแทบจะไม่พอส่งละ ผมเรียนและอยู่ที่นั้นจนป.5 พอเข้าเทอม2 ตอนนั้นผมน่าจะ12ขวบผมลำบากใจและน้อยใจถึงหนีออกจากบ้าน โดยนั่งรถโดยสารเข้ามาในเมืองกาญจนบุรี มาทำงานกับแม่ของเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นคนรู้จักตอนนั้น งานคือเก็บดอกมะลิ ทำได้ไม่ถึงอาทิตย์ก็มีคนขอตัวผมมาอยู่ปั้มน้ำมันโดยเขาก็รู้ว่าผมไม่ไช่คนไทยแต่เป็นคนมอญในความเข้าใจเขาที่คุยกัน ผมนับถือเขาเป็นลุงเขาให้ที่อยู่และอาศัยตั่งแต่อายุ12 จนถึงปัจจุบันอายุ25 มีคำถามจากหลายๆคนที่รู้เรื่องผมซึ่งน้อยมากว่าทำไหมถึงไม่กลับไปหาญาติคือพี่ชายพ่อ การเดินทางไปสังขละบุรีนั้นยากลำบากมากหากคุณไม่มีเอกสารแสดงตัวเพราะมีด่านตรวจจับต่างด้าว ผมถึงเดินทางกลับไปไม่ได้และไม่รู้ว่าจะเดินกลับไปทำไหมเพราะทางญาติก็ช่วยอะไรผมมากไม่ได้ในความเข้าใจผม และก็ไม่ทราบว่าพี่ชายพ่อยังอยุ่ที่เดิมหรือไม่ ปัจจุบันผมอาศัยอยู่กับภรรยาชาวไทย โดยคบกันตอนที่ผมอายุ18 ภรรยาเป็นชาวประจวบคีรีขันธ์อายุมากกว่าผม1ปี ปัจจุบันผมทำงานแถวบ้านโดยไม่มีเอกสารอะไรติดตัวเลยสักอย่าง ผมพูดไทยชัดและพุดเป็นภาษาเดียวคือภาษาไทย ทุกวันยังนั่งคิดอยู่หากวันหนึ่งโดนตำรวจจับคงแย่เพราะไม่มีพี่น้องท้องเดียวกัน นี้เป็นประวัติผมเป็นแบบย่อๆเอาใจความใหญ่ รายละเอียดเล็กๆน้อยมีอีกแยอะคงจะบรรยายไม่หมด 25ปีกับการไม่มีเอกสารติดตัวอะไรเลยสักอย่าง อยู่รอดมาได้แบบยังไงก็ยังง เหตุผลที่ผมเขียนบันทึกนี้ เพราะได้กำลังใจจากการแนะนำของ

อาจารย์แหวว รศ. ดร พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บุคคลไร้สถานะ



ความเห็น (0)