บทความเรื่อง Charter ‘will empower state over people’ ใน นสพ. เดอะเนชั่น วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘ กระตุ้นให้ผมเขียนบันทึกนี้ ความเห็นในบทความมาจากคุณหมอนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่บอกว่ารัฐธรรมนูญที่กำลังร่างกันอยู่ มีสาระที่ให้อำนาจรัฐเหนือประชาชนมาก ขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่ให้สิทธิแก่ประชาชนมากขึ้นอย่างที่มีผู้อ้าง

เท็จจริงอย่างไรผมไม่ทราบ แต่ผมชอบที่มีการนำประเด็นดังกล่าวมาถกเถียงทำความเข้าใจกัน และผมเสียดาย ที่ไม่เห็นมีนักวิชาการทำวิจัยเอามาบอกชาวบ้าน

ประเด็นเรื่องอำนาจรัฐ กับสิทธิมนุษยชนนี้ เราต้องการความพอดี และต้องการให้กฎหมายคุ้มครอง สิทธิมนุษยชน และสิทธิเสรีภาพของประชาชน หากเจ้าหน้าที่ของรัฐทำผิด ทำให้ประชาชนคนหนึ่งคนใด เสียหาย ผู้เสียหายต้องได้รับการชดเชย

เมื่อเย็นวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ผมนั่งแท็กซี่จากสนามบินสุวรรณภูมิกลับบ้าน และทักโชเฟอร์ ว่าชื่อ “เทย” ของเขาเป็นชื่อที่ไม่เคยได้ยิน เป็นชื่อที่แปลกดี ผมบอกเขาว่า “อย่าไปเปลี่ยนเสียนะ” เขาหัวเราะ และบอกว่ากำลังจะไปเปลี่ยนอยู่พอดี เพราะชื่อแปลกอย่างนี้ยังมีคนมาสวมรอยเอาชื่อและหมายเลขบัตร ประชาชนไปใช้ สวมให้คนต่างชาติชาวลาว แล้วคนนั้นไปข่มขืนเด็กสาวอายุ ๑๓ ปี เมื่อ ๖ ปีก่อน จนในที่สุดตำรวจมาจับคุณเทยตัวจริง เพราะชื่อและบัตรประชาชนตรงกัน แต่รูปต่างกัน

คุณเทยบอกว่า ต้องขายรถแท็กซี่ เอาไปประกันตัวและสู้คดี ที่ตนไม่ได้ก่อ เขาถูกจับเมื่อปีที่แล้ว และเรื่องไปถึงศาล เป็นคดีอาญาระบุข้อกล่าวหาถึง ๓ กระทง เพราะผู้เสียหายเป็นเด็กอายุ ๑๓ ปี ไปถึงศาล มีการเรียกร้องให้เอาตัวอย่างเชื้ออสุจิที่เก็บจากช่องคลอดผู้เสียหาย มาเทียบ กับดีเอ็นเอ ของคุณเทย ตำรวจบอกว่าตัวอย่างที่เก็บไว้หาย คุณเทยไปตามตัวผู้เสียหายจนพบและขอให้ไปเป็นพยานในศาล เธอก็ไปบอกศาลว่าผู้ทำชำเราไม่ใช่คนนี้ แต่ทนายของคุณเทยบอกว่า ศาลอาจเชื่อว่าเป็นการว่าจ้างให้พยานมา ให้การเป็นประโยชน์แก่จำเลย

คุณเทยบอกว่าศาลนัดตัดสินสัปดาห์หน้า ผมให้คำแนะนำว่า หากศาลตัดสินว่าคุณเทยไม่ผิด และในความเป็นจริงคุณเทยก็ไม่ได้ทำความผิดนั้น คุณเทยน่าจะมีสิทธิเรียกร้องความเสียหายจากรัฐได้ ไม่ทราบว่าผมแนะนำถูกต้องไหม และจะมีวิธีเรียกร้อง ค่าชดเชยอย่างไร ไปขอความช่วยเหลือหน่วยงานไหน ผู้รู้โปรดแนะนำด้วย เพื่อเป็นแนวทางให้ประชาชน พลเมือง ไม่ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำตามใจชอบ หรือทำอย่างไม่ระมัดระวัง



วิจารณ์ พานิช

๑๑ พ.ค. ๕๘

บนเครื่องบินการบินไทยไปไทเป