ใส่ใจให้ทันจิต...สุขจริงให้ใจเฉย

กราบนมัสการขอบพระคุณท่านพระอาจารย์มานพ อุปสโม พระวิปัสสนาจารย์ทุกท่าน พระอาจารย์มหาประนอมฯ พระอาจารย์ไพโรจน์ พระอาจารย์ชินวัตร ท่านอาจารย์อรุณีและคณะทำงาน ท่านอ.สุภาวดี อ.โสภา อ.คมปกรณ์ และอ.รุ่งทิวา ท่านคณบดี และขออนุโมนาบุญกัลยาณมิตรทุกท่านในโอกาสให้ผมได้เข้าร่วมโครงการเจริญสติวิปัสสนากรรมฐานในวันที่ 15-19 มิ.ย.58

ขออนุโมทนาบุญด้วยการเชิญชวนท่านกัลยาณมิตรทุกท่านร่วมฟังธรรมกับพระอาจารย์มานพ อุปสโม ที่คลิปนี้ [ขอบพระคุณ Youtube.com] และการเชิญร่วมกิจกรรมปฏิบัติธรรมที่ดีมากๆของงานคุณธรรมและจริยธรรมของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล [ขอบพระคุณ www.si.mahidol.ac.th]

ผมเข้าใจเรื่อง "จิต" อย่างรู้แจ้งและได้ลงมือเดินจงกรมอย่างถูกต้องพร้อมทำการสอบอารมณ์กับท่านพระอาจารย์มานพ อุปสโม ตลอดจนการฟังธรรมเรื่อง "จิตคืออะไร" จากพระอาจารย์ชินวัตร วัดระฆัง เรื่อง "การปฏิบัติธรรมทำไปทำไม" จากพระอาจารย์มหาประนอม และเรื่อง "กรรมฐานคืออะไร" จากพระอาจารย์ไพโรจน์ วัดมหาธาตุ ทำให้ผมอยากนำบทสรุปมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในบันทึกนี้ด้วยความเคารพรักอย่างยิ่งครับผม

เราทุกคนควรฝึกจิต (ที่คู่กับเจตสิก และแยกจากอารมณ์ไม่ได้) ด้วยการเจริญสติกับสัมปชัญญะ (ภาษาไทยโบราณ - ควรเรียกคู่กันว่า "สติสัมปชัญญะ"] เพื่อการรักษาศีลและเป็นพื้นฐานของการมีสมาธิด้วยความเพียร (อิทธิบาท 4) ในการฝึกเดินจงกรม การสวดมนต์แปล การแผ่เมตตา การทำอาณาปานสติอย่างจริงจัง และเกิดปัญญาด้วยการทำใจให้รอบรู้การเกิดดับของหนึ่งขณะจิตและรู้ความจริงให้ทันจริตด้วยสติปัฏฐาน 4 และรู้ทันความคิดด้วยโยนิโสมนสิการ 10 กับพยายามฝึกเรื่อยไปให้บรรลุสติที่เข้าถึงสัมมาทิฏฐิ [ขอบพระคุณความหมายของคำศัพท์ทางพุทธศาสนาในบันทึกนี้จาก https://th.wikipedia.org/wiki/]

จิตคือสภาวะธรรมหรือความจริงที่เกิดขึ้นอยู่แล้วดับไป ... มีความหมายตามพระสารีบุตรให้ไว้ 10 ประการ คือ

  • ความรู้สึกนึกคิด ที่ประกอบด้วย จิต + เจตสิก (กุศลจิต อกุศลจิต กริยาจิต วิบากกรรมจิตหรือผลของกุศล-อกุศล)
  • ความพึงพอใจ (ฉันทะ) จึงเกิดความตั้งใจเพียร
  • ใจที่น้อมเข้าไปหาอารมณ์ (มโน)
  • สิ่งรวบรวมไว้ภายในจดจำอารมณ์บาปบุญ
  • สิ่งที่คู่กับอารมณ์ (สิ่งที่ถูกจิตรู้ หน่วงเหนี่ยวให้จิตเข้าไปยินดีในรูป รส กลิ่น เสียง กายสัมผัส และนึกคิดทางใจ)
  • วิญญาณหรือการรู้แจ้งในอารมณ์ (จิตคือตัวรับรู้แจ้ง)
  • ตัวเชื่อมกับอารมณ์ (อายตนะ)
  • ความสามารถหลัก (อินทรีย์)
  • ความผ่องใสบริสุทธิ์ ไม่มีบุญ ไม่มีบาป
  • สิ่งที่ทำให้เกิดวิจิตรพิสดาร เช่น วิวัฒนาการ สั่งสมกรรมปัจจุบัน สั่งสมภพชาติด้วยกิเลส (มองเห็นตัว มองเห็นเงา) + สันดาน (คล้ายไหปลาร้า-กิเลสคล้ายปลาร้า ล้างอย่างไรก็มีกลิ่น นับเป็นกิเลสที่มองไม่เห็นแม้แต่เงาคือสันดาน)

การปฏิบัติคือการลงมือกระทำ (แปลตามความหมาย) แต่ถ้าแปลตามศัพท์ทางพุทธศาสนาได้แก่

  • การเดินทาง ด้วยรถคันที่ 1 ถึง 7 ตามลำดับของหลักวิสุทธิ 7 ได้แก่ คันแรกรักษาศีล-สำรวมจิตด้วยสติ พิจารณาก่อน-ขณะ-หลังใช้ปัจจัย 4 (อาหาร ยา ที่พัก เครื่องนุ่งห่ม) และการประกอบอาชีพสุจริต ไปจนถึงคันสุดท้ายที่เกิดปัญญารอบรู้แยกแยะรูป (สิ่งภายนอกตัวเรา) ออกจากนาม (สิ่งภายในตัวเรา) ได้ด้วยใจเป็นสุขในความไม่สุข (การวางเฉย ไม่ยินดีกับสุขทุกข์) สู่การปฏิบัติให้บรรลุเห็นอริยสัจธรรมด้วยการเข้าใจ 4 คู่ของมรรคผลธรรม เราสามารถขึ้นรถแล้วไปด้วยเรือ [ใบเรือคือศีล พวงมาลัยคือปัญญา ตัวเรือคือสมาธิ เราต้องวิดน้ำหรือกิเสลตัณหาออกจากเรือ เราต้องขับเรือฝ่าคลื่นหรือสัมมาวาจา (ไม่พูดเท็จ ไม่พูดหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดส่อเสียด รวมถึงความดีทางภาษากายและภาษาคิด) เราต้องคุมเรือจากน้ำหมุนหรือนิวรณ์ 5 เราต้องระวังสัตว์ร้ายในทะเลหรือสัมมาวายามะ (ความขี้เกียจ) และเรายังเดินทางด้วยเครื่องบิน ที่ประกอบด้วยไตรลักษณ์ คือ ทุกข์ ไม่เที่ยง ไม่แน่นอน
  • การถึง 5 ขั้นบันไดของการปฏิบัติธรรม ได้แก่ การเอาใจเข้าถึงไตรสรณคมน์ (เช่น การเข้าใจหลักคารวะพระสงฆ์ การรักษาศีล หรือสมาทานศีล) อย่างต่อเนื่อง การทำกุศลกรรมบท การทำสมถะกรรมฐาน [ขอบพระคุณบันทึกของคุณเจษฎา] และการทำวิปัสสนากรรมฐาน
  • การรู้แจ้งในไตรสรณคมน์ พิจารณาคำแปลบทสวดมนต์แล้วศึกษาอัตตชีวประวัติ เส้นทางการดำเนินชีวิต และหลักธรรมแห่งพระพุทธองค์
  • การดำเนินชีวิตในสองบทบาท คือ บทบาทผู้เป็นโยคีทำโยคะ (ความเพียรเอากิเลสออก ป้องกันกิเลสเข้า พึงทำกุศล) กับผู้ที่พิจารณาชีวิตจริงแยกรูปนามด้วยความทุกข์ ไม่เที่ยง ไม่แน่นอน หรือบทบาทที่พระพุทธองค์สมมตินอกเหนือจากโยคีคือ นักรบสมรภูมิกิเลส มีกระสุนคือศรัทธา มีอาวุธคือเมตตาและวิปัสสนาปัญญา มีเสื้อเกราะคือศีล มีโลห์คือสมาธิ
  • การบรรลุไม่จำเป็นต้องนิพพาน เพียงเพียรเข้ามรรคมีองค์แปด สร้างข้อตกลงในชีวิตให้รู้และลงมือปฏิบัติด้วยการรักษาศีล การสวดมนต์แผ่เมตตาแบบรู้ความหมายให้เกิดสมาธิ และการมีปัญญาแก้ไขปัญหาชีวิตด้วยความจริงและความสุขใจในการปล่อยวาง

กรรมฐานคือกรรม (การกระทำ) + ฐานะ (อารมณ์) หรืออารมณ์ของการเจริญภาวนา ที่จำเป็นต้องเลือกรักรู้อารมณ์เฉพาะที่กำหนดโดยพระพุทธองค์หรืออารมณ์กรรมฐาน (สังเกต สำรวจ ใส่ใจ สบาย ในการเปรียบเทียบการเกิดดับทุกข์พร้อมๆกับสุข...เวลาทำอกุศลจะคนละเวลากับการทำกุศล - สองจิตเกิดพร้อมกันมิได้) ที่ควรปฏิบัติจิตด้วยตัวเราเอง "อยากได้อะไร ทุกอย่างต้องทำเอง หรือ อัตตา หิ อัตตโน นาโถ"

ถ้าเราเห็นความสำคัญของการเริ่มฝึกกรรมฐานอย่างง่ายที่สุด คือ การเดินจงกรมกับการนั่งอาณาปนาสติ ที่ควรมอบตัว สอบอารมณ์และขอขมากับพระวิปัสสนาจารย์ แล้วค่อยไปฝึกฝนในทุกทีี่ทุกเวลาว่าง ถ้าคิดฟุ้ง อย่าอยู่กับที่ ให้รีบรู้ตัว (มีสติสัมปชัญญะ) และเปลี่ยนท่าทางนั่ง ยืน เดิน นอน เคลื่อนที่ เพื่อให้เปลี่ยนอารมณ์ ถ้าไม่ดีขึ้นก็เปลี่ยนวจีกรรม ได้แก่ สวดมนต์อิติปิโสฯ (เบาไปดัง) จนถึงเดินไปสวดไป จนถึงเดินเร็วสวดเร็ว เมื่อเราผ่านขั้นแรกก็จะทำได้ต่อๆไปเอง ไม่ต้องเกิดความอยากในการทำขั้นยากเรื่อยไปตามความต้องการของมนุษย์ที่ไม่มีวันจบ เราเพียงต้องการเจริญสติ เพื่อเป็นฐานแห่งสมาธิและปัญญาในการใช้ชีวิตทุกปัจจุบันขณะจิต

สุดท้าย ผมก็ได้คำตอบของความรู้ (ปริยัติธรรม) ที่ถือเป็นการปฏิบัติธรรมที่แนบชิดเป็นเนื้อเดียวกันกับความรู้ต่างๆ ของผม ทั้งการสั่งจิตใต้สำนึก การฝึกสมองทำแผนที่ความคิด การฝึกกระบวนการละครเพื่อการเปลี่ยนแปลงกับการพัฒนารูปแบบการศึกษาต่างๆ การฝึกผู้นำสุขภาวะด้วยการคิดเป็นระบบและการใช้ประสบการณ์ทำกิจกรรมสุนทรียภาพตามอัตภาพชีวิตต่างๆ การสอน วิจัย และช่วยเหลือผู้รับบริการกิจกรรมบำบัดด้วยจิตอาสาและด้วยงานประจำ ...หลังบริบทชีวิตผมที่ผ่านประสบการณ์ป่วยด้วยหลอดเลือดสมองตีบ แม้จบดร.ทางกิจกรรมบำบัดสุขภาพจิตสังคม จนถึงเป็นนักเขียนแปลจิตสำนึก ฝึกสมอง หลังอัมพาต ก็มิได้มีความสุขแท้จริง

ตอนนี้ผมพบคำตอบแล้วครับ ท่านพระอาจารย์มานพอธิบายได้ตรงเป้าหมายและยกตัวอย่างการปฏิบัติอย่างชัดเจน

"ความสุขที่แท้จริง คือ การไม่เป็นสุข การวางเฉยในสังขารธรรม (แยกรูปนาม) ความรู้สึกต่อความสุขและความทุกข์ (วิปัสสนาอุเบกขา) ไม่ติดสุข ไม่เสพสุข ไม่แสวงหาสุข เพราะเห็นความจริงว่า เรามีปัญหาชีวิตเพราะติดสุข คือ ขาดแล้วต้องแสวงหาเหยื่อพลอดหาความสุข และผลักดันให้ได้มาซึ่งความสุขด้วยความลำบาก - แข่งขัน เอารัดเอาเปรียบ ยื้อแย่ง เราได้สุขมาบนความทุกข์ของผู้อื่น วนไปวนมา ไม่มีจบสิ้น"

ขอปิดท้ายด้วย Mind Map ที่ได้ร่ำเรียนและฝึกฝนเป็นแผ่นที่ 28 จากการบ้านของท่านอ.ธัญญากับอ.แซม 100 แผ่นครับผม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กิจกรรมบำบัดชีวิต



ความเห็น (9)

เขียนเมื่อ 

มีดอกไม้มาฝาก..มีรักมามอบให้เป็นขวัญกำลังใจ..อันมีสังขารที่ไม่เที่ยง จริงแท้แน่นอน..กับความดับเย็นได้..ของ ใจอันมีจิต..เป็นกุศลธรรม..นะเจ้าคะ

ขออนุโมทนาบุญและขอรู้สึกยินดีขณะหนึ่งกับดอกไม้ของคุณยายธีนะขอรับครับผม

ขออนุโมทนาบุญและขอบพระคุณพี่ดร.จันทวรรณและครอบครัวนะครับผม

เขียนเมื่อ 

ขออนุโมทนาบุญและขอบพระคุณมากครับคุณครูเพ็ญศรี

ขอบพระคุณมากครับอาจารย์ต้น พี่ดร.ธวัชชัย และคุณวินัย พร้อมขออนุโมทนาบุญด้วยครับผม

เขียนเมื่อ 

คนรู้น้อยอย่างพี่เข้าใจว่า การเข้าถึง "ความสุขที่แท้จริง คือ การไม่สุข การวางเฉย.." นั้นมาจากการปฏิบัติเท่านั้น อย่างที่อาจารย์เคยปฏิบัติ ครั้งหนึ่งพี่เคยปฏิบัติจึงกล้ายืนยันอีกคนค่ะ

การแค่รู้ นั้นไม่ทำให้เข้าถึงความรู้ตามนัยแห่งธรรมะของพระพุทธเจ้า

การที่ความทุกข์มาเยือน วิกฤติเป็นโอกาสให้เราได้รู้จัก ความสุขแท้จริง พี่เองก็มีประสบการณ์เช่นนั้นมาแล้ว

อาจารย์คะ พี่เชิญชวนอาจารย์อ่านบันทึกของพี่ https://www.gotoknow.org/posts/591267?3022960 และบันทึกคุณ Sr https://www.gotoknow.org/posts/588726?3022959 และขอความเห็นจากอาจารย์ด้วยค่ะ

เขียนเมื่อ 

ชื่นชมคุณหมอที่ทั้ง ๆที่มีงานหนักมากมาย ยังใช้เวลาศึกษาธรรมะและปฏิบัติจริง และสามารถเขียนบันทึกเผื่อแผ่ความรู้ธรรรมะให้ผู้อื่นได้เรียนรู้อย่างบันทึกนี้ ขอบคุณค่ะ ยอมรับว่าตนเองเป็นคนที่ไม่ค่อยทุกข์แม้มีปัญหาด้านสุขภาพอยู่พอควร ทั้งนี้เพราะไม่ติดสุขและวางเฉยได้ พอใจในสิ่งที่มีที่เป็น เป็นความสุขที่แท้จริงก็น่าจะใด้นะคะ

ขอบพระคุณมากครับพี่ nui และคุณ GD