การตรัสรู้

ไฉน
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

หลังจากที่พระโพธิสัตว์ได้หลีกออกจากสำนักของอุทกดาบสและอาฬารดาบสแล้ว ก็ได้แสวงหา หนทางพ้นทุกข์ที่พระองค์ปรารถนา คือ พระนิพพานด้วยพระองค์เอง โดยการทรมานตนตามแบบอย่างการบำเพ็ญเพียรในยุคนั้น เพื่อแสวงหาแนวทางตรัสรู้ แต่หลังจากที่ได้บำเพ็ญเพียรอย่างหนักประมาณ ๖ ปี ก็ยังไม่สามารถบรรลุธรรมตามที่ปรารถนาได้ กลับได้รับแต่ทุกขเวทนาอย่างเดียว พระองค์จึงเกิดความคิดว่า การปฏิบัติอย่างนี้คงจะไม่ใช่ทางตรัสรู้ ทางตรัสรู้น่าจะเป็นอย่างอื่น และในขณะนั้นพระองค์ก็ได้หวน ระลึกถึงเมื่อครั้งงานแรกนาขวัญที่ประทับอยู่ใต้ต้นหว้าว่า การบำเพ็ญเพียรทางจิตนั้น อาจจะเป็นหนทางตรัสรู้ได้พลันได้ยินเสียงพิณ ๓ สายแว่วมา ทรงระลึกได้ว่า สายที่ขึงตึงเกินไป ดีดไปได้ไม่นานก็ขาด สายที่ ๒ ขึงหย่อนเกินไปดีดเท่าไรก็ไม่มีเสียงตามต้องการ สายที่ ๓ ขึงพอดี ดีดได้ไพเราะจับใจ ทำให้นึกได้ว่าความพอดีคือทางสายกลางเท่านั้นที่จะเป็นหนทางนำไปสู่ความหลุดพ้นได้ พร้อมกันนี้อุปมา ๓ ข้อ ที่พระองค์ไม่เคยได้ยินได้ฟังจากที่ไหนมาก่อน ก็ได้ปรากฏแก่พระโพธิสัตว์ คือ

๑. สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ซึ่งมีกายไม่ได้หลีกออกจากกาม และมีความพอใจรักใคร่ในกาม ยังละให้สงบระงับไม่ได้ดี สมณพราหมณ์เหล่านั้น แม้ได้เสวยทุกเวทนาอันกล้าเผ็ดร้อน ที่เกิดเพราะความเพียรก็ดี ไม่ได้เสวยก็ดี ก็ไม่ควรจะตรัสรู้ เหมือนไม้สดที่ชุ่มด้วยยาง บุคคลแช่ไว้ในน้ำ บุรุษมีความต้องการด้วยไฟ ถือเอาไม้สีไฟมาสีเข้า ด้วยหวังจะให้เกิดไฟ บุรุษนั้นก็ไม่อาจให้ไฟเกิดขึ้นได้ ต้องเหน็ดเหนื่อยลำบากเปล่า เพราะไม้นั้นยังสดมียางอยู่ ทั้งยังแช่อยู่ในน้ำ
๒. สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง แม้มีกายหลีกออกจากกามแล้ว แต่ยังมีความรักใคร่พอใจในกาม ยังละให้สงบระงับไม่ได้ดี สมณพราหมณ์เหล่านั้น แม้ได้เสวยทุกข์เวทนาเช่นนั้น อันเกิดเพราะความเพียรก็ดี ไม่ได้เสวยก็ดี ก็ไม่ควรจะตรัสรู้ เหมือนไม้สดที่ชุ่มด้วยยาง แม้ห่างไกลจากน้ำ บุคคลตั้งไว้บนบก บุรุษก็ไม่อาจสีให้เกิดไฟได้ ถ้าสีเข้า ต้องเหน็ดเหนื่อยลำบากเปล่า เพราะไม้นั้นแม้ตั้งอยู่บนบกแล้ว แต่ยังเป็นของสดชุ่มด้วยยาง
๓. สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีกายหลีกออกจากกามแล้ว และละความใคร่ในกาม ให้สงบระงับดีแล้ว สมณพราหมณ์เหล่านั้น ได้เสวยทุกข์เวทนาเช่นนั้น อันเกิดเพราะความเพียรก็ดี แม้ไม่ได้เสวยเลยก็ดี ก็ควรจะตรัสรู้ได้ เหมือนไม้แห้งที่ไกลจากน้ำ บุคคลวางไว้บนบก บุรุษอาจสีให้เกิดขึ้นได้ เพราะเป็นของแห้ง และอยู่บนบก
อุปมาทั้ง ๓ ข้อนี้ ได้เป็นกำลังสนับสนุนพระหฤทัยให้พระมหาบุรุษทรงมั่นหมายในการทำความเพียรทางใจว่า จะเป็นทางให้พระองค์ได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณโดยแน่แท้ พระโพธิสัตว์จึงเลิกการทรมานตนเอง หันกลับมาเสวยพระกระยาหาร ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ผู้เฝ้าคอยอุปัฏฐากมาตลอด ๖ ปีที่ทรงทรมานพระวรกาย หวังเพียงเพื่อจะได้บรรลุธรรมตาม เมื่อเห็นพระโพธิสัตว์เลิกล้มความเพียร จึงเสื่อมศรัทธาหนีกลับไปยังป่าอิสิปปตนมฤคทายวัน


รุ่งเช้าของวันที่จะตรัสรู้ นางสุชาดาธิดาของคหบดีในอุรุเวลาเสนานิคม ได้นำข้าวปายาสใส่ถาดทองมาถวายพระโพธิสัตว์ หลังจากที่พระองค์ทรงเสวยข้าวมธุปายาสอันประณีตของนางสุชาดาแล้ว ทรง นำถาดทองมาลอยในแม่น้ำเนรัญชราและทรงอธิษฐานจิตว่า ถ้าเราจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในวันนี้ ขอถาดทองใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ำไปถาดนั้นก็ลอยทวนกระแสน้ำไป เมื่อพระองค์เห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ก็ทรงมีความมั่นใจว่า จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างแน่นอน จึงได้เสด็จไปประทับยังป่าสาลวัน จนกระทั่งเวลาเย็น จึงได้เสด็จกลับมาที่ต้นโพธิ์ ระหว่างทางได้พบกับโสตถิยพราหมณ์ และได้รับหญ้าคาจำนวน ๘ กำ จากโสตถิยพราหมณ์นำมาปูลาดเป็นที่ประทับนั่งใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ และทรงประทับนั่งอธิษฐานจิตว่า “เนื้อและเลือดในสรีระจะแห้งเหือดไปหมดสิ้น จะเหลือแต่หนัง เอ็น และกระดูก ก็ตามที ถ้าเรายังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ จักไม่ทำลายบัลลังก์นี้” เทวดาในหมื่นจักรวาลต่างแซ่ซ้องสาธุการกล่าวสรรเสริญพระโพธิสัตว์

ในขณะนั้น พญามารพร้อมกองทัพมารได้มาปรากฏตัวขึ้น เพื่อคิดที่จะทำลายพระโพธิสัตว์ เหล่าเทวดาจึงหนีหายไปอยู่ขอบจักรวาล ทำให้พระโพธิสัตว์ต้องอยู่เพียงลำพังพระองค์เดียว แต่พระองค์ก็มิได้ หวั่นไหวต่อกองทัพมารที่มาแต่อย่างใด ก็ยังคงนั่งคู้บัลลังก์อยู่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ นึกถึงบารมีทั้ง ๓๐ ทัศที่ พระองค์ได้สั่งสมมาตลอด ๒๐ อสงไขยกับแสนมหากัปอย่างไม่หวาดกลัวต่อพญามารและกองทัพมาร จนในที่สุดพญามารและกองทัพมารก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรพระองค์ได้ ก็ต้องถอยทัพกลับไปยังที่อยู่ของตน จากนั้นทรงทำความเพียรต่อไปโดยไม่ย่อท้อ

ทรงบรรลุรูปฌาณทั้ง ๔ ชั้น ตามลำดับ คือ ฌานที่ ๑ ฌานที่ ๒ ฌานที่ ๓ ฌานที่ ๔ จนถึงอรูปฌาน

๑. เวลาปฐมยาม ทรงได้บุพเพนิวาสานุสติญาณ คือความรู้เป็นเหตุให้ระลึกชาติที่เคยเกิดในอดีตได้

๒. เวลามัชฌิมยาม ทรงได้จุตูปปาตญาณ(ทิพยจักษุญาณ) คือรู้เรื่องเกิด-ตายของสัตว์ทั้งหลายว่าเป็นไปตามกรรมที่ตนกระทำไว้

๓. เวลาปัจฉิมยาม ทรงได้อาสวักขยญาณ คือ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะกิเลสโดยพิจารณาขันธ์ ๕ และห่วงโซ่แห่งเหตุปัจจัยที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทกระทั่งตรัสรู้อริยสัจ ๔ ในรุ่งอรุณแห่งวันเพ็ญเดือน ๖ บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุที่พระพุทธเจ้ามีความบริสุทธิ์จากกิเลสและอาสวะ จึงได้นามว่า อะระหัง และการที่พระองค์ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง จึงได้นามว่า สัมมาสัมพุทโธ

หลังจากที่พระพุทธองค์ตรัสรู้แล้วทรงมีพระราชหฤทัยเบิกบานอย่างสูงสุด อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ถึงกับอุทานว่า เราเมื่อแสวงหานายช่างคือตัณหา ผู้กระทำเรือน เมื่อไม่ประสบ ได้ท่องเที่ยวไปยังสงสารมิใช่น้อย ความเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ ดูก่อนนายช่างผู้กระทำเรือน เราเห็นท่านแล้ว ท่านจักทำเรือนไม่ได้อีกต่อไป ซี่โครงทั้งปวงของท่าน เราหักแล้ว ยอดเรือนเรากำจัดแล้ว จิตของเราถึงวิสังขารคือนิพพานแล้ว เราได้ถึงความสิ้นตัณหาแล้ว"

พระสงฆ์ที่พุทธคยาดินแดนแห่งการตรัสรู้ธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้สติกับพุทธศาสนิกชนที่ไปสักการะพระมหาเจดีย์พุทธคยาว่า มาสักการะสถานที่ที่พระพุทธองค์ตรัสรู้นี้ต้องระวังให้ดีๆ กราบลงไปทีมีอะไรติดมือขึ้นมาบ้าง เพราะที่นี้มีอาวุธที่พญามารและเหล่าหมู่มารทั้งหลายทิ้งเอาไว้เยอะ และดอกไม้ที่เหล่าเทพเทวดามาโปรยบูชาพระองค์ก็มาก และอย่ามาถึงเพียงโบราณสถาน ควรถึงธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ด้วย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน พระพุทธเจ้า



ความเห็น (0)