การปฏิบัติธรรม โดยเน้นไปที่การนั่งสมาธินั้น มีหลายรูปแบบมากมายไปหมด นับเป็นพันๆ วิธี ครูอาจารย์บางรูปก็บอกว่าเป็นแสนวิธี การนับในที่นี้ นับรวมหมดไม่ว่าจะเป็นศาสนาใด เพราะสมาธิเป็นคำกลางๆ ไม่จำกัดเฉพาะศาสนาใด ศาสนาหนึ่ง

 เมื่อเรามองไปที่ศาสนาพุทธ นับตามแบบคัมภีร์วิสุทธิมรรค ก็จะมีสมถะ 40 วิธี ใน 40 วิธีหลัก ก็มีรายละเอียดปลีกย่อยในการฝึกแตกต่างกันไป ในความแตกต่างนั้น ได้ถูกแปลกันโดยสมาธิยาจารย์ แต่ละรุ่นว่า เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยบ้าง เข้ากับถิ่นฐานของคนบ้าง เข้ากับประสบการณ์ของสมาธิยาจารย์บ้าง เข้ากับภาษาของคนบ้าง อะไรต่างๆ เหล่านี้ จากวิธีหลัก 40 วิธี ก็จะแตก แยก ย่อย ออกไปนับจำนวนแขนงย่อยเยอะแยะไปหมด ทำให้ลูกศิษย์รุ่นหลังๆ หลงลืมหลักว่าสมาธิที่ตนเองฝึกนั้น เป้าหมายคืออะไร

 เพราะการฝึกสมาธินั้น เป็นเรื่องทางนามธรรม เป็นเรื่องของใจ ไม่สามารถจับต้องเหมือนดั่งวัตถุได้ เมื่อผู้ปฏิบัติพบประสบการณ์แปลกประหลาด ที่เป็นประสบการณ์ของใจ ก็มักจะยึดถือว่าสิ่งนั้น ที่ตนเองปฏิบัตินั้นถูกต้อง จนไม่สืบสาวราวเรื่องไปยังอดีตว่า สมาธิยาจารย์รุ่นแรก สอนหลักอะไรไว้ ทำให้เกิดการเลือนลาง เพี้ยนของวิชาไป ทำให้ต้นวิชาเดิมดับสูญไป เหมือนดังที่วิชาธรรมกายประสบมาในอดีต เพียง 500 ปีหลังพระบรมศาสดา พระสมณโคดมพุทธเจ้า ผู้เป็นเสิศยิ่งกว่าใครในโลก ทรงดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพาน

เมื่อวิชาดับสูญ กว่าจะค้นพบขึ้นมาใหม่ ก็ต้องรอผู้มีบารมีธรรมนั้นมาเกิด มาปฏิบัติ มาอุทิศตนจนเข้าถึงวิชานั้น เมื่อเข้าถึงก็เริ่มเผยแพร่ ผู้ไม่เข้าใจก็ต่อต้าน เป็นปกติ เพราะทุกคนก็รักหวังดีต่อศาสนาด้วยกันทั้งนั้น แต่บางครั้งก็ไปยึดติดที่ตัวบุคคล ไม่ยึดติดที่ธรรม

เรามารู้จักเรื่องสมถะกันดีไหม ขอนำตำราวิชาธรรมกายชื่อว่า แนวเดินวิชาหลักสูตรมรรคผลพิสดาร 2 หลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยคุณลุงการุณย์ บุญมานุช ที่ท่านขยายความไว้มาให้อ่านกัน โดยสังเขป

หลักสูตรสมถะหรือโลกียธรรม

(๑.) กสิณ ๑๐

(๒.) อสุภะ ๑๐

(๓.) อนุสสติ ๑๐

(๔.) พรหมวิหาร ๔

(๕.) อรูปฌาน ๔ (อรูปกรรมฐาน ๔)

(๖.) อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑

(๗.) จตุธาตุววัตถาน ๑

     เรียกสมถะมีภูมิ ๔๐ หรือเรียกอารมณ์สมถะ ๔๐ หรือ สมถะ ๔๐ หรือโลกีย์ ๔๐ ก็สุดแต่จะเรียก

ความหมายของคำในทางปฏิบัติ

     สมถะ แปลว่า ใจหยุด ใจนิ่ง

     วิปัสสนา แปลว่า เห็นแจ้ง

     สมถะเป็นหลักสูตรเบื้องต้น ส่วนวิปัสสนาเป็นหลักสูตรชั้นสูง ถ้าเรียนสมถะไม่ได้ ก็หมดหวังในหลักสูตรวิปัสสนา

     กล่าวถึงการเรียนหลักสูตรสมถะ ถ้ากำหนดนิมิตไม่ได้ แปลว่าเรียนไม่ได้ คือทำอะไรไม่ได้เลย คำบาลีที่ว่า จิตฺตํ ภาวิยติ ซึ่งแปลว่า ต้องทำจิตให้เป็นขึ้น มีความหมายอย่างไร ? หมายความว่าต้องทำนิมิตให้เกิดขึ้นได้ พอนึกก็เห็นได้โดยใจ เขากำหนดให้ทำกสิณ ๑๐ อย่าง เราก็ต้องทำได้ คือกำหนดนิมิตได้ จึงจะหมายถึง ว่าจิตทำเป็นแล้ว

     สมถะ แปลว่า ใจหยุด ใจนิ่ง หมายความว่า ใจไม่รับอารมณ์ที่เป็นกิเลส ถ้าใจยังคิด ยังนึก แปลว่าใจยังไม่หยุด

     “หยุด” หมายความว่า หยุดคิดหยุดนึก แล้วใจจะรวมเป็น “หนึ่ง” เหมือนรถยนต์เบรค ภาวะเช่นนี้แสดงว่าใจเริ่มใสแล้ว แล้วสภาพใจจะราบเรียบ ไม่เป็นคลื่น ไม่เป็นลูกคลื่น สภาพใจจะนิ่งเหมือนน้ำนิ่งไม่มีกระแสลมสัมผัส ช่วงนี้เองจะกำหนดนิมิตได้ เกิดอุคคหนิมิตเป็นดวงใส ต่อจากนั้นสภาพใจจะใสขึ้นเองเป็นอัตโนมัติ นึกขยายดวงใสให้เล็กก็ได้ขยายให้ใหญ่ก็ได้ แปลว่าทำปฏิภาคนิมิตได้แล้ว

     ความยากอยู่ที่ทำนิมิตเท่านั้น ถ้าทำนิมิตไม่ได้ ก็เข้าจุดเริ่มต้นของสมถะไม่ได้ ดังนั้น ครูผู้ฝึกต้องมีเทคนิควิธีหลายอย่าง ต้องเรียนรู้กันมาก การฝึกทางใจไม่ว่าที่ใด ? ล้มเหลวทั้งนั้น ! แปลว่า ครูผู้ฝึกเรียนรู้มาน้อย ไม่เหมาะแก่การเป็นครู สมถะและวิปัสสนาในทางปฏิบัติ

     ในการปฏิบัตินั้น ท่านใดเห็นนิมิตแล้ว ดวงนิมิตที่เห็นจะเป็นสื่อให้เห็นดวงธรรมที่แท้จริง คือดวงใสที่ศูนย์กลางกายของเรา ๖ ดวงธรรม กายละ ๖ ดวงธรรม แล้วเห็นกายมนุษย์ละเอียดของตัวเราเอง (กายฝัน) เห็นกายทิพย์หยาบ กายทิพย์ละเอียด กายพรหมหยาบ (กายรูปพรหมหยาบ) กายพรหมละเอียด (กายรูปพรหมละเอียด) กายอรูปพรหมหยาบ กายอรูปพรหมละเอียด คือเห็นดวงธรรมในกายๆละ ๖ ดวงธรรม ตั้งแต่กายมนุษย์ตัวเรา จนมาถึงกายอรูปพรหมละเอียด รวม ๘ กาย นี่คือหลักสูตรสมถะหรือโลกียธรรม

     ครั้นมาถึงกายอรูปพรหมละเอียดแล้ว เห็นธรรมมาเป็นลำดับ ก็มาเห็นกายธรรม ตั้งแต่กายธรรมเล็กไปจนถึง กายธรรมใหญ่ คือ กายธรรมโคตรภูหยาบ กายธรรมโคตรภูละเอียด กายธรรมพระโสดาหยาบ กายธรรมพระโสดาละเอียด กายธรรมพระสกิทาคามีหยาบ กายธรรมพระสกิทาคามีละเอียด กายธรรมพระอนาคามีหยาบ กายธรรมพระอนาคามีละเอียด กายธรรมพระอรหัตหยาบ กายธรรมพระอรหัตละเอียด รวม ๑๐ กายธรรม

เป็นหลักสูตรวิปัสสนาหรือโลกุตรธรรม

ทำไมหลักสูตรสมถะจึงมีมากมายปานนั้น ?

     โดยเฉพาะเรื่องกสิณ ๑๐ – อสุภะ ๑๐ – อนุสสติ ๑๐ ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะแก่จริตของคน เช่น คนใจบาป ก็ต้องให้เพ่งอสุภะ คนใจบุญสุนทาน ก็ให้เพ่งอนุสสติ เป็นต้น วัตถุประสงค์ของนิมิตก็เพื่อให้เกิดความสงบทางใจก่อน เพราะถ้าไม่กำหนดอะไรเลยนั้น การพัฒนาใจก็ล้มเหลว เนื่องจากปกติใจของเราคิดอะไรๆ ไปร้อยแปดไม่มีโอกาสสงบระงับเลย เมื่อใจเกิดความสงบแล้ว การพัฒนาใจจึงทำง่ายขึ้น

     แต่ที่พวกเราเพ่งดวงแก้วขาวนั้น เป็นอาโลกกสิณ คือเอาแสงสว่างเป็นนิมิต ท่านใช้ดวงแก้วขาว เพราะเหมาะกับจริตของคนทุกประเภทนั่นเอง

หลวงพ่อวัดปากน้ำอธิบายเนื้อวิชาทั้งสมถะและวิปัสสนา ได้แจ่มแจ้ง ท่านอื่นทำไม่ได้เพราะปฏิบัติไม่ถึง

     เนื้อหาสาระของความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติทางใจ ทั้งหลักสูตรสมถะและหลักสูตรวิปัสสนา มีอยู่ในตำราแล้ว เป็นตัวหนังสือภาษาไทยไม่มากนัก นั่นเป็นทฤษฎี นั่นยังเป็นปริยัติ ยังไม่ลงสู่การปฏิบัติ การบอกรายละเอียดแห่งวิธีการปฏิบัติไม่มี ! นี่คือทางตัน ! จะหวังพึ่งผู้เป็นเปรียญธรรมให้อธิบายชี้แจงแนวทางปฏิบัติ ท่านก็จนปัญญา เพราะท่านเรียนภาษาให้แปลภาษาบาลีเป็นภาษาไทยเท่านั้น เนื้อหาและอรรถรสแห่งธรรมนั้น บอกไม่ได้ เพราะไม่มีรายละเอียดในบาลีอย่างนั้น นี่คือทางตันของมรรคผลนิพพาน

     แต่พวกเราดวงยังดี ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านอธิบายได้หมด ตั้งแต่ความรู้ปริยัติลงสู่การปฏิบัติ หลวงพ่ออธิบายได้หมดชี้แจงได้หมด ทำให้มรรคผลนิพพานโล่งโปร่งใสในตอนนี้

     ที่แปลกใจกันมากก็คือ หลวงพ่อเทศน์ด้วยการแปลบาลีอย่างคล่องตัว แล้วขยายความเป็นภาษาไทย จากนั้นโยงเรื่องเข้าสู่ภาคปฏิบัติ ปฏิบัติทั้งภาคสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป

     ในยุคนี้เอง ตำราภาคปฏิบัติของศาสนาได้รับการเคาะฝุ่น เอาออกมาเรียนรู้ นำสู่ประชาชน ทำให้หมอน้ำมนต์และหมอไสยศาสตร์เสื่อมไป เพราะไม่ใช่ความรู้ทางปฏิบัติของศาสนา นับว่าหลวงพ่อท่านเป็นผู้บุกเบิกให้สมถะและวิปัสสนาได้รับการฟื้นสภาพให้มีการเรียนรู้กันมาตราบเท่าทุกวันนี้

     สรุปให้เห็นชัดว่า การปฏิบัติหลักสูตรสมถะนั้น มีการปฏิบัติกันได้บ้าง แต่ไม่เต็มรูปแบบของหลักสูตร นี่คือประวัติการเรียนก่อนยุคหลวงพ่อ จะก่อนสักกี่ร้อยยุคก็ตาม ส่วนหลักสูตรวิปัสสนานั้น ไม่มีเกจิอาจารย์ใดทำได้เลย ! ไม่ว่าก่อนยุคของหลวงพ่อสักเท่าไรก็ตาม

     หลักสูตรสมถะก็คือเรื่องการกำหนดนิมิต นิมิตเป็นสื่อให้เห็นธรรม เราทำได้เพียงแค่เห็นนิมิต แต่การจะไปเห็นธรรมนั้นไม่มีความสามารถจะทำได้ แต่ไหนแต่ไรก็เป็นอย่างนี้ แต่หลวงพ่อท่านทะลุเห็นธรรมได้เลย จึงเข้าหลักสูตรวิปัสสนาได้ ก็ต้องว่าเป็นบารมีธรรมของท่าน

     ทำไมจึงว่าหลักสูตรวิปัสสนายาก ? ตอบว่า ที่ว่ายากเพราะต้องถึงกายธรรม และอาศัยรู้และญาณทัสสนะของกายธรรมไปรู้เห็น จึงจะเรียนได้ เพราะเป็นเรื่องของใจทั้งนั้น ใจหยาบคือขันธ์ ๕ ใจละเอียดมองเห็นยากแล้ว ได้แก่ใจในรูปแบบของอายตนะ ๑๒ – ธาตุ ๑๘ – อินทรีย์ ๒๒ ซึ่งเป็นใจละเอียด ต้องอาศัยรู้ญาณทัสสนะของกายธรรมช่วย จึงจะรู้เห็นได้ พอข้าพเจ้าชี้แจงมาถึงตรงนี้ ท่านเห็นเหตุผลที่ชี้แจง เห็นความจริงที่ชี้แจงให้ทราบ ท่านหมดข้อข้องใจ ถามว่ายุคใดและอาจารย์ใดบ้างที่เห็นกายธรรม ? สืบถอยหลังไปเถิด ก็จะได้คำตอบว่า ไม่มีเลย ! แต่ก็ดังกันไปตามเรื่องตามบรรยากาศ จนชื่อเสียงของเกจิอาจารย์นั้นตกทอดมาถึงยุคของเรา เราหลงว่าเกจิอาจารย์ผู้นั้นเก่ง เพราะเราเชื่อตามกันมา เชื่อตกทอดกันมา ครั้นข้าพเจ้าตรวจสอบเข้า ไม่เป็นจริงตามความเชื่อที่ว่านั้น จึงขอทำความเข้าใจให้ถูกต้องเสียแต่วันนี้

     มีหลายท่านถามข้าพเจ้า ถามว่าองค์นั้นกระดูกขาวเป็นแก้วแล้ว เป็นพระอรหันต์ไปแล้วใช่ไหม ? ข้าพเจ้าตอบว่าการไปอยู่ในอายตนะนิพพาน เราไปอยู่ด้วยกายธรรม ก็เมื่อไม่เห็นกายธรรมและไม่ได้ฝึกละสังโยชน์ ๑๐ จะได้เป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร ? มันผิดตำรา ! แต่การที่กระดูกขาว แปลว่ากิเลสของท่านน้อยแล้ว แปลว่าใกล้แล้ว ต้องกลับมาเกิดอีก ต้องมาเห็นกายธรรมให้ได้ แล้วละสังโยชน์ ตอนนั้นจึงพิจารณากันใหม่ ข้าพเจ้าตอบไปอย่างนั้น ดังนั้นในชาตินี้เราจงจ้องให้เห็นกายธรรมไว้ก่อน เรียนให้ได้ ! ฝึกให้ได้ ! เรื่องอื่นว่ากันทีหลัง จึงจะถือว่าเป็นความคิดที่ฉลาด !