หลักในการฝึกกสิณ ๑๐ ทำอย่างไรจึงจะได้ผล ?

     ๑. อ่านบทบัญญัติให้เข้าใจ ต้องอ่านให้เข้าใจ อ่านทีละตอน ตีความไปด้วย คำศัพท์ใดไม่เข้าใจ ให้รีบค้นคว้า เป็นคำศัพท์เฉพาะหรือว่าเป็นคำศัพท์ทั่วไป จดความหมายไว้ ภาษาที่เขาใช้ เราอ่านเข้าใจหรือไม่ ? ถ้าไม่เข้าใจ อย่าทิ้งความไม่รู้เอาไว้ ต้องถามผู้รู้ ลำดับต่อมา เป็นการอ่านเอาความ ให้เป็นความรู้ชี้ชัดออกมา สรุปย่อยออกมา

     ๒. ให้รู้วิธีปฏิบัติว่าเขามีวิธีฝึกอย่างไร ? ตั้งแต่ต้นจนปลาย เมื่อปฏิบัติจริงแล้ว ไม่ต้องเปิดตำราอีก เพราะเราเรียนรู้มาแล้ว มีกี่ขั้นตอน ? ขั้นตอนใดทำอย่างไร ? จำขั้นตอนได้แล้ว ท่องวิธีปฏิบัติให้จำได้ เพราะเราต้องฝึกตามนั้น

     ๓. ให้รู้วิธีวัดผลว่าตำราเขาเสนอวิธีวัดผลไว้อย่างไร ? อ่านให้เข้าใจ แล้วทำให้ได้ มีกี่ขั้นตอน ? ขั้นตอนไหนทำอย่างไร ? ตั้งกฎเกณฑ์ออกมา แล้วทำตามนั้น

     ๔. กำหนดเวลาฝึก การฝึกแต่ละครั้งใช้เวลานานเท่าไร ? ตกลงกันเสียก่อน อย่าทำอะไรตามใจตัวเอง จงทำตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด

     ๕. ท่านที่เป็นครูสอนต้องมีความรู้ในการอธิบาย ต้องสันทัดในการแสดงอุปกรณ์การสอน เตรียมความรู้ไว้ให้ดี พูดให้สั้น ให้ได้เนื้อได้น้ำ กล่าวความรู้ก่อน ว่าความรู้เฉพาะเรื่องนี้มีอย่างไร ? จบแล้วแสดงวิธีฝึก แสดงอุปกรณ์การฝึกให้ผู้เรียนได้เห็นเพื่อประกอบความเข้าใจ จบแล้วให้ฝึกจริง โดยครูผู้ฝึกพูดนำ จนกว่าจะจบเนื้อหาการฝึกของบทเรียนนั้น ครั้นครบเวลาฝึก ให้ตรวจสอบผลการปฏิบัติ ว่าใครทำได้ ? ใครมีปัญหา ? เรียกว่าเป็นขั้นตอนการวัดผล คนที่ผ่านการตรวจจากครูแล้ว ให้แยกชั้นไปเรียนชั้นสูงต่อไป ส่วนท่านที่ยังไม่ผ่านการฝึก คงให้ฝึกชั้นเดิมต่อไปก่อน

     กฎเกณฑ์ ๕ ข้อนี้ เป็นข้อเสนอแนะ ท่านต้องทำได้ บางสำนักไม่ได้ความเลย ! มีวิธีสอนที่เลวมาก ! สอนไม่เป็น ไม่มีอุปกรณ์ อีกทั้งวัดผลก็ทำไม่เป็น แต่อยากจะเป็นครูเขา พูดมากไปอย่างนั้นเอง น่าสงสาร ! ศาสนาของเราเจริญไม่ได้ ก็เพราะผู้เป็นครูไม่พัฒนาการสอน ทำให้การสอนไม่มีประสิทธิภาพ นี่คือความล้มเหลว !

อธิบายวิธีการฝึกกสิณ ๑๐

     คำว่า “กรรมฐาน” ท่านแปลว่า ที่ตั้งแห่งการทำงานของจิตมี ๒ อย่างคือ สมถกรรมฐาน เป็นอุบายให้สงบใจ และวิปัสสนากรรมฐาน เป็นอุบายให้เรืองปัญญา

     คำว่า “กสิณ” เป็นสมถกรรมฐานว่าด้วยอารมณ์ ที่กำหนดธาตุ ๔ คือ ปฐวี (ดิน) อาโป (น้ำ) เตโช (ไฟ) วาโย (ลม) และว่าด้วยวรรณะ (สี) คือ นีล (สีเขียว) ปีต (สีเหลือง) โลหิต (สีแดง) โอทาต (สีขาว) และว่าด้วยอากาศ (ที่ว่าง) และอาโลก (แสงสว่าง) รวมเป็น ๑๐ อย่าง

อุปกรณ์ประกอบการสอน

     ควรมีภาพถ่ายแสดง ด้วยการติดภาพถ่ายไว้ ควรเป็นภาพสีธรรมชาติ หรืออุปกรณ์ที่เป็นของจริงที่เรานำมาแสดงให้ผู้เรียนได้ดู อย่าสอนโดยไม่มีอุปกรณ์ประกอบการอธิบาย

วิธีฝึก

     ให้ผู้ฝึกดูกสิณทีละอย่าง วันนี้จะเรียนกสิณอะไร ? ก็เอาอุปกรณ์อย่างนั้นนำออกมาแสดง การเพ่งแบ่งเป็น ๒ ขั้นตอน

     ขั้นตอนแรก เพ่งดูด้วยสายตาของเรา มองไปแล้วนึกให้สิ่งนั้นเป็นวงกลม และให้เกิดภาพกสิณประเภทนั้น โดยใจของเรานึกให้เห็น นึกให้เป็นมโนภาพขึ้น มองแล้วต้องนึกได้ทันที และต้องนึกให้เป็นวงกลมให้จงได้ ! และสิ่งนั้นต้องเหมือนของจริงทุกอย่าง สีอะไรก็ต้องเหมือนสิ่งนั้น นี่คือการเพ่งขั้นตอนแรก เป็นการเพ่งนอกคือเพ่งนอกกายของเรา

     ขั้นตอนที่สอง เป็นการเพ่งในกายของเราเอง ให้นึกเอามโนภาพนั้น เลื่อนไปตามฐาน ๗ ฐานในกายของเรา ดังนี้

     a. ฐานที่ ๑ ปากช่องจมูก (หญิง – ปากช่องจมูกซ้าย , ชาย - ปากช่องจมูกขวา) บริกรรมในใจ สัม มา อะ ระ หัง ๓ ครั้ง ต่อไปเลื่อนนิมิตไปฐานที่ ๒

     b. ฐานที่ ๒ เพลาตา คือตรงรูน้ำตาออก (หญิง – เพลาตาข้างซ้าย , ชาย – เพลาตาข้างขวา) บริกรรมในใจ สัม มา อะ ระ หัง ๓ ครั้ง ต่อไปเลื่อนนิมิตไปฐานที่ ๓

     c. ฐานที่ ๓ จอมประสาท คือเส้นด้ายขึงตึงจากกระหม่อมแทงตรงลงมาในกระโหลกศีรษะ เส้นด้ายอีกเส้นหนึ่ง ขึงตึงจากดั้งจมูกตรงไปที่ท้ายทอย เส้นด้ายตัดกันตรงไหน ? จุดนั้นคือ “จอมประสาท” ให้เลื่อนดวงนิมิตมาที่จอมประสาท ท่องในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง ๓ ครั้ง ต่อไปเลื่อนดวงนิมิตไปฐานที่ ๔

     d. ฐานที่ ๔ ปากช่องเพดาน (เพดานปาก) คือจุดหมายที่เราสำลักอาหารหรือสำลักน้ำ หมายความว่า อาหารหรือน้ำผ่านไปเป็นปกติเราจะไม่สำลัก แต่ถ้าบังเอิญอาหารหรือน้ำมาหยุดอยู่ตรงนั้นเราสำลักทันที จุดหมายที่เราสำลักคือปากช่องเพดาน เลื่อนดวงนิมิตมาไว้ที่ฐานที่ ๔ นี้ ท่องในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง ๓ ครั้ง ต่อจากนั้นเลื่อนดวงนิมิตมาที่ฐานที่ ๕ ต่อไป

     e. ฐานที่ ๕ ปากช่องลำคอ จุดหมายที่เรียกว่าปากช่องลำคอ อยู่ในหลอดลำคอ เหนือลูกกระเดือกนิดหนึ่ง ท่องในใจ สัม มา อะ ระ หัง ๓ ครั้ง จากนั้น เลื่อนดวงนิมิตไปฐานที่ ๖ ต่อไป

     f. ฐานที่ ๖ ฐานของศูนย์กลางกาย (โบราณเรียกสิบ) อยู่ในท้องของเรา ระดับเดียวกับสะดือตัวเรา เส้นด้ายเส้นหนึ่งขึงตึงจากสะดือทะลุข้างหลัง เส้นด้ายอีกเส้นหนึ่ง ขึงตึงจากสีข้างขวาตรงไปสีข้างซ้าย เส้นด้ายตัดกันตรงไหน ? ตรงนั้นคือฐานที่ ๖ เลื่อนดวงนิมิตมาอยู่ตรงฐานที่ ๖ นี้ ท่องในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง ๓ ครั้ง จากนั้นเลื่อนดวงนิมิตมาฐานที่ ๗ ต่อไป

     g. ฐานที่ ๗ คือศูนย์กลางกาย ตรงนี้ง่ายแล้ว เพียงนึกเลื่อนดวงนิมิตจากเส้นด้ายตัดกันขึ้นมาประมาณ ๒ นิ้วมือตัวเอง แล้วดวงนิมิตก็มาสู่ฐานที่ ๗ ทันที จากนี้ไปเป็นการฝึกที่แท้จริงแล้ว คือให้ท่องในใจ สัม มา อะ ระ หัง เรื่อยไป ลืมเรื่องลมหายใจเข้าออกของตัวเอง ไม่นึกไปเรื่องอื่นใดทั้งหลายทั้งปวง ไม่ส่งใจไปรับอารมณ์ใดทั้งสิ้น นึกให้ใจสงบระงับ ไม่ซัดไม่ส่าย นึกให้ดวงนิมิตขาวขึ้นและใสยิ่งขึ้น ไม่ว่านิมิตนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม หน้าที่ของเราคือนึกให้ขาวและนึกให้ใสสถานเดียว ! นี่คือเคล็ดลับ !

การเกิดอุคคหนิมิต

     คือกสิณนั้นแปลงสภาพเป็นดวงใส ลืมตาก็เห็น แม้หลับตาก็เห็นได้โดยใจ แปลว่าประสบความสำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้ว ในขั้นตอนที่ทำอุคคหนิมิตได้นั้น สภาพใจของเราเกิดความสงบมากแล้ว ใครที่ยังทำดวงกสิณให้เกิดดวงใสไม่ได้ จงภาวนา สัม มา อะ ระ หัง อยู่เช่นนั้นต่อไป จะนานแค่ไหนก็ต้องอดทนฝึกต่อไป ถ้าทำอุคคหนิมิตไม่ได้ ถือว่ายังไม่ผ่าน จะไปเรียนบทอื่นไม่ได้ ! ความยากอยู่ที่ว่าเราทำอุคคหนิมิตได้หรือไม่ ? ถ้าทำได้ ! แปลว่าเราไปฝึกชั้นสูงของหลักสูตรต่อไปได้แล้ว

การทำปฏิภาคนิมิต

     เป็นการฝึกขั้นตอนต่อมา คือทำอุคคหนิมิตให้เป็นปฏิภาคนิมิต วิธีทำไม่ยากแล้ว เพียงแต่นึกให้ดวงอุคคหนิมิตเล็กได้ใหญ่ได้ ก็ผ่านการฝึกแล้ว วิธีฝึกคือ ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงอุคคหนิมิตนั้น แล้วนึกให้ใหญ่ แล้วดวงอุคคหนิมิตก็ขยายใหญ่ตามใจที่เรานึก พอนึกให้เล็ก แล้วดวงอุคคหนิมิตก็เล็กตามที่ใจเรานึก เพียงเท่านี้ก็ผ่านการฝึกแล้ว

 

หลักของการฝึกกสิณ ๑๐

     ต้องเพ่งให้ขาวให้ใสเข้าไว้ ตามที่กล่าวมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกสิณอะไร ? ต้องเพ่งให้ขาวและให้เกิดความใสให้ได้ ! จึงจะถือว่าบรรลุเป้าตามกฎเกณฑ์ ครั้นมาถึงการเพ่งอวัยวะในร่างกาย ก็ถือกฎเกณฑ์อย่างเดียวกัน ต้องให้ขาวและให้ใสจึงจะใช้ได้ ! กสิณธาตุ ๔ ก็ต้องให้ขาว แม้กสิณสี ก็ต้องให้ขาวเช่นเดียวกัน

 

การฝึกที่ยากขึ้น

     ตำราบอกว่า เมื่อทำดวงกสิณใสได้แล้ว ต่อไปนี้ท่านให้เอากายมนุษย์ (ในที่นี้คือกายมนุษย์ละเอียด หรือเรียกอีกชื่อว่ากายฝัน) พอเรานึกเอากายฝันของเราไปนั่งในดวงกสิณ เราก็เห็นกายฝันของเราไปปรากฏในดวงกสิณทันที เราเห็นโดยใจของเรา กายฝันของเราหน้าตาเหมือนเรา คือเหมือนกายมนุษย์ตัวเรานี้ ดวงกสิณจะขยายใหญ่ กว้าง ๒ วา หนา ๒ คืบ ไปอยู่ที่ก้นของกายฝันของเรา ทำหน้าที่เป็น “ฌาน” ให้แก่เรา พากายฝันของเราไปไหนก็ได้ ตามที่เราปรารถนาจะไป คือทำหน้าที่เป็นพาหนะนั่นเอง จะให้พลิกคว่ำ พลิกหงายก็ได้ ให้เป็นปล่อง ให้เป็นช่อง ทำได้ตามใจนึก

 

อานิสงส์ของอุคคหนิมิต

     คือเป็นสื่อให้เราเห็นดวงธรรมของเรา อุคคหนิมิตเป็นดวงใส พอเกิดความใสเต็มที่แล้ว ก็จะเห็นดวงปฐมมรรคของเราเอง ซึ่งดวงธรรมนี้ก็อยู่ที่ศูนย์กลางกายของเรานั่นเอง การเข้าสู่ดวงปฐมมรรคนั้นเร็วมาก เราดูไม่ทันระหว่างดวงธรรมกับดวงกสิณ เราแทบจะแยกกันไม่ออก เพราะเป็นดวงใสเหมือนกัน แต่ดวงธรรมมีขนาดเล็ก เพียงเท่าฟองไข่แดงของไก่ สมัยก่อนฝึกกันแค่ ๓ ดวงธรรม เรียกดวงปฐมมรรค – ดวงทุติยมรรค – ดวงตติยมรรค พอส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงตติยมรรค ก็จะเห็นกายของเรา ในยุคท้ายๆ นี้ ฝึกกัน ๖ ดวงธรรม คือดวงปฐมมรรค-ดวงศีล-ดวงสมาธิ-ดวงปัญญา-ดวงวิมุตติ-ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ

 

วิธีฝึกเดินวิชา ๑๘ กายแบบ ๓ ดวงธรรม เมื่อเห็นดวงปฐมมรรคแล้ว

ลำดับแรก

     หยุดนิ่งกลางดวงปฐมมรรค ท่องใจหยุดในหยุด จะเห็นจุดศูนย์กลางของดวงธรรม มีลักษณะเป็นจุดใสเท่าปลายเข็ม ท่องใจหยุดในหยุด จุดใสเท่าปลายเข็มจะว่างออกไป เห็นดวงใสที่ ๒ ซ้อนดวงใสที่ ๑ ; ดวงใสที่ ๒ คือดวงทุติยมรรค หยุดนิ่งกลางดวงทุติยมรรค เห็นจุดใสเท่าปลายเข็ม ท่องใจหยุดในหยุด แล้วจุดใสเท่าปลายเข็มว่างออกไป เห็นดวงใสที่ ๓ ซ้อนดวงใสที่ ๒ ; ดวงใสที่ ๓ คือดวงตติยมรรค ส่งใจนิ่งกลางดวงตติยมรรค เห็นจุดใสเท่าปลายเข็ม ส่งใจนิ่งลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็ม แล้วจุดใสเท่าปลายเข็มจะว่าง ในว่างใสนั้นก็เห็น “กายมนุษย์ละเอียด (กายฝัน) ”

ลำดับสอง

     จากกายมนุษย์ละเอียดเข้าหากายทิพย์ จงเอาใจของเรามองปากช่องจมูกกายมนุษย์ละเอียด (ท่านหญิงส่งใจมองปากช่องจมูกซ้าย ท่านชายมองปากช่องจมูกขวา) ท่องใจว่า “หยุดในหยุด” แล้วเลื่อนใจมองเพลาตาของกายมนุษย์ละเอียด (หญิงซ้าย - ชายขวา) ท่องใจหยุดในหยุด จากนั้น เลื่อนใจไปที่จอมประสาทของกายมนุษย์ละเอียด ท่องใจหยุดในหยุด จากนั้น เลื่อนใจมองผ่านปากช่องลำคอของกายมนุษย์ละเอียด มองลงไปในท้องของกายมนุษย์ละเอียด ท่องใจหยุดในหยุด ก็จะเห็นดวงปฐมมรรค ดวงทุติยมรรค และตติยมรรค เหมือนที่ฝึกในตอนต้นนั้น พอส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงตติยมรรค เห็นจุดใสเท่าปลายเข็ม ส่งใจมองจุดใสเท่าปลายเข็ม แล้วจุดใสเท่าปลายเข็มจะว่าง ในว่างนั้น ก็เห็นกายทิพย์หยาบของตัวเรา ใส่ชฎาเครื่องทรงเหมือนตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ หน้าตาของกายต้องเหมือนเราทุกประการ เพียงแต่ใส่ชฎาและมีเครื่องทรงวาววับ

ลำดับสาม

     จากกายทิพย์หยาบเข้าหากายทิพย์ละเอียด มีวิธีการฝึกแบบเดียวกับลำดับสอง จะเห็นกายทิพย์ละเอียดมีรัศมีสว่างกว่ากายทิพย์หยาบ

ลำดับสี่

     จากกายทิพย์ละเอียดเข้าหากายรูปพรหมหยาบ (กายปฐมวิญญาณ) ทันใดที่เห็นกายรูปพรหม เป็นกายใส่ชฎา เครื่องทรงเหมือนตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ และเกิดแผ่นฌานที่ก้นกายด้วย เป็นแผ่นใสกลม ๔ แผ่น เรียกว่ารูปฌาน (กายรูปพรหมนี้ ทุกวันนี้เรียกสั้นๆ ว่ากายพรหม)

ลำดับห้า

     จากกายรูปพรหมหยาบเข้าหากายรูปพรหมละเอียด เป็นกายใส่ชฎา เครื่องทรงเหมือนตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ มีแผ่นฌานที่ก้นกาย ๔ แผ่น มีรัศมีสว่างกว่ากายรูปพรหมหยาบ

ลำดับหก

     จากกายรูปพรหมละเอียดเข้าหากายอรูปพรหมหยาบ การเข้าสู่กาย เข้าตามฐานตามที่กล่าวแล้ว เป็นที่เข้าใจแล้ว จึงไม่กล่าวถึงอีก บัดนี้ ! เราอยู่กับกายรูปพรหมละเอียด จะเข้าสู่กายอรูปพรหมหยาบ ก็ส่งใจเข้าไปในกายรูปพรหมละเอียด แล้วลำดับดวงธรรม ๓ ดวง ตามวิธีการที่กล่าวแล้ว ขณะเดินวิชาให้ท่องใจไปด้วยตามที่กล่าวนั้น พอถึงดวงธรรมที่ ๓ คือดวงตติยมรรค ส่งใจนิ่งลงไปที่กลางดวงธรรม เห็นจุดใสเท่าปลายเข็ม พอเห็นจุดใสเท่าปลายเข็มว่าง ก็เห็นกายอรูปพรหมหยาบ พร้อมทั้งมีแผ่นฌานที่ก้นกาย ๘ แผ่น คือมีทั้งรูปฌาน ๔ แผ่น และอรูปฌาน ๔ แผ่น รวมเป็น ๘ แผ่น หลวงพ่ออธิบายว่า ทันทีที่เกิดกาย แผ่นฌานก็เกิดขึ้นทันใดพร้อมกันไม่ก่อนไม่หลัง

ลำดับเจ็ด

     จากกายอรูปพรหมหยาบเข้าหากายอรูปพรหมละเอียด (กายปฐมวิญญาณละเอียด) ก็เดินวิชาตามแนวเดียวกัน ตามกฎเกณฑ์เดียวกัน ส่งใจนิ่งเข้าสู่กายตามฐาน แล้วหยุดนิ่งกลางดวงธรรม ๓ ดวง ในกายของอรูปพรหมหยาบ ก็จะเห็นกายอรูปพรหมละเอียด และที่ก้นกายของกายอรูปพรหมละเอียด มีแผ่นฌาน ๘ แผ่น กายอรูปพรหมละเอียด รูปร่างหน้าตาเหมือนตัวเราทุกประการ ใส่ชฎาและเครื่องทรงเหมือนตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ มีรัศมีสว่างกว่ากายอรูปพรหมหยาบ

ลำดับแปด

     จากกายอรูปพรหมละเอียดเข้าหากายธรรมโคตรภูหยาบ จนถึงกายธรรมพระอรหัตละเอียด เดินวิชาแนวเดียวกัน ส่งใจเข้าหากายอรูปพรหมละเอียดแล้ว ลำดับดวงธรรม ๓ ดวง พอถึงดวงตติยมรรค ส่งใจนิ่งกลางดวงธรรม แล้วจุดใสเท่าปลายเข็มจะว่าง ในว่างนั้นก็จะเห็นกายธรรมโคตรภูหยาบ เป็นพระพุทธรูปขาวใส เกตุดอกบัวตูม จากกายธรรมโคตรภูหยาบเข้ากายธรรมโคตรภูละเอียด กายธรรมพระโสดาหยาบ กายธรรมพระโสดาละเอียด กายธรรมพระสกิทาคามีหยาบ กายธรรมพระสกิทาคามีละเอียด กายธรรมพระอนาคามีหยาบ กายธรรมพระอนาคามีละเอียด กายธรรมพระอรหัตหยาบ กายธรรมพระอรหัตละเอียด รวม ๑๐ กายธรรม ทุกกายธรรมมีแผ่นฌานที่ก้นกาย ๘ แผ่น

     สรุปการเดินวิชา เราเดินวิชาครบ ๑๘ กายแบบ ๓ ดวงธรรม เหตุผลที่ใช้แบบดวงธรรม ๓ ดวง เพราะเป็นหลักสูตรสมถะ ถ้าเป็นหลักสูตรวิปัสสนาก็ใช้แบบดวงธรรม ๖ ดวง คือดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน (ดวงปฐมมรรค) ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ วิธีเดินวิชาก็แบบเดียวกัน เพียงแต่เพิ่มดวงธรรมขึ้นเท่านั้น กฎเกณฑ์อื่นก็อย่างเดียวกัน ท่านใดจะเดินวิชาแบบ ๖ ดวงธรรมก็ทำได้ ไม่ขัดข้องอะไรเลย !

 

บทเรียนได้แสดงวิธีนำไปใช้โดยเป็นความรู้ที่ยากขึ้น

     เราสรุปความรู้กันก่อน เราฝึกมาถึงตรงนี้ เราได้เห็นกายโลกีย์และกายธรรมแล้ว รวม ๑๘ กาย มี ๓ กายที่ไม่มีฌานที่ก้นกาย คือกายมนุษย์ละเอียด (กายฝัน) กายทิพย์หยาบและกายทิพย์ละเอียด โดยไม่นับกายมนุษย์หยาบคือตัวเรานี้ ส่วนกายนอกเหนือจากนี้ มีแผ่นฌานที่ก้นกายทั้งหมด ได้แก่ กายรูปพรหมหยาบและกายรูปพรหมละเอียด มีแผ่นฌานที่ก้นกาย ๔ แผ่น นั่นคือ มีรูปฌาน กายอรูปพรหมหยาบและกายอรูปพรหมละเอียด มีแผ่นฌานที่ก้นกาย ๘ แผ่น นั่นคือ มีทั้งรูปฌานและอรูปฌาน และกายธรรมทั้งหมดทุกกายธรรมก็มีแผ่นฌาน ๘ แผ่น คือมีทั้งรูปฌานและอรูปฌาน

     ฌานมีลักษณะเป็นแผ่นใส ทำหน้าที่เป็นพาหนะให้แก่กาย เมื่อกายจะไปไหนก็นั่งฌานไป โบราณท่านพูดว่าเข้าฌานไป ถ้าไม่มีฌานก็ไปไหนไม่ได้ กล่าวถึงกายมนุษย์ละเอียดคือกายฝันของเรา และกายทิพย์หยาบ – กายทิพย์ละเอียด ไม่มีแผ่นฌาน แต่บทฝึกท่านสั่งให้ใช้กายฝันไปไหนโดยใช้ฌาน และใช้กายทิพย์เข้าฌานไปเที่ยวนรก เพราะเหตุนี้ เราจึงต้องมาสร้างฌานให้แก่กายทั้ง ๓ ก่อน หมายความว่าฌานโดยธรรมชาติไม่มี เราก็สร้างฌานจำลองขึ้น หลวงพ่อท่านสอนไว้แล้ว