เป็นทั้งคนทำและคนอ่าน

ต้อนรับวันที่ 1 รอมฏอน ปีฮิจเราะห์ศักราชที่ 1436 ซึ่งตรงกับปฏิทินไทยวันที่ 18 มิถุนายน 2558 (ส่วนตัวโล่งอกที่ รอมฏอนนี้ตรงกันกับหลายประเทศ)

ช่วงหลังๆ เกือบจะไม่มีแรงมานั่งเขียนบล็อกเลยครับ ที่ไม่มีคือ ไม่มีแรงครับ เวลาเหมือนจะยังมี กลับทำงานก็ปกติ แต่เนื้องานมันทำให้ส่วนใหญ่กลับถึงบ้านก็อยากนะหลับตานอนลงเสียทันที เหมือนร่างกายมันอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ ครับ

ตอนนี้โจทย์การแบ่งเวลาให้กับภาระงานสำคัญมากครับ ความเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่จะต้องสอน ทำวิจัยและบริการวิชาการ บวกกับภาระงานในการบริหารจัดการเพื่อให้กลไกต่างๆ ขับเคลื่อนก็ร่วมเข้ามาในเวลาที่มีเท่าเดิม แต่อัลฮัมดุลิลลาห์ ที่ผ่านมาก็คิดว่าทำได้ครบถ้วน แต่ที่จะบกพร่องบ้างก็คงจะเป็นที่คุณภาพของเนื้องานเท่านั้นเอง (ต้องพยายามต่อไป)

ช่วงต้นเดือนผมไปร่วมนำเสนอผลงานวิจัยในสองเวทีหลักๆ คือ เวทีของมหาวิทยาลัยผมเอง มหาวิทยาลัยฟาฏอนี กับอีกหนึ่งคือ มหาวิทยาลัยทักษิณ ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ทรงคุณวุฒิอ่านบทความของอีกหลายๆ ท่านที่นำเสนอในเวทีของ มฟน. และอีกเวทีของมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์

เอาความรู้แรกที่ได้ก่อนคือ จากที่ได้เขียนและนำเสนอเอง ผมว่ากระบวนการนี้เป็นกิจกรรมสำคัญสำหรับคนเป็นอาจารย์ครับ เพราะการเขียนแล้วถูกคนอ่านให้ความเห็นมา โดยเฉพาะเขาไม่รู้ว่างานเขียนของใคร คนวิจารณ์งานสามารถวิจารณ์ได้อย่างอิสระ ทำให้เราเห็นจุดอ่อนของเรา ขณะเดียวกันก็ช่วยเป็นกระจกสะท้อนเพื่อการพัฒนาตัวเราเองได้ดีทีเดียว เช่นเดียวกันกับการถูกวิพากษ์บนเวทีที่ทำให้เห็นการสื่อสารแบบกัลยานมิตร กระตุ้นการคิด ออกแบบการนำเสนอ การที่อาจารย์หลายท่านทิ้งการพัฒนาตนเองแบบนี้ไป ผมว่าน่าเสียดายทีเดียว

ความรู้ที่สองที่เกิดขึ้นจากการอ่านงานคนอื่น คือ มันทำให้เราตื่นตัวกับความเคลื่อนไหวทางวิชาการในปัจจุบัน ทำให้เราเองได้ตรวจสอบว่าทีเราคิดอยู่มันยังจะใช่อยู่อีกหรือเปล่า หรือคนอื่นเขาไปไกลกว่าเราไปแล้ว อย่างที่สองที่เห็นคือ คุณภาพงานไม่ได้เกิดขึ้นอย่างง่ายๆ ครับ มันต้องเป็นเรื่องของใจที่ทุ่มลงไปในงานนั้นๆ

แต่ที่ผมเริ่มวิตกมากขึ้นคือ เรื่องคุณภาพของงานวิชาการต่างๆ โดยเฉพาะในระดับบัณฑิตศึกษา ผมกำลังรู้สึกว่าหลายชิ้นงานถูกทำขึ้นเพื่อเป็นการปลดปล่อยจากคำว่าเรียนไม่จบเท่านั้นเอง ค้นหาอะไรที่เป็นองค์ความรู้ไม่ได้เลย คิดต่อว่าอนาคตการศึกษาไทยจะเป็นเช่นไร


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อย่างนี้แหละ! จารุวัจน์



ความเห็น (0)