ขับเคลื่อน PLC ที่ สพป. กาฬสินธุ์ เขต 1_24 : "หนังสั้น" กับ PBL (๑)

อ.ต๋อย
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

วันนี้ (๔ มิถุนายน ๒๕๕๘) CADL ได้รับโอกาสร่วมเวที PLC "หนังสั้นกับPBL" ของครูการงานอาชีพและเทคโนโลยี ของโรงรียนขยายโอกาส ในสังกัด สพป. กาฬสินธุ์ เขต ๑ จำนวน ๔๐ คน ครอบคลุม ๖ อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง. อ.สามชัย. อ.สหัสขันธ์ อ.ดอนจาน. อ.กมลาไสย. และ อ.ร่องคำ ซึ่ง ดร.นุชรัตน์ ประสิทธิศิลป์ชัย และเพื่อนศึกษานิเทศก์กำลังขับเคลื่อนอย่างแข็งขันต่อเนื่อง นับแต่เราจัดค่ายครูนักเรียนเรื่องนี้ในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วซึ่งผมสรุปองค์ความรู้เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบ RL-PBL ไว้ ที่นี่

เวที PLC ครั้งนี้ มีเป้าหมายที่จะ "ติดเครื่องมือ" ให้กับครูกลุ่มเป้าหมาย ๒ อย่าง ได้แก่ การจัดการเรียนรู้บนฐานโครงงาน หรือ Project-based Learning (PBL) และ การทำภาพยนต์สั้นหรือการทำ "หนังสั้น" ที่กำลังเป็นที่นิยมในยุคนี้

ทำไมต้อง PBL?

ผมตั้งคำถามเพื่อสรุปตอนท้ายว่า "ทำไมต้อง PBL?" คุณครูท่านหนึ่งตอบอย่างเข้าใจและชัดเจนทันทีว่า "เพราะการจัดการเรียนรู้แบบ PBL ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการลงมือทำ" ท่านต่อมาบอกว่า "เพราะทำให้นักเรียนได้คิด" อีกท่านบอกว่า "เพราะ PBL จะทำให้นักเรียนได้ความรู้ใหม่ๆ" ผมเสนอเติมเพิ่มอีกข้อสำคัญคือ การจัดการเรียนรู้จะทำให้นักเรียนสนุก มีความสุขที่ได้เรียน .... ใช่เลยครับ เพราะทั้ง ๔ ประเด็นนี้ มีทฤษฎีและผลงานวิจัยรองรับและได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ได้ผลจริงและเหมาะสมกับศตวรรษที่ ๒๑ ดังนี้

การเรียนรู้แบบ PBL เป็นหนึ่งในวิธีการจัดการเรียนรู้แบบรู้จริง (Mastery Learning) ซึ่งเชื่อว่า "การเรียนรู้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนักเรียนได้คิดหรือได้ทำด้วยตนเองเท่านั้น" และเน้นให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการลงมือทำ และส่งเสริมให้นักเรียนได้สร้างสรรค์และนำเสนอผลงานของตนเอง สอดคล้องกับปิรามิตการเรียนรู้ด้านล่าง


การจัดการเรียนรู้แบบ PBL ที่ถูกต้อง นักเรียนจะได้ "ฝึกคิด" และ "ฝึกทำ" ในที่นี้ คือ ฝึกคิดเกี่ยวกับงาน เช่น วิเคราะห์ วางแผน และแก้ปัญหาต่างๆ ได้ฝึกทำงานเป็นทีม ครูมีบทบาทเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ โดยการ "ตั้งคำถาม" เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกคิดและสะท้อนการเรียนรู้ของตนเอง (ถามคือสอน สะท้อนคือเรียนรู้) วิธีการแบบนี้จะทำให้นักเรียนเกิดทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะการทำงานเป็นทีม และทักษะการแก้ปัญหา ฯลฯ เหล่านี้คือทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ ๒๑ ที่ทำให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ในตนเอง (Constructivism) ได้อย่างรวดเร็วและไม่หยุดยั้ง

การจัดการเรียนรู้แบบ PBL บนฐานชีวิตจริง (หรือผมเรียกว่า RL-PBL) คือครูสร้างสถานการณ์ให้นักเรียนได้ลงพื้นที่ไปสัมผัสของจริงในชุมชน เช่น ปัญหาชุมชน แหล่งเรียนรู้หรือภูมิปัญญา ผลิตภัณฑ์ หรือแหล่งผลิตต่างๆ ในท้องถิ่น นอกจากนักเรียนจะเกิดทักษะการเรียนรู้ข้างต้นแล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อ "ทักษะชีวิต" และ "ความรู้จักตนเอง รู้จักรากเหง้า ท้องถิ่นของตนเอง" อันเป็นปัจจัยส่งเสริมให้รักและภูมิใจในท้องถิ่น เกิดจิตอาสาที่จะพัฒนาและรักษ์และหวงแหนทรัพยากรในท้องถิ่น

การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้คิดเอง วางแผนเอง ลงมือทำเอง และได้รับโอกาสในการเสนอผลงานของตนเอง ทำให้นักเรียนมีโอกาสที่จะรู้สึกว่า "ฉันทำได้" "ฉันคิดได้" และ "ฉันเป็นคนสำคัญ" พึ่งตนเองได้ (ฉันมีดี ฉันมีความรู้ ความสามารถ) ซึ่งจะทำให้ภูมิใจในตนเอง เกิดความมั่นใจในตนเอง ส่งผลให้เกิดความกล้า กล้าคิด กล้าทำ กล้าเรียน กล้าถาม กล้าเรียน และ "มีความสุข สนุกที่ได้เรียน" ...


ทำไมต้อง "หนังสั้น"

นักประสาทวิทยาศึกษาพบว่า สมองมีแนวโน้วจะขี้เกียจ สมองจะไม่ชอบอะไรที่ยาก หากเจอสิ่งที่รู้สึกว่ายาก สมองจะหลบไปทำสิ่งที่ง่ายกว่าและทำได้ดีกว่า ความจริงไม่ต้องวิจัย เราก็รู้ข้อเท็จจริงนี้ได้จากการสังเกต "ใจ" ของตนเองได้ เพราะในศาสตร์ทางพุทธ พระพุทธเจ้าสอนไว้นานมากแล้ว ว่า "จิตใจ" มักไหลลงต่ำ ชอบทำแต่สิ่งที่แล้วนำความสุขความสบายง่าย น้อยนักที่จะชอบทำงานหนัก


ผมเกริ่นเรื่องธรรมชาติของใจและผลงานวิจัยของสมองนี้เพื่อ เตือนให้เราทุกคนระวังจะไปตกร่อง "นำเสนอ" หรือ "สร้างภาพ" โดยเฉพาะเมื่อเรากำลังจะทำ "หนังสั้น" เพราะหากไม่ระวัง แทนที่เราจะได้ปลูกฝังอุปนิสัยใฝ่เรียนรู้ ทักษะการเรียนรู้ และทักษะชีวิตให้กับนักเรียน จะกลายเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนก้าวไปสู่ "โลกแห่งมายา" ปรารถนาอยากเด่น อยากดัง อยากสบาย ทำอะไรง่ายๆ ได้เงินเยอะๆ อย่างที่สังคมไทยกำลังเป็นไปในตอนนี้ นักเรียนของเราต้องไม่ใช่เก่งเพียง "นำเสนอ" แต่ต้องทั้ง "เก่งคิด เก่งทำ และเก่งนำเสนอ" เราต้องเข้าใจให้ตรงกันว่า เราใช้เครื่องมือ "หนังสั้น" หรือให้นักเรียนทำหนังสั้น เพื่อเป็นเครื่องมือให้ได้ "ถอดบทเรียน" และ "นำเสนอผลงาน" จากการเรียนรู้ด้วยบนฐานโครงงาน (PBL) ผมคิดว่า นี่คือสาเหตุว่า ทำไมการแข่งขันหนังสั้นของ สพฐ. จึงกำหนดให้นักเรียนต้องไปนำเสนอและตอบคำถาม

จากการสืบค้นทางอินเตอร์เน็ต คำว่า "หนังสั้น" หรือ "ภาพยนต์สั้น" หรือ "Shot Film" ผมพบว่า ไม่มีนิยามที่ชัดเจนว่าต้องสั้นยาวเท่าใด และมีลักษณะอย่างไรตายตัว จึงไม่ควรจะถกเถียงเรื่องความหมายมากนัก อย่างไรก็ดี มีข้อสรุปลักษณะของ "หนังสั้น" ให้เข้าใจได้สั้นๆ ดังนี้

  • "หนังสั้น" คือ "หนัง" หรือภาพยนตร์ที่ไม่ยาวนั่นเอง บางที่บอกว่าไม่ควรเกิน ๔๐ นาที บางที่บอกว่าไม่ควรเกิน ๓๐ นาที
  • "หนังสั้น" มีวัตถุประสงค์ เพื่อเล่าเรื่องๆ เดียว แก่นเรื่องเดียว คือมีเรื่องหลักเรื่องเดียว อาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนเอง หรือไปเจอมา หรือฟังคนอื่นเล่ามา หรือแม้แต่จินตนาการขึ้นมา ก็สามารถนำมาสร้างเป็นหนังสั้นได้
  • "หนังสั้น" ต่างจาก "สารคดี" ตรงที่สารคดีเน้นความรู้ความจริงจนบางทีทิ้งความบันเทิงเพลิดเพลิน ส่วนหนังสั้นถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพและเสียง ด้วยตัวละคร มีบทพูดบทสนทนาส่งผ่านความรู้สึกไปยังผู้ชม

ผมเสนอว่าเราควรทำ "สารคดีหนังสั้น" มากกว่าการทำ "หนังสั้น" เพื่อให้มั่นใจว่า นักเรียนจะได้ตั้งอยู่บนฐานความรู้ความจริง และไม่ทิ้งศิลป์และศาสตร์ของความบันเทิง ...

แนวทางการจัดการเรียนรู้

มีคุณครูท่านหนึ่งได้ยินผมบ่นกับตนเองว่า ผมกำหนดตีกรอบมากเกินไป จนทำให้สิ่งที่ทุกกลุ่มนำเสนอคล้ายกันหมด ท่านบอกว่า "..ตอนแรกก็จะเหมือนกันแบบนี้แต่พอไปลองทำดู ครูแต่ละคนจะมีวิธีการและแนวทางที่แตกต่างกันไปเอง.." ผมรู้สึกสบายใจขึ้นมาทันที เพราะหากครูทุกคนเข้าใจ ก็จะไม่ยึดติดกับสิ่งที่เรามาคุยกันวันนี้ ซึ่งเป็นเพียงกรอบคร่าวๆ เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่ครูเรามาตกลงกันว่าจะกลับไปทำ ดังจะเล่าพอสังเขปดังต่อไปนี้ โดยสรุปกระบวนการไว้ ๖ ขั้นตอน ดังภาพ




ขั้นที่ ๑ กำหนดสถานการณ์

ตรงนี้หากเป็นไปได้ ควรพานักเรียนลงไปสำรวจพื้นที่จริงในชุมชน ให้นักเรียนสังเกตและเก็บข้อมูลมาให้มากที่สุด แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มๆ ให้แต่ละกลุ่มทำแผนที่ชุมชน ที่ได้ลงไปสำรวจและเก็บข้อมูลมา แล้วให้นำเสนอทุกกลุ่ม ครูสรุปเป็นแผนที่รวมที่สมบูรณ์ที่สุด หรืออาจเน้นประเด็นที่ครูต้องการให้นักเรียนเรียนรู้ก็ได้ โดยอาจจะสรุปออกมาเป็น ๔ ประเด็นหลักๆ ได้แก่

  • ปัญหาที่พบ เช่น น้ำเสีย ปลาสูญพันธุ์ ป่าถูกทำลาย ฯลฯ
  • ภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น วิธีการย้อมสีผ้า การรักษาผู้ป่วยด้วยสมุนไพร การนวดแผนไทย ฯลฯ เน้นไปด้านองค์ความรู้
  • ผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่น เช่น เสื่อกก หมอนขิด หรือสินค้า OTOP อื่นๆ
  • แหล่งผลิต เช่น โรงงานทำขนมจีน โรงงานทอผ้า การทำนา ปลูกอ้อย มันสัมปะหลัง ปลูกยางพารา ฯลฯ

แล้วให้นักเรียนช่วยกันเลือก "หัวเรื่อง" โครงงานขึ้นมาหนึ่งหัวเรื่อง โดยให้นำเสนอเหตุผลของตน และอภิปรายกันก่อนจะกำหนดเป็นห้วข้อโครงงาน

ในขั้นนี้ หากครูใช้กิจกรรมละลายพฤติกรรม และให้ดูคลิปหนังสั้น เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ให้นักเรียนอยากทำ จะนำไปสู่การเรียนอย่างสนุก มีความสุขที่ได้เรียนได้ง่าย

ขั้นที่ ๒ ระดมสมอง วิเคราะห์ข้อมูล เขียนเค้าร่างโครงงาน และสคลิปหนังสั้น หรือ story board

เมื่อกำหนดปัญหาหรือกำหนดหัวเรื่องแล้ว ควรพาลงพื้นที่ไปสำรวจหรือเก็บข้อมูลละเอียดอีกครั้ง อาจเป็นการไปศึกษาดูงานจากปราชญ์ชาวบ้าน หรือการลงไปวัดเชิงปริมาณ และสืบค้นความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์และสรุปให้เข้าใจปัญหาหรือหัวเรื่องนั้นให้มากที่สุด โดยใช้เครื่องมือแผนผังความคิด หรือแผนภูมิแบบต่างๆ แล้วแต่ความเหมาะสม ก่อนจะร่วมกันออกแบบกระบวนการเรียนรู้ต่อไป โดยใช้การเขียนเค้าร่างโครงงานเป็นเครื่องมือในการวางแผน

การวางแผนควรจัดทำเป็น Timeline ให้ชัดเจนจะดี เพราะในแต่ละภาคการเรียนจะมีเวลาที่กำหนดไว้แล้วค่อนข้างชัดเจน หากเป็นการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการหลายวิชา อาจมีเวลามากขึ้น หรืออาจจะใช้ชั่วโมงว่างอื่นๆ

ในขั้นตอนนี้อาจเขียนสคลิปหนังสั้น หรือ story board ไปพร้อมกัน เพื่อจะได้ถ่ายทำและเก็บข้อมูลไปพร้อมกัน

ขั้นที่ ๓ ลงมือทำตามแผน

ก่อนลงมือทำตามแผน อาจต้อง "เติมเครื่องมือ" หรือ "ติดอาวุธ" ให้นักเรียน โดยการสอนเรื่อง การทำหนังสั้น การถ่ายภาพ การตัดต่อวิดีโอ ฯลฯ ซึ่งค่อนข้างเป็นที่สนใจของนักเรียน ทำให้นักเรียนจะมีความกระตือรือร้นมากขึ้นในการทำโครงงาน

ในขั้นตอนการลงมือทำ เน้นว่าต้องให้นักเรียนได้ลงพื้นที่จริงๆ ได้ทำจริงๆ ทุกคน ทุกคนในกลุ่มมีส่วนร่วม โดยครูดูแลแบบโค้ชอยู่อย่างใกล้ชิด

ขั้นที่ ๔ วิเคราะห์และสรุปข้อมูล และสร้างสื่อ หรือสร้างหนังสั้น

เริ่มที่ถอดบทเรียนกันว่า แต่ละกลุ่มได้เรียนรู้อะไรบ้าง มีข้อมูลอะไรบ้าง มีภาพ มีคลิป มีชิ้นงาน มีสื่ออะไรบ้าง คือสำรวจวัตถุดิบทั้งหมด อะไรบ้างที่ทำได้ตามแผน ตามสตอรี่บอร์ดที่วางไว้ อะไรบ้างที่ทำไม่ได้ จะแก้ไขอย่างไร จำเป็นต้องกลับไปวางแผนใหม่ แล้วไปถ่ายทำเพิ่มเติมหรือไม่

เมื่อพร้อมก็เริ่มกระบวนการตัดต่อหนังสั้น ซึ่งควรมีการฝึกการทำงานเป็นทีม เพราะนักเรียนแต่ละคนอาจมีความพร้อมความถนัดที่แตกต่างกัน และการเผชิญกับปัญหาร่วมกัน ทำให้นักเรียนสามารถพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ได้เยอะ

ขั้นที่ ๕ นำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้

อาจนำเสนอผ่าน บล็อค เช่น www.gotoknow.org หรือผ่าน Yotube หรือ Line หรือ Facebook ส่วนครู ควรมีเวทีให้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเป็นประจำ หรือที่เราเรียก PLC นั่นเองครับ

ขั้นที่ ๖ ถอดบทเรียน

ถอดบทเรียนในขั้นสุดท้ายนี้ ควรได้ผลลัพธ์เป็นแนวปฏิบัติในการเรียนรู้แบบ PBL และแนวปฏิบัติในการทำหนังสั้น ได้รู้ปัจจัยแห่งความสำเร็จของตนเอง หรือทราบปัญหาที่จะนำไปปรับปรุงแก้ไข และเขียนข้อเสนอแนะสำหรับการทำในครั้งถัดไป

ขอจบฮ้วนๆ เพียงเท่านี้ครับ วันหลังจะนำภาพจากคุณเสือมาเผื่อแผ่นะครับ ......

ขอบคุณทุกท่านครับ สรุปอีกครั้งว่านี่เป็นเพียงข้อเสนอนะครับ หากคิดยังไม่ออกก็ "จับ" เอาไปทำได้เลย มีคนทำตามนี้แล้วสำเร็จเป็นที่ประจักษ์แล้วครับ เพียงแต่เขายังไม่ได้ทำเป็นหนังสั้นเท่านั้นเอง



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์



ความเห็น (0)