ครูอาสาเปลวเทียนสู่ฝัน : อีกหนึ่งค่ายเรียนรู้คู่บริการหลากรูปรส

เป็นการแนะแนวการศึกษาผ่าน "ละครชีวิต" ด้วยการจำลองเรื่องราว "ชีวิตของนิสิต" ในมหาวิทยาลัยฯ อันเป็นสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในสังคมมหาวิทยาลัยฯ และสังคมทั่วไปของวัยรุ่นมาให้นักเรียนได้สัมผัส ด้วยการนำเสนอผ่านแง่มุมชีวิตในเชิงบวกและเชิงลบ เสมือนการแบ่งปันประสบการณ์ชีวิต เพื่อ "สอนชีวิต"

ในแต่ละปีการศึกษา ชมรมครูอาสา สังกัดสโมสรนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ จะจัดกิจกรรมการเรียนรู้คู่บริการต่อสังคมอย่างน้อย ๓ โครงการ ประกอบด้วยโครงการครูอาสาสู่ชนบท โครงการครูอาสาเปลวเทียนสู่ฝัน และโครงการครูอาสารักป่าอีสาน โดยทั้งสามโครงการล้วนเดินทางเกินกว่า ๑๐ ปีแล้วทั้งสิ้น




โครงการครูอาสาเปลวเทียนสู่ฝัน ครั้งที่ ๑๓ ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สื่อให้เห็นถึงกระบวนการ "เรียนรู้นอกชั้นเรียน" ในแบบ "บันเทิงเริงปัญญา" ที่น่าสนใจไม่แพ้โครงการอื่นๆ เนื่องเพราะเกี่ยวโยงกับวิชาชีพของนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ ยึดโยงกับโครงข่ายจิตอาสาทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย สัมพันธ์กับปลายทางการเรียนรู้อันเป็นปรัชญามหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน) หรืออัตลักษณ์นิสิต (เป็นผู้ช่วยเหลือสังคมและชุมชน) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๒– ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๗ ณ โรงเรียนห้วยจริงวิทยา ต.คาละแมะ อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ ประกอบด้วยภาพรวมการจัดกิจกรรมที่สำคัญๆ ดังนี้



๑.กิจกรรมแนะแนวการศึกษา : เป็นกิจกรรมในแบบบันเทิงเริงปัญญา ไม่ได้แค่แนะนำ หรือให้ความรู้แก่นักเรียนแค่ว่าควรศึกษาต่อในหลักสูตรหรือสถานศึกษาใด หากแต่มุ่งให้นักเรียนได้มีทัศนคติที่ดีต่อการพัฒนาตนเองและสังคมผ่านระบบและกลไกทางการศึกษา ไม่ได้มุ่งเน้นการแนะแนวการศึกษาเพื่อให้นักเรียนเข้ามาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามเท่านั้น แต่มุ่งให้นักเรียนได้เลือกศึกษาต่อตามความถนัดและความสนใจของแต่ละบุคคล

และที่สำคัญคือการแนะแนวการศึกษานั้น ไม่ได้จ่อมจมอยู่กับรูปแบบของการบรรยายประกอบสื่อผ่านจอฉายโปรเจคเตอร์ หรือแผ่นพับทั่วๆ ไป ทว่าเป็นการแนะแนวการศึกษาผ่าน "ละครชีวิต" ด้วยการจำลองเรื่องราว "ชีวิตของนิสิต" ในมหาวิทยาลัยฯ อันเป็นสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในสังคมมหาวิทยาลัยฯ และสังคมทั่วไปของวัยรุ่นมาให้นักเรียนได้สัมผัส ด้วยการนำเสนอผ่านแง่มุมชีวิตในเชิงบวกและเชิงลบ เสมือนการแบ่งปันประสบการณ์ชีวิต เพื่อ "สอนชีวิต" หรือสร้างภูมิต้านทานที่ดีให้แก่นักเรียนตามครรลองจิตอาสา หรือเยาวชนจิตอาสาไปพร้อมๆ กัน



กิจกรรมสาธิตการเข้าสัมภาษณ์เป็นนิสิต



๒.กิจกรรมเสริมสร้างทักษะทางวิชาการ : เป็นกิจกรรมการหนุนเสริมทักษะการเรียนรู้ในกลุ่มสาระวิชาสำคัญๆ คือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคม วิทยาศาสตร์ (วิทย์ทั่วไป เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา) และคณิตศาสตร์ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเสมือนการเสริมเสริมความรู้แก่นักเรียน ผสมผสานกับการติวเตอร์ รวมถึงการบอกเล่าประสบการณ์ที่ว่าด้วยเทคนิคการเตรียมตัวสอบเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา หรืออื่นๆ โดยบูรณาการการเรียนรู้ในแบบ "บันเทิงเริงปัญญา" มีทั้งวิชาการและการทำกิจกรรมอื่นๆ หนุนเสริมเป็นระยะๆ เพื่อก่อให้เกิดบรรยากาศการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ และผ่อนคลาย



๓.กิจกรรมฐานการเรียนรู้ (Walk rally) : เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตแก่นักเรียน ฝึกภาวะความเป็นผู้นำ ฝึกการทำงานเป็นทีม ฝึกความสามัคคี ฝึกความอดทน ฝึกการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ฝึกความกล้าคิด กล้าแสดงออก ฝึกการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงการกระตุ้นให้แต่ละคนได้ค้นหาศักยภาพ หรือคุณค่าของตนเอง ซึ่งฐานการเรียนรู้ดังกล่าวมีทั้งที่จัดขึ้นทั้งภาคกลางวันและกลางคืน เช่น

  • ฐานกู้ระเบิด
  • ฐานต่อความยาวสาวความยืด
  • ฐานมุ่งสู่ฝัน
  • ฐานหัวใบ้ท้ายบอด
  • ฐานกรอกน้ำ
  • ฐานนางฟ้า
  • ฯลฯ




านมุ่งสู่ฝัน : เก็บกู้ระเบิด : ต่อความยาวสาวความยืด



๔.กิจกรรมงานวัดสู่การหวนรำลึกความเป็นไทย :เป็นกิจกรรมที่สร้างสีสันการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนิสิตกับชุมชนอย่างน่าประทับใจ โดยการจำลองกิจกรรมสำคัญๆ ในงานวัดมาให้นิสิต นักเรียน ครู และชาวบ้านได้เข้าร่วมกันอย่างสรวลเสเฮฮา เช่น สาวน้อยตกน้ำ สอยดาว ตุ๊กตาเริงระบำ โยนเหรียญ ซึ่งทั้งปวงนั้นเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้วิถีวัฒนธรรมของสังคมไทยผ่านเทศกาลสำคัญๆ อันมี "วัด" เป็นศูนย์กลางแห่งจารีตและประเพณีของชุมชน ช่วยให้นิสิตและชุมชน ได้หวนรำลึกถึง "ความเป็นไทย" ร่วมกันได้อย่างมหัศจรรย์เลยทีเดียว




.กิจกรรมค่ำคืนแห่งบันเทิงและนันทนาการหลากรูปรส : เป็นกิจกรรมในแต่ละค่ำคืนเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนิสิตกับนิสิต และนิสิตกับชุมชน โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นนักเรียนที่มาร่วม "กินนอนในค่าย" ร่วมกับนิสิต ซึ่งในแต่ละคืนจะมีกิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์และการสร้างเสริมทักษะชีวิตอย่างหลากรูปแบบ เช่น

  • การตีกลองร้องเต้น
  • การเล่นละครของนิสิตและนักเรียนผ่านเรื่องราวที่คุ้นเคย อาทิ นางหมาขาว
  • หรือกระทั่งการหยิบจับเอาเรื่องราว หรือสถานการณ์ในโรงเรียนในชุมชนและมหาวิทยาลัยฯ มาผูกโยงเป็นละครสอนใจ อาทิ การหนีเรียน ติดยา เป็นต้น

นอกจากนี้ในภาคกลางวันยังสอดแทรกกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย เช่น เกม และการแข่งขันกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ ซึ่งล้วนถูกบูรณาการขึ้นมาเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศของการเรียนรู้ให้หลากหลายมิติให้ได้มากที่สุด




๖.บูรณาการทีมและเครือข่าย : นับเป็นโครงการ หรือค่ายอาสาพัฒนาที่มีจุดเด่นในเชิงระบบการขับเคลื่อนในแบบเครือข่ายอย่างน่ายกย่อง เพราะค่ายครั้งนี้เป็นการบูรณาการทำงานในทุกสาขา/หลักสูตรในคณะศึกษาศาสตร์ และคณะอื่นๆ เช่น

  • คณะพยาบาลศาสตร์
  • คณะวิศวกรรมศาสตร์
  • คณะวิทยาศาสตร์
  • วิทยาลัยการเมืองการปกครอง
  • คณะการบัญชีและการจัดการ




รวมถึงการประสานภาคีเครือข่ายนอกสถาบันมาร่วมขับเคลื่อนอย่างมีพลัง เป็นต้นว่า มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และสถาบันการพลศึกษาจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเครือข่ายดังกล่าวนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในปีแรก หากแต่ผนึกกำลังต่อเนื่องร่วมกันมาหลายปีแล้ว และแต่ละภาคีเครือข่ายก็จะได้ทำงาน หรือเป็นแกนหลักของกิจกรรมในส่วนที่ตนเองสันทัดมากที่สุด พร้อมๆ กับการหมุนเวียนสู่ภารกิจอื่นๆ เพื่อเติมเต็มกระบวนการเรียนรู้ให้หลากหลาย

ในทำนองเดียวกันนิสิตเองก็ไม่ได้ทำงานร่วมกันแต่เฉพาะเครือข่ายเท่านั้น เมื่อต้องปฏิบัติการจริงยังเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับชุมชน/โรงเรียนอย่างค่อยเป็นค่อยไป มุ่งให้คณะครู/ชุมชนได้เข้ามามีส่วนต่อการขับเคลื่อนกิจกรรม โดยเฉพาะคณะครูนั้น ไม่เพียงคอยอำนวยความสะดวกทั่วๆ ไป แต่ถึงขั้นลงมาช่วยจัดเตรียมเอกสาร และตรวจทานความถูกต้องของเอกสารช่วยนิสิตด้วยอีกต่างหาก นับเป็นภาพของการจัดการเรียนอย่างมีส่วนร่วมในอีกมิติหนึ่งด้วยเช่นกัน



ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ผมมองว่าโครงการครูอาสาเปลวเทียนสู่ฝัน ครั้งที่ ๑๓ เป็นกิจกรรม หรือค่ายอาสาพัฒนาที่น่าสนใจไม่แพ้ค่ายอื่นๆ ที่นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามได้จัดทำขึ้น อย่างน้อยก็ทำให้เห็นถึงการบูรณาการวิชาชีพของนิสิตในคณะศึกษาศาสตร์ไปสู่การบริการสังคม (เรียนรู้คู่บริการ) เสมือนการฝึกวิชาชีพความเป็นครูไปในตัวด้วยเช่นกัน และยิ่งได้เห็นการบูรณาการกิจกรรมหลากรูปแบบ ผสมผสานกับการผนึกภาคีเครือข่ายที่หลากหลายเช่นนี้ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มองข้ามไม่ได้จริงๆ

เช่นเดียวกับการได้เห็นถึงกระบวนการจัดเตรียมบางสิ่งบางอย่าง ยิ่งชวนค่าต่อการยกย่อง อาทิ ระบบของการคัดเลือกโรงเรียนที่มุ่งเน้นให้สมาชิกได้เสาะแสวงหามานำเสนอ เปิดเวทีคัดกรองร่วมกัน จากนั้นจึงเดินทางลงสู่ชุมชนหารือร่วมกับชุมชน แล้วหวนกลับมาพิจารณากลั่นกรองอีกรอบ

หรือแม้แต่ระบบของการออกแบบข้อสอบ หรือเอกสารต่างๆ ก็ล้วนแล้วแต่ถูกออกแบบอย่างมีระบบ มีคณะทำงานจัดทำแล้วนำมาเสนอ เพื่อใคร่ครวญถึงความเหมาะสม ครั้นต้องลงมือจัดกิจกรรมก็มีกระบวนการประเมินนักเรียนทั้งก่อนและหลังการเรียนรู้

รวมถึงการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการมีส่วนร่วม ลดความเหลื่อมล้ำในหมู่นักเรียน ด้วยการนำนักเรียนทุกห้องคละเข้าด้วยกัน แบ่งเป็นกลุ่ม ๖ กลุ่ม ไม่ใช่แยกห้องเรียนรู้ตามศักยภาพ "เก่ง-ไม่เก่ง" ...

การคละกลุ่มเช่นนี้ เชื่อว่าไม่เพียงลดทอนช่องว่าการเรียนรู้ในทางวิชาการของนักเรียนเท่านั้น แต่น่าจะส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างนุ่มลึก คงได้ช่วยให้เกิดสภาวะการพึ่งพาช่วยเหลือกันในหมู่นักเรียน ไม่ใช่ต่างคนต่างเรียน ต่ างคนต่างคบค้าสมาคมกันแต่เฉพาะเพื่อนในชั้นเรียนของตนเอง จนลืมไปว่าทั้งโรงเรียนยังมีเพื่อนฝูงอีกมากมายก่ายกอง




โดยส่วนตัวผมแล้ว นี่คืออีกหนึ่งความสำเร็จของการเรียนรู้คู่บริการในวิถีกิจกรรมของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นความสำเร็จอันง่ายงามบนฐานวิชาชีพของว่าที่คุณครูในอนาคตที่ยังศรัทธาต่อการเรียนรู้นอกชั้นเรียนที่ทอดตัวยาวนานเกิน ๑ ทศวรรษอย่างน่ายกย่องในชื่อ "ครูอาสาเปลวเทียนสู่ฝัน ครั้งที่ ๑๓"



พิธีเทียน : ส่งใจให้น้องนักเรียน

.......................................................................................................................................................................



หมายเหตุ

ต้นเรื่อง : นายณัฐจรัล จันทร์หอม สาขาวิชาภาษาไทย ชั้นปีที่ 3 คณะศึกษาศาสตร์ (ประธานชมรมครูอาสา)
นางสาวทัศวรรณ ชินวัลย์ (เลขาชมรมครูอาสา)
และสมาชิกชมรมครูอาสา

ภาพ: ชมรมครูอาสา สโมสรนิสิตคณะศึกษาศาสตร์



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 

พานักศึกษาล่องใต้ไปเมืองสามอ่าวบ้างสิจ๊ะอาจารย์

ระลึกถึงเสมอจ้ะ

เขียนเมื่อ 

กิจกรรมน่ารัก และน่าสนุกค่ะอาจารย์

เขียนเมื่อ 

กิจกรรมดีมากค่ะ

ชื่นชมค่ะ

เขียนเมื่อ 

เป็นกิจกรรมรื่นเริงบันเทิงปัญญามากครับ

ขอบคุณมากๆครับ

เขียนเมื่อ 

กิจกรรมน่าสนุกจังเลยนะค่ะ