ในมุมมองของ….ครูมะเดื่อ….ตอนที่ ๘ "ทฤษฎีบริหารการศึกษา : ตีให้แตกแล้วแยกปกครอง.....".

ในมุมมองของ….ครูมะเดื่อ…. "ทฤษฎีบริหารการศึกษา : ตีให้แตกแล้วแยกปกครอง....."...



หากจะถามท่านผู้นำโรงเรียนว่า " งานใดสำคัญย่ิง และเป็นหัวใจของโรงเรียน"

ก็คงจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า....งานวิชาการ.... ใช่แล้ว ถูกต้องตรงเผงเลย

งานวิชาการคืองานหลัก และหัวใจของโรงเรียน ส่วนงานอื่น ๆ เป็นงานสนับสนุน

ทั้งสิ้น



หากย้อนไปในอดีตกาลนานมาสมัยคุณทวด คุณปู่ คุณย่า....การจัดการเรียนการสอน

ในยุคนั้น สมัยนั้น ไม่มีอาคารสถานที่ที่เรียกว่า " อาคารเรียน" ไม่มีงบประมาณที่จะ

นำมาใช้จ่ายในกิจกรรมการเรียนต่าง ๆ ไม่มีครู....ที่ต้องตะเกียกตะกายเพื่อความก้าวหน้า

และความอยู่รอด ไม่มี......ฯลฯ สิ่งที่เรียกว่าการเรียน ก็คือ มี " ครู "...ที่อาจจะเป็น

หลวงตา หลวงปู่ หรือ ปู่ ย่า ตา ทวดที่เป็นที่เคารพนับถือ ในวิชาชีพเ่ฉพาะด้าน

เช่น งานศิลปะ งานแพทย์แผนไทย งานหัตถกรรม ตลอดจนเรื่องของศิลธรรม

เรื่องของศาสนา ฯลฯ กับ "นักเรียน" ที่อาจจะเป็น เด็กวัด หรือลูก ๆ หลาน ๆ

หรือใครก็ตามที่สนใจในเรื่องนั้น ๆ



ส่วนห้องเรียน หรือ อาคารเรียน ก็ไม่ต้องจำเพาะเจาะจงว่าจะต้องมีห้อง มีอาคารเฉพาะ

อาจเป็น ศาลาวัด ใต้ถุนกุฏิ หรือแม้แต่ใต้ถุนบ้าน ใต้ร่มไม้บนคันนา ฯลฯ ก็สามารถ

เป็นห้องเรียนได้ ซึี่งเราอาจจะได้ยินคำว่า " ศิษย์ก้นกุฏิ" ก็คงมีที่มาจากเรื่องนี้



การจัดการศึกษายุคสมัยนั้น อยู่ที่ความพอใจของครู กับศิษย์ ไม่จำกัดขอบเขตของ

ความรู้ ไม่ยุ่งยาก สิ่งสำคัญ...ทั้งครูและศิษย์มีความผูกพันกัน ศิษย์ให้ความเคารพ

นับถือ กตัญญูต่อครูอย่างแท้จริง ครูก็ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ศิษย์อย่างชนิดที่เรียกว่า

"หมดไส้หมดพุง" กันเลยทีเดียว จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ครูและศิษย์ยุคนั้นจะต้อง

เป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรมมากเพียงใด ทั้งครูและศิษย์จึงเป็น " คนดีของสังคม"

เป็นบรรพบุรุษ ให้คนรุ่นหลังได้ระลึกถึงมาจนทุกวันนี้



อยากจะเรียกการศึกษายุคสมัยนั้นว่า " การศึกษาแบบบริสุทธิ์" ไร้สิ่งเจือปน คือ

ไม่มีคำว่า " ผลประโยชน์" หรือระบบ ระเบียบปฏิบัติ และการแข่งขัน

เข้ามาเป็นตัวกำหนด ให้เป็นทางที่ครูจะต้องพาศิษย์

เดินไป อย่างไม่รู้ทิศไม่รู้ทาง เหมือนทุกวันนี้



กลับมาสู่ยุคปัจจุบัน.....งานวิชาการยังคงเป็นงานหลักของสถานศึกษา ไม่เปลี่ยนแปลง

เป็นหน้าที่ของผู้บริหารและบุคลากรทุกคนในโรงเรียน ที่จะต้องสร้างงานวิชาการ

ให้โดดเด่น ครูทุกคนเปรียบเสมือนเป็น " หัวหอก" ที่จะต้องจัดการเรียนการสอน

ให้ไปสู่่เป้าหมาย ผู้ับริหารเป็นที่ปรึกษา เป็นผู้ส่งเสริม สนับสนุน และสร้างขวัญ

สร้างกำลังใจให้กับครู



ผู้บริหารเพียงคนเดียว ไม่มีวันที่จะจัดการศึกษา โดยเฉพาะงานวิชาการได้สำเร็จ

ลุล่วงตามเป็าหมาย ต้องพึ่งพาอาศัยครูและบุคลากรทุกคนในโรงเรียน

ตลอดจนพ่อ แม่ ผู้ปกครอง และชุมชน เป็นส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้

งานวิชาการของโรงเรียนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี



ผู้บริหารที่ฉลาด จะต้องรู้จุดเด่น จุดด้อยของงานวิชาการของโรงเรียน

ต้องรู้จริงว่า ปัจจัยใดที่ส่งเสริมสนับสนุนให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ในโรงเรียนของตน สูง หรือ ต่่ำ การจะรู้จริง มิใช่มอง ๆ แล้วสรุปผล

เอาตามอำเภอใจ แต่การ " รู้จริง " จะต้องเกิดจากการ " วิเคราะห์"

แบบ " ร่วมกันวิเคราะห์" ทุกฝ่าย ทั้ง ผู้บริหาร ครู และผู้ปกครอง

อาจจะรวมไปถึงชุมชน จึงจะได้ผลการวิเคราะห์ที่ค่อนข้างชัดเจน

และแน่นอน



โรงเรียนขนาดเล็กมากมายหลายโรง ที่มีเด็กไม่กี่สิบคน แต่ผลการเรียนของเด็ก

กลับลดต่ำลง มิหนำซ้ำยังมีจำนวนเด็กที่อ่าน " ชัด " เขียน " ข้อง" ในแต่ละชั้น

อีกด้วย........เป็นผลให้ ผูั้บริหารก็หันไปโทษครู ส่วนครูก็หันไปโทษครูที่

ส่งเด็กกันขั้นมาในแต่ละชั้น....แล้ว...เด็กจะโทษใครล่ะ...??

ยังคงต้องเล่า ( เรื่องจริง) ของงานวิชาการ เป็นซีรี่ส์ (อย่างที่ท่าน ผอ.คนเก่งว่า)

กันอีกหลายตอนทีเดียว บันทึกนี้ขอเพียงเกริ่นนำไว้ก่อนนะจ๊ะ สำหรับคืนนี้

ห้าทุ่มพอดี.....ต้องขอขยักเวลาไว้ทำงานอื่นก่อนนะจ๊ะ



วิชาการ งานหลัก จักต้องรู้

ทั้งผู้นำ และครู ต้องตระหนัก

งานอื่น เป็นงานเสริม เพิ่มพร้อมพรัก

" เชิงประจักษ์" ต้องรู้ทัน งานที่ทำ


โปรดติดตาม....ตอนต่อไปจ้าา


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ในมุมมอง



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

ชอบมาก รูปประกอบน่ารักมากค่ะอาจารย์มะเดื่อ

เขียนเมื่อ 

Yes! We have progressed from 'education for "our" children to money to be made here'. Sad and sigh!

เขียนเมื่อ 

ใช่ค่ะ งานวิชาการเป็นงานหลัก