ผู้เขียนเล่าให้หลายๆคนฟังเสมอเมื่อใครถามถึงการรักษาโรคจนหายมาเป็นปกติ บางคนก็บอกว่ามีบุญเก่าที่สะสมไว้ บางคนก็บอกว่ายังมีกรรมที่ต้องชดใช้ต่อไป หมอคนหนึ่งบอกว่าผู้เขียนโชคดีมากที่รักษาหาย เขาบอกคนที่เป็นไวรัสซีสายพันธุ์1นั้นมีเพียง 1 ใน 5 เท่านั้นที่จะรอด

ผู้เขียนคือ 1 ในคนเหล่านั้น...

แต่ผู้เขียนบอกกับหลายๆคนว่า สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนก้าวข้ามโรคร้ายนี้ไปได้มาจากกำลังใจทั้งจากตัวเองและคนรอบข้าง การจะมีกำลังใจทำให้กล้าที่จะสู้กับมัน กล้าที่จะเดินไปหาหมอที่พยายามบอกปัดการรักษา ตามที่สำนักงานประกันสังคมแนะนำ

" ประกันสังคมเขาก็พูดของเขาได้ เขาเขียนไว้ว่าโรคที่ได้สิทธิ์รักษา

ต้องไม่เป็นการทดลอง สามารถรักษาหายได้.. "

"ถ้าตับแข็ง หรือเป็นมะเร็ง ใช้สิทธิ์รักษาได้"

...ผมนึกในใจว่าจะรอให้ตับแข็งหรือเป็นมะเร็งเสียก่อนถึงได้สิทธิหรือนี่

"ประกันสังคมแนะนำให้ผมไปตรวจที่รพ.รัฐ เพื่อนำความเห็นว่าต้องฉีดมา

ยืนยันได้"

"ก็ทำได้ แต่ถ้ามีคนที่ได้รับการฉีด ช่วยเข้าไปจับมือเขาเลยว่าได้ฉีดที่ไหน

รพ.รัฐเองก็เถอะประกันสังคมให้สิทธิ มีมั๊ย "

" ประกันสังคมเขาก็พูดของเขาได้ เขาเขียนไว้ว่าโรคที่ได้สิทธิ์รักษา

ต้องไม่เป็นการทดลอง สามารถรักษาหายได้.. "

"ผมก็ไม่ทราบแต่ประกันสังคมแนะนำผม..."

"เชื่อผมสิ คนที่เขาได้รับการฉีดต้องระดับผู้จัดการ เจ้าของโรงงาน

หรือไม่ก็มีเส้น"

"งั้นผมก็ต้องหาเส้นสิ"

"ทำนองนั้น..ไม่งั้นทุกคนก็ได้ฉีดหมดสิ คนเป็นกันเยอะแยะ

ผมสั่งให้ฉีดแต่ทางรพ.ให้ยาอะไรมาคุณก็ไม่รู้หรอก ใช่มั๊ย " หมอถาม

"บางคนเป็นเยอะกว่าคุณอีก ยังไม่ได้ฉีดเลย บางคนฉีดยังตายก็มี"

หมอเริ่มแรงขึ้น

"ผมพูดตรงๆอย่างนี้ล่ะ นี่เป็นความจริงของสังคมนี้"หมอย้ำ.....

คำพูดข้างบนระหว่างผู้เขียนกับหมอ รพ.ประกันสังคมเอกชนแห่งนั้น ยิ่งทำให้ผู้เขียนต้องต่อสู้มากยิ่งขึ้น ทั้งต่อจิตใจของตัวเองที่จะท้อถอยไม่ได้และสังคมรอบข้างที่ทั้งให้กำลังใจ ทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้ต้องสู้

และเมื่อผู้เขียนได้ผลเลือดจาก รพ.จุฬาลงกรณ์ ผู้เขียนก็ตรงไปยื่นเรื่องร้องเรียนที่สำนักงานประกันสังคม เขตพื้นที่ แม้หลายคนจะบอกว่าเสียเวลาเปล่า เราไม่มีเส้นมีสายอย่างที่หมอคนนั้นบอกจริงๆเสียด้วย

แต่ผูเขียนไม่ยอมถอย ไม่ยอมแพ้

และต้องสู้....

.....................

11 พฤษภาคม 2558

พ.แจ่มจำรัส