ด้วยหลักคิดของการเชื่อมั่นว่า "ไม่มีที่ใดปราศจากเรื่องเล่า-ความรู้และตำนาน" การขับเคลื่อนกิจกรรมครั้งนี้จึงออกแบบบนฐานคิดที่เป็นการเรียนรู้แบบธรรมชาติๆ เนียนนุ่มอยู่ในกิจกรรม เสมือนการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ-ทำไปเรียนรู้ไป

หัวใจของการเรียนรู้ในรายวิชาพัฒนานิสิต คือการเรียนเพื่อการรับใช้สังคมแบบง่ายๆ ประกอบด้วย ๓ ประเด็นหลัก ได้แก่ผู้เรียน คือ ศูนย์กลาง (Learner-centered) ชุมชน คือ ห้องเรียน : (Community-based learning) และเรียนรู้ผ่านโครงงาน (Project base learning)


หรือในอีกมิติก็คือ มุ่งเน้นการเรียนรู้ในลักษณะของการนำความรู้ภาคทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติจริง เพื่อก่อให้เกิด "ปัญญาปฏิบัติ" หรือ "ประสบการณ์ชีวิต" ที่เป็นรูปธรรม เรียนรู้โดยการบูรณาการกิจกรรมในชั้นเรียนเข้ากับกิจกรรมนอกชั้นเรียนอย่างเป็นทีม หรือการเรียนรู้ที่มุ่งกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Learning Process) ทั้งในมิตินิสิตกับนิสิต (ผู้เรียนกับผู้เรียน) นิสิตกับอาจารย์ และนิสิตกับชุมชน รวมถึงอาจารย์กับชุมชน




ด้วยเหตุนี้การเรียนรู้ผ่านการลงมือทำโครงการในรายวิชาพัฒนานิสิต จึงเป็นการขยับอย่างต่อเนื่องเป็นระยะๆ มีกระบวนการเคี่ยวความรู้ภาคทฤษฎีเป็นระยะๆ ผ่านแนวคิดเรื่องต่างๆ อาทิ ผู้นำ การเขียนโครงการ การบริหารโครงการ การบริหารคนบริหารทีม การถอดรหัสความรู้ การจัดกิจกรรมเรียนรู้ชุมชนในแบบฉบับ"เรียนรู้คู่บริการ" (Service learning) บนโจทย์ หรือความต้องการของชุมชน

และโครงการบำรุงพุทธศาสนาวัดเจริญผล ก็เป็นหนึ่งภาพสะท้อนการเรียนรู้ที่สื่อให้เห็นแนวคิดดังกล่าวข้างต้นของการเรียนรู้ในรายวิชาพัฒนานิสิต



โครงการบำรุงพุทธศาสนาวัดเจริญผล จัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2558 ณ วัดเจริญผล ต.ท่าขอนยาง
อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ซึ่งก่อนการลงมือปฏิบัติการภาคสนามนั้น ก็ผ่านกระบวนการเคี่ยวกรำเป็นระยะๆ ทั้งในชั้นเรียน และชุมชนที่หมายถึงการลงชุมชนเพื่อศึกษาบริบท สถานการณ์ ปัญหา ความต้องการของชุมชน จากนั้นก็กลับเข้ามาพัฒนาเป็นโครงการร่วมกันในชั้นเรียน มีอาจารย์ให้คำปรึกษา ยกระดับขึ้นเป็นโครงการเพื่ออนุมัติและขยับสู่การลงชุมชน นับตั้งแต่เตรียมชุมชนไปสู่การปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม และสรุปบทเรียน ฯลฯ




๑.เลือกพื้นที่ใกล้มหาวิทยาลัยฯ (เสมือนบ้าน) : เหตุผลหลักของนิสิตที่มุ่งไปยังวัดเจริญผลคือเป็นพื้นที่ใกล้ๆ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นิสิตอาศัยอยู่ในชุมชนนี้จำนวนมาก การได้ทำประโยชน์ต่อชุมชนใกล้ๆ มหาวิทยาลัยเสมือการได้ดุแลบ้าน-ครัวเรือนตนเอง และนั่นยังหมายถึงการประหยัดงบประมาณ และห้วงเวลาของการขับเคลื่อนโดยไม่จำเป็นต้องท่องสัญจรไปไกลๆ




๒.ไม่มีที่ใดปราศจากเรื่องเล่า (คลังความรู้) : หนึ่งในเหตุผลของการเลือกพื้นที่ดังกล่าวคือการรับรู้โดยสังเขปว่าชุมชนวัดเจริญผล หรือชุมชนท่าขอนยางมีประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่น่าสนใจ ทั้งการเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทญ้อ ตำนานจระเข้กับลูกเจ้าเมือง เป็นชุมชนบริการวิชาการ (หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน) เป็นชุมชนที่มีศาลาภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นชุมชนที่ติดกับลำนำชี –แม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงชาวมหาสารคาม



๓.ง่ายงามตามความต้องการของชุมชน (สำรวจความต้องการ-ออกแบบกิจกรรม) : นิสิตได้จัด "เวทีอย่างไม่เป็นทางการ" ด้วยการประชุม "โสเหล่ๆ" แบบ "อีสานๆ" ร่วมระหว่างนิสิต ผู้ใหญ่บ้าน แกนนำชุมชนและเจ้าอาวาส เพื่อสำรวจความต้องการ หรือปรับความคาดหวังร่วมกัน โดยหลักแล้วเป็นการพูดคุยในทำนองว่า "ชุมชนกำลังมีกิจกรรมใดบ้างในขณะนี้ที่นิสิตสามารถเข้าไปขอเรียนรู้และช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ได้บ้าง" ซึ่งชุมชนต้องการให้นิสิตได้เข้ามาช่วยบำเพ็ญประโยชน์ภายในวัดเพื่อรองรับเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังมาถึง นับตั้งแต่การทาสีสถานที่และวัตถุสถานสำคัญๆ ในวัดเจริญผล




๔.ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม : การ "ร่วมคิดร่วมตัดสินใจ" บนฐานความต้องการชุมชนและศักยภาพความพร้อมของนิสิตในเบื้องต้น นำพามาซึ่งรูปแบบกิจกรรมและห้วงเวลาของการทำงานแบบมีส่วนร่วมกล่าวคือเมื่อถึงวันปฏิบัติงาน หรือจัดกิจกรรมทั้งนิสิตกับชุมชนที่ประกอบด้วยแกนนำชาวบ้าน และพระภิกษุสงฆ์และสามเณรก็มาร่วมด้วยช่วยกัน ดังเช่นการช่วยเคลียร์สถานที่ก่อนการทาสี มีการทำความสะอาดสถานที่รองรับกิจกรรม รวมถึงสวัสดิการ หรืองบประมาณต่างๆ ตลอดจนคำแนะนำของการทาสี

หรือกระทั่งกลุ่มแม่บ้าน และเด็กๆ ในชุมชนส่วนหนึ่งก็ออกมาช่วยจับโน่นนี่...ผมถือว่าเป็นหลักฐานของการมีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน และเชื่อว่าภาพที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ตรงนั้นจะก่อตัวและรอเวลาผลิบานในหัวใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเด็กๆ ในหมู่บ้าน หรือชุมชน... (ไม่วันใดก็วันหนึ่ง)

และโดยส่วนตัวผมแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สะท้อนความง่ายงามของการมีส่วนร่วมในระยะอันสั้นๆ นี้ (บวร : บ้าน วัด มหาวิทยาลัยฯ)




๕.ทำไปเรียนรู้ไป (เรียนรู้คู่บริการ) :ด้วยหลักคิดของการเชื่อมั่นว่า "ไม่มีที่ใดปราศจากเรื่องเล่า-ความรู้และตำนาน" การขับเคลื่อนกิจกรรมครั้งนี้จึงออกแบบบนฐานคิดที่เป็นการเรียนรู้แบบธรรมชาติๆ เนียนนุ่มอยู่ในกิจกรรม เสมือนการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ-ทำไปเรียนรู้ไป ยกตัวอย่างเช่น การทาสีไปก็สัมภาษณ์ ชวนคิดชวนคุยให้ชาวบ้านได้เล่าเรื่องราวตำนานชุมชนให้นิสิตฟังไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นตำนานของ "พระแม่สองนาง" ลูกเจ้าเมืองในอดีต รวมถึง "ฮีตฮอตประเพณีในชุมชน" ซึ่งล้วนเป็นสาระของการเรียนรู้ที่ถูกกำหนดเป็นหัวใจหลักของวิชาพัฒนานิสิต เพราะจะช่วยให้นิสิตได้เกิดการตระหนักถึงบริบทและสถานการณ์ของชุมชน เพื่อผลักให้นิสิตได้ทบทวน "รากเหง้าตนเอง" หรือกระทั่งการกระตุกให้ชุมชนได้ตระหนักถึง "คุณค่าของตัวเอง" ด้วยเช่นกัน ทั้งปวงนั้นยึดโยงกับวาทกรรมแห่งการเป็นจิตอาสา –เยาวชนจิตอาสา –ชุมชนจิตอาสาทั้งสิ้น เพราะหากต้องพัฒนาชุมชนย่อมต้องเข้าใจที่มาที่ไป (ประวัติศาสตร์ชุมชน) เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน หาใช่พัฒนาตามกระแสหลักโดยไม่รู้เลยว่า "ตนเองเป็นมาอย่างไร มีอะไรดี และไม่ดี" ....

หรือกระทั่งจะจบจากมหาวิทยาลัยมหาสารคามยังไม่รู้เลยว่า มหาสารคาม คืออะไร และอย่างไร ...



เช่นเดียวกับการกับปัญหาว่าด้วยความรู้เรื่องสีที่นิสิตซื้อมาไม่ตรงกับการงานที่แพลนไว้ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจหมายถึงพูดคุยกันน้อยว่า "ควรใช้สีอะไร" ซึ่งชุมชนเองก็บอกกับนิสิตแต่เพียงว่า "เบิ่งเอาโลดลูกหลาน สีหยังงามกะทาโลด..."

แต่พอถึงวันทำงานจริง เมื่อนำมาเทียบในสถานการณ์จริงกลับไม่เหมาะสม จึงจำต้องผสมสีกันอย่างระห่ำเพื่อให้สอดคล้อง เหมาะสมกับสิ่งที่จะ "ทา"




บทส่งท้าย

นี่คือความง่ายงามของการเรียนรู้ที่ผมคิดว่าต้องกล่าวชม – เรียนรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไปผ่านชั้นเรียนที่ยังอัดแน่นด้วยชั่วโมงการบรรยาย....

นี่คือความง่ายงามของการเรียนรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไป จากชั้นเรียนสู่นอกชั้นเรียน และจากทฤษฎีสู่การปฏิบัติอย่างมีส่วนร่วม

ผมได้แต่หมายใจว่าสักวันหนึ่งพวกเขาจะเติบโตในวิถีอื่นๆ อย่างมีปัญญา




หมายเหตุ :

๑.ภาพ : สิตวิชาการการพัฒนานิสิต
กลุ่ม 2/2รายวิชาพัฒนานิสิต
๒.ข้อมูล : อนุตตรา อินทร์เพชร ชั้นปีที่2 สาขา การตลาด คณะบัญชีและการจัดการ