ตำราชีวิต เรื่อง "การป้องกันการล้มในผู้สูงอายุ"

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่านผมเป็นนักศึกษากิจกรรมบำบัดชั้นปีที่3 มหาวิทยาลัยมหิดล จากการที่ผมได้เรียนวิชาหลักฐานเชิงประจักษ์สำหรับนักกิจกรรมบำบัด วันนี้ผมจะนำเสนอบันทึกเกี่ยวกับตำราชีวิตเรื่องการป้องกันการล้มในผู้สูงอายุที่ผมได้รวบรวมข้อมูลไว้โดยเป็นหัวข้อที่ผมสนใจ โดยจะแบ่งออกเป็น5ส่วนนะครับ

ส่วนที่ 1

กรอบอ้างอิง(PEOP)

P(Person) = ปัจจัยต่างๆของตัวบุคคล เมื่อเชื่อมโยงกับตำราชีวิตเล่มนี้ก็จะเป็นตัวของผู้สูงอายุ ตัวอย่างเช่น ปัญหาสายตาเลือนลาง , กำลังกล้ามเนื้อที่ลดลง หรือ เกิดโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน เป็นต้น

E(Environment) = สิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องในการทำกิจวัตรต่างๆของผู้รับบริการ รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เสี่ยงต่อการล้มด้วย เช่น บ้าน ชุมชน ที่ทำงาน เป็นต้น

O(Occupation) = กิจกรรมต่างๆทุกๆกิจกรรมที่ผู้รับบริการทำ เช่น การทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ อาบน้ำ แปรงฟัน ทานอาหาร เล่นกีฬา ทำงาน เป็นต้น ซึ่งในแต่ละกิจกรรมก็จะมีความเสี่ยงต่อการหกล้มต่างกันออกไป

P(Performance) = ผู้สูงอายุมีสมรรถนะในการทำกิจกรรมที่ดี ก็จะทำให้ความเสี่ยงที่จะหกล้มลดลง

เมื่อองค์ประกอบทั้ง4ของผู้สูงอายุไม่มีปัญหาก็จะส่งผลให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมี well-being

ส่วนที่ 2

Evidence Based Practice Levels

(ระดับความน่าเชื่อถือของหลักฐานเชิงประจักษ์)


ก่อนอื่นก็ต้องตรวจสอบระดับความน่าเชื่อถือของหลักฐานที่เราหามาได้ก่อน

หลักฐานสนับสนุนแนวปฏิบัติทางคลินิก

หลักฐานระดับ 1 การทดลองเชิงทดลองแบบสุ่ม และมีกลุ่มควบคุมที่มีคุณภาพดีเยี่ยม หรือมีการทบทวนอย่างเป็นระบบ จากการศึกษาเชิงทดลองแบบสุ่ม และมีกลุ่มควบคุมอย่างน้อย 1 ฉบับ

หลักฐานระดับ 2 การศึกษาเชิงทดลองแบบไม่สุ่ม และมีกลุ่มความควบคุม (Non-Randomized Controlled Trial) ที่มีคุณภาพดีเยี่ยมในประชากรต่างกลุ่ม และคณะผู้ศึกษาต่างคณะอย่างน้อย 2 ฉบับ

หลักฐานระดับ 3 การศึกษาแบบพรรณนา หรือการศึกษาแบบมีกลุ่มควบคุม ที่มีคุณภาพพอใช้

หลักฐานระดับ 4 ฉันทามติ ของผู้เชี่ยวชาญหรือรายงานอนุกรมผู้รับบริการจากการศึกษาในประชากรต่างกลุ่ม และคณะผู้ศึกษาต่างคณะ อย่างน้อย 2 ฉบับ

หลักฐานเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวกับการป้องกันการล้มในผู็สูงอายุ

The 'Aachen Falls Prevention Scale' - development of a tool for self-assessment of elderly patients atrisk for ground level falls

บทความนี้จัดเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ระดับ3เนื่องจากเป็นการศึกษาแบบพรรณนา

Domiciliary environmental risk factors for accidental falls among community-living older persons: A prospective 12-month study

บทความนี้จัดเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ระดับ 1 การทดลองเชิงทดลองแบบสุ่ม และมีกลุ่มควบคุมที่มีคุณภาพดีเยี่ยม หรือมีการทบทวนอย่างเป็นระบบ จากการศึกษาเชิงทดลองแบบสุ่ม

Fall-Related Injuries in Community-Dwelling Older Adults in Qom Province,Iran, 2010-2012

บทความนี้จัดเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ระดับ2เนื่องจากมีกลุ่มความควบคุมและมีคณะผู้ศึกษาต่างคณะอย่างน้อย 2 ฉบับ

Development of a Smart Home Context-aware Application: A Machine Learning based Approach

บทความนี้จัดเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ระดับ3เนื่องจากเป็นการศึกษาแบบพรรณนา

ส่วนที่ 3

Knowledge Management หรือการจัดการความรู้

Evidence Based Practice จะเป็น Slow Knowledge หมายถึงหลักฐานจำลอง ที่มีการใช้หลายๆครั้ง ต่างจาก Fast Knowledge คือความรู้ที่มาไว และไปไวเช่นกัน จะอยู่กับเราเพียงแค่ชั่วคราว การศึกษาค้นคว้าให้ได้ประสิทธิภาพควรจะเป็นแบบ Slow Knowledge ที่ค่อยเป็นค่อยไป แต่ครบ และจะอยู่กับเราไปตลอด ซึ่งผมได้เคยเขียนบันทึกเรื่องนี้แบบละเอียดไว้ผู้อ่านท่านใดสนใจสามารถเข้าไปอ่านกันที่ลิ้งค์นี้ได้เลยนะครับ

ความรู้คืออะไร >> http://www.gotoknow.org/posts/583574

วิธีการหาหลักฐานเชิงประจักษ์ >> http://www.gotoknow.org/posts/583591

ในฐานะที่ผมเป็นนักศึกษากิจกรรมบำบัดก็จะใช้สื่อทางกิจกรรมบำบัดเป็นแนวทางการรักษา ซึ่งสื่อทางกิจกรรมบำบัดก็จะมีอยู่5อย่าง เดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างในกรณีการป้องกันการล้มของผู้สูงอายุควบคู่กันไปด้วยเลยนะครับ

1.Therapeutic use of self

การบำบัดรักษาของนักกิจกรรมบำบัดจะใช้ตนเองเป็นสื่อการรักษา เช่นหมอ ก็จะใช้ยาหรือเครื่องมือต่างๆเป็นสื่อการรักษา เป็นต้น

สำหรับในกรณีการป้องกันการล้มนั้นนักกิจกรรมบำบัดก็จะให้คำแนะนำการป้องกันแก่ผู้รับบริการหรือผู้ดูแลด้วยตนเอง

2.Therapeutic Relationship

สัมพันธภาพระหว่างผู้รับบริการและผู้บำบัดเป็นสิ่งสำคัญมากเป็นอันดับแรกๆ ถ้าหากมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้รับบริการหรือผู้ดูแลตั้งแต่ต้น โปรแกรมการบำบัดก็จะราบรื่นเนื่องจากรับบริการหรือผู้ดูแลก็จะเข้าใจและให้ความร่วมมือ

3.Activity analysis

การวิเคราะห์กิจกรรม นักกิจกรรมบำบัดจะวิเคราะห์กิจกรรมเดิมที่ผู้รับบริการทำและกิจกรรมที่จะจัดให้เขา โดยดูขั้นตอนการประกออบกิจกรรมทั้งหมดว่าสามารถทำได้ครบหรือติดขัดในขั้นตอนไหนหรือไม่รวมทั้งดูความเหมาะสมว่ากิจกรรมนั้นเหมาะกับความสามารถเขาในขณะนั้นหรือไม่ อย่างเช่น การป้องกันการล้มนักกิจกรรมบำบัดก็จะดูว่ากิจกรรมไหนเสี่ยงต่อการล้มมากที่สุดและเสี่ยงในขั้นตออนไหนของกิจกรรม เพื่อการแก้ไขจะได้เป็นไปอย่างตรงจุด

4.Teaching and Learning process

เป็นการให้คำแนะนำหรือให้ความรู้ว่าการล้มเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง และวิธีที่จะลดความเสี่ยงต่อการหกล้ม รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายจากการหกล้มในผู้สูงอายุว่าสามารถทำให้เกิดพยาธิสภาพอะไรได้บ้าง

5.Environment modification

การปรับสิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อการป้องกันการล้ม เนื่องจากสาเหตุของการล้มส่วนหรึ่งอาจมีสาเหตุมาจากสิ่งแวดล้อมที่ขัดขวางต่อการทำกิจกรรม โดยการปรับสิ่งแวดล้อมก็เป็นหนึ่งในบทบาทของนักกิจกรรมบำบัดโดยเราจะไม่ได้ปรับให้เข้ากับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่จะปรับให้เข้ากับทุกคนในบ้าน โดยอาศัยหลัก UD (Universal Design)

ส่วนที่4

Knowledge Translation

OT Process หรือ กระบวนการทางกิจกรรมบำบัด

1. การสร้างสัมพันธภาพ เพื่อให้ผู้รับบริการไว้วางใจ และให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมการรักษาต่อไปโดยรวมทั้งบอกวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่านักกิจกรรมบำบัดจะมาช่วยในส่วนไหน

2. การสัมภาษณ์ การสอบถามข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับข้อมูลผู้รับบริการ เพื่อนำมาใช้ประกอบกับกิจกรรมการรักษาให้เข้ากับบริบทของผู้รับบริการ ในหัวข้อนี้อาจจะสัมภาษณ์รวมถึงพฤติกรรมการทำกิจวัตรประจำวัน หรือลักษณะของบ้านที่อาศัยด้วย

3. Needs Assessment การประเมินความต้องการของผู้รับบริการว่าผู้รับบริการมีจุดมุ่งหมายหรือกิจกรรมที่สนใจใด เพื่อใช้เป็นแรงจูงใจในการทำกิจกรรม

4. ตรวจแฟ้มประวัติ ดูประวัติ ข้อมูลการเจ็บป่วยหลังจากที่ถูกวินิจฉัยเพื่อดูการส่งปรึกษาจากแพทย์รวมทั้งข้อจำกัดต่างๆในการทำกิจกรรมอีกด้วย

5. การทดสอบ/ประเมิน นักกิจกรรมก็จะประเมินความสามารถต่างๆที่จะต้องใช้ในการประกอบกิจกรรมอย่างปลอดภัยไม่เกิดการหกล้ม เช่น การประเมินการทรงตัวขณะอยู่นิ่งและขณะเคลื่อนไหว ทั้งในท่านั่งและยืน ทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ถ้าหากกล้ามเนื้อไม่แข็งแรงก็อาจจะเสี่ยงต่อการหกล้มได้ รวมทั้งใช้การแบบทดสอบต่างๆเพื่อวัดความเสี่ยงต่อการล้ม

6. การสังเกตขณะทำกิจกรรมในห้องฝึกว่าสามารถทำกิจกรรมในห้องฝึกได้อย่างปลอดภัยหรือไม่

7. Occupation เมื่อทดสอบจากห้องฝึกแล้วก็จะให้เป็นการทำกิจกรรมจริงในบริบทจริงว่าสามารถทำได้ปกติหรือไม่

8. ประเมินความสุข โดยดูจากสีหน้าท่าทางหรือสอบถาม โดยจะประเมินทั้งก่อนเข้ารับการรักษา ขณะบำบัดรักษา หรือหลังจากจบโปรแกรมการรักษา แล้วดูว่าความสุขของผู้รับบริการมีเพิ่มมากขึ้นหรือไม่

9. Role Competence บทบาทของผู้สูงอายุดูว่าเขามีบทบาทใดบ้างในบริบทของเขา เช่นเป็นพ่อแม่ หรือเป็น ปู่ย่า เป็นต้น เพื่อดูว่าขณะนี้เขามีบทบาทใดบกพร่องหรือไม่

10. ประเมินตัวผู้บำบัดเอง เพื่อที่จะได้ถามตัวเองว่าได้อะไรจากการที่ตนเองได้จากการให้โปรแกรมการรักษาและผู้รับบริการได้รับอะไรจากการให้โปรแกรมการรักษา

ส่วนที่5

Implication and Application หรือ ความรู้ใหม่ และการประยุกต์ใช้

ความรู้ใหม่ : จากการที่ผมรวบรวมข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับการล้มในผู้สูงอายุทำให้ผมได้ความรู้ใหม่เกี่ยวกับสาเหตุของการล้มว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ที่หกล้มนั้นเขากำลังทำอะไรอยู่ และได้รู้ตำแหน่งที่บาดเจ็บว่าตำแหน่งไหนนั้นที่จะได้รับการบาดเจ็บเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่ที่หกล้มจะเกิดจากนอกบ้านถึง63.6%ในบ้าน36.3% ส่วนกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการล้มมากที่สุดคือกิจกรรมการเคลื่อนย้ายตนเอง รองลงมาจะเป็นอาบน้ำ และใส่เสื้อผ้า ตามลำดับ ส่วนตำแหน่งที่บาดเจ็บบ่อยที่สุดเมื่อหกล้มคือสะโพก รวมถึงการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาช่วยป้องกันการล้มได้ เช่น Smart home

การนำไปประยุกต์ใช้ : จากที่ผมได้หาข้อมูลต่างๆมาทำให้ผมได้ตระหนักถึงกิจกรรมที่ผมจะให้ผู้สูงอายุเนื่องจากเมื่อก่อนผมคิดว่าการล้มนั้นน่าจะเกิดจากในบ้านมากกว่าแต่พอผมได้หาข้อมูลก็ทำให้ผมได้คิดในอีกมุมหนึ่งว่าที่ผู้สูงอายุล้มในบ้านน้อยกว่าก็อาจจะเนื่องมาจากผู้สูงอายุคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในบ้านจึงทำให้เกิดการปรับตัวได้อย่างเหมาะสมในการทำกิจกรรม ฉะนั้นการจัดกรรมสำหรับผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการหกล้มผมก็จะเน้นเป็นกิจกรรมในบ้านของเขาเองซะมากกว่า และ ปรับสภาพบ้านโดยให้อุปกรณ์ป้องกันเช่นแผ่นกันลื่นสำหรับปูพื้นห้องน้ำหรือติดตั้งทางลาดแทนทางต่างระดับเนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะสะดุดล้มอย่างมาก

สุดท้ายผมขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านนะครับที่เข้ามาอ้านเรื่องเล่าของผม หากผู้อ่านท่านใดมีข้อสงสัยหรือมีความสนใจอยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้สามารถแสดงความคิดเห็นด้านล่างได้เลยนะครับผม

อ้างอิง

- The Person-Environment-Occupation Model: A Transactive Approach to Occupational Performance

Canadian Journal of Occupational Therapy [Online] April 1996 63: [9-23].

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ตำราชีวิต



ความเห็น (0)